
ช่วงนี้ข่าวการสูญเสียของคนดังด้วยโรคภัยใกล้ตัวมีด้วยกันหลายข่าว ทั้งคนในวงการบันเทิงหรือวงการสื่อ สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นโรคร้ายแบบภัยเงียบแทบทั้งสิ้น ล่าสุด เมื่อช่วงสาย ๆ ของวันนี้ (4 ก.ค. 63) วงการบันเทิงไทยก็เพิ่งสูญเสีย “นาธาน โอมาน” ด้วยโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจางคืออะไร
โลหิตจาง เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ซึ่งปกติแล้ว หน้าที่ของเซลล์เม็ดเลือดแดงจะเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอด ซึ่งจะจับอยู่บนเซลล์เม็ดเลือดแดง และสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายผ่านทางหลอดเลือด แต่เมื่อเม็ดเลือดแดงมีไม่เพียงพอที่จะลำเลียงอาหารและอากาศไปเลี้ยงร่างกาย จึงส่งผลให้ร่างกายทำงานผิดปกติ
ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงที่อาจนำไปสู่โรคโลหิตจางได้นั้นเกิดขึ้นได้เนื่องจาก
- ขนาดของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป หรือมีขนาดที่ไม่สม่ำเสมอกันในแต่ละเซลล์
- รูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติ อาจเป็นทรงกลม เป็นรูปเคียว หรือบิดเบี้ยว ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดแดงปกตินั้นจะมีลักษณะกลมแบน มีรอยบุ๋มตรงกลาง
- สีของเซลล์เม็ดเลือดแดงไม่แดงสด เนื่องจากเฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีสีแดงเข้มมีอยู่น้อย ไม่ว่าจะด้วยความผิดปกติในร่างกายอื่น ๆ หรือเพราะร่างกายขาดธาตุเหล็กก็ตาม คุณสมบัติของเฮโมโกลบินนี้จะช่วยจับกับออกซิเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อส่งไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
- ปริมาณ จำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อยู่ในน้ำเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีน้อยกว่าระดับมาตรฐาน
การตรวจคุณภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติจะใช้วิธีการตรวจเฮโมโกลบิน ก็เพื่อตรวจวัดปริมาณโปรตีนในเม็ดเลือดแดงว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ โดยการตรวจเฮโมโกลบินก็จะทำให้ทราบด้วยหากร่างกายขาดธาตุเหล็ก
โรคโลหิตจางเกิดจากอะไร
สาเหตุการเกิดโรคโลหิตจางนั้นมี 3 สาเหตุใหญ่ แบ่งตามกลไกการเกิดได้ดังนี้
1. การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง มักมาจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง คือ ธาตุเหล็ก กรดโฟลิค วิตามินบี 12 และภาวะการป่วยด้วยโรคต่าง ๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง ทำให้ขาดปัจจัยกระตุ้นในการสร้างเม็ดเลือดแดง โรคของไขกระดูก หรือโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น มะเร็ง ข้ออักเสบ หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
2. ร่างกายทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ในกรณีนี้จะเป็นสาเหตุให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการดีซ่าน (ตัวเหลืองตาเหลือง) ร่วมด้วย สาเหตุหลักที่พบคือ การที่ผู้ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย การขาดเอนไซม์บางชนิด การที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติโดยไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของตัวเอง และการติดเชื้อบางชนิด
โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม อีกทั้งยังเป็นโรคที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมากที่สุดในประเทศไทย และมีผู้ป่วยจำนวนมากที่อยู่ในสถานะพาหะของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของยีนในการควบคุมการสร้างเฮโมโกลบิน โปรตีนสำคัญในเซลล์เม็ดเลือดแดง ในส่วนนี้จึงมีความเป็นได้สูงที่บุตรจะได้รับการถ่ายทอดยีนของโรคมา จึงจำเป็นที่คู่ที่กำลังจะแต่งงาน หรือคู่สามีภรรยาที่วางแผนจะมีบุตรควรได้รับการตรวจโรคก่อน เพื่อประเมินตัวเองและโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหรือพาหะของบุตรในครรภ์
3. การเสียเลือดอย่างฉับพลัน อย่างเช่นการเกิดอุบัติเหตุ การตกเลือด หรือแม้กระทั่งการเสียเลือดเรื้อรัง อย่างการเสียเลือดประจำเดือนของผู้หญิง ซึ่งถ้าหากมีความผิดปกติก็ทำให้โลหิตจางได้
อย่างไรถึงจะเป็นโลหิตจาง
หากเคยมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ใจสั่น หน้ามืด วูบ วิงเวียนศีรษะอยู่บ่อย ๆ ร่วมกับอาการตัวซีด มือเย็นเท้าเย็น เป็นไปได้ว่าอาจจะกำลังมีภาวะโลหิตจาง เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนและ/หรือสารอาหารไม่เพียงพอนั่นเอง อย่างไรก็ตามหากพบว่าตนเองมีอาการเหล่านี้แบบผิดปกติ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่าอาการดังกล่าวคือภาวะโลหิตจางหรือไม่ เพราะในรายที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรงจะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ หัวใจทำงานหนักจนถึงขั้นเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
โดยแพทย์จะตรวจร่างกาย และซักอาการอย่างละเอียดเพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัยโรค หากพบความเสี่ยง แพทย์จะทำการตรวจเลือดด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการต่อไป เพื่อหาสาเหตุและการรักษา
การรักษาโรคโลหิตจาง
หลักการรักษาที่สำคัญคือ การหาสาเหตุและรักษาที่ต้นเหตุ เพราะในบางกรณี มีความเป็นไปได้ว่ามีโรคร้ายแรงแฝงอยู่ในภาวะโลหิตจาง โดยทั่วไปการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผู้ป่วย ในรายที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงหรืออยู่ในระยะเริ่มต้น แพทย์จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก แนะนำการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย การใช้แรง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง ก็จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้ออกซิเจนหรือให้เลือดสำรอง
การดูแลตนเองของผู้ป่วยโลหิตจาง
อาหาร ผู้ป่วยโลหิตจางควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยสร้างปริมาณเม็ดเลือดแดง ได้แก่
- ธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารหลักที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง อาหารที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็กมีหลายชนิด ทั้งเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้แห้ง และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งปริมาณธาตุเหล็กที่บุคคลแต่ละกลุ่มควรได้รับอาจแตกต่างกันไป หญิงอายุ 19-50 ปี ต้องการธาตุเหล็กประมาณ 18 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ชายต้องการประมาณ 8 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์จะต้องการธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ ควรได้รับประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรจะต้องการธาตุเหล็กเพียง 9 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น
- วิตามินบี 12 พบมากในเนื้อแดง ปลา ไข่ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส
- กรดโฟลิค หรือวิตามินบี 9 สารอาหารชนิดนี้พบมากในผักใบเขียว ขนมปังหรือซีเรียลที่เสริมวิตามินบี และพืชตระกูลถั่ว หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตรนั้นต้องการกรดโฟลิคในปริมาณมากกว่าคนทั่วไป
- วิตามินเอ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ ผักใบเขียว มันเทศ แครอท ผลไม้บางชนิด เช่น แตงโม แคนตาลูป เป็นต้น
- ทองแดง ทำงานร่วมกับธาตุเหล็กเพื่อช่วยให้กระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พบได้มากในตับ พืชตระกูลถั่ว ผลเชอร์รี่ สัตว์ปีก และสัตว์น้ำชนิดมีเปลือก เช่น หอย กุ้ง ปู เป็นต้น
การออกกำลังกาย ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกาย เพื่อวางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพ เน้นเป็นการออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย มีการหยุดพักเป็นระยะ ๆ หรือเมื่อรู้สึกเหนื่อย
ข้อควรระวัง ผู้ป่วยโลหิตจางควรวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงสารเคมี สารพิษ เชื้อโรค และสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแดงมีปริมาณน้อยลงกว่าเดิม งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ เลี่ยงการใช้ยาหรือสารบางชนิด เลี่ยงการอยู่ในที่ที่อากาศหนาวจัด รวมถึงบริเวณที่จะทำให้หายใจไม่สะดวก รีบไปพบแพทย์ทันที หากรู้สึกเจ็บหน้าอก หายใจหอบ เหนื่อย และอ่อนเพลียมาก
ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์






























