“อ่าน” (หนังสือ) ทุกวันแล้วได้อะไร?

ภาพจาก freepik.com

คนที่ประสบความสำเร็จอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์, บิล เกตส์ หรือมาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ต่างมีนิสัยที่เหมือนกันอยู่หนึ่งประการ นั่นคือการให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ

บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุน วัย 89 ปี มักพูดอยู่เสมอเมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับแห่งความสำเร็จว่าการอ่านหนังสือให้ได้ทุกวันคือสิ่งที่เขาทำมาตลอด โดยเขาเคยแนะนำนักศึกษาที่เรียนปริญญาโทด้าน MBA เมื่อครั้งไปเป็นวิทยากรพิเศษว่า ให้อ่านหนังสือให้ได้วันละ 500 หน้าทุกวัน เพราะนี่เป็นวิธีการเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่ต่างอะไรกับดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งอ่านมาก ก็ยิ่งได้ความรู้มาก

เช่นเดียวกับ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟต์ ที่อ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 50 เล่ม หรือตกสัปดาห์ละเกือบ 1 เล่ม โดยบอกว่าการอ่านหนังสือทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และยังได้ทดสอบความเข้าใจของตนเองไปพร้อม ๆ กันด้วย 

ขณะที่ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก มองว่าการอ่านหนังสือทำให้เขาสามารถดื่มด่ำกับเรื่องต่าง ๆ ได้ลึกซึ้งกว่าสื่ออื่น ๆ ถึงขั้นสร้างเพจ A Year of Books ขึ้นมาเป็นการเฉพาะกิจ ในปี 2015 เพื่อเป็นการท้าทายตัวเองให้อ่านหนังสือเล่มใหม่ให้ได้ทุก 2 สัปดาห์ โดยในปีนั้นเขาอ่านหนังสือจบไปทั้งสิ้น 23 เล่ม

แม้ว่าทุกวันนี้ การอ่านหนังสือแบบ e-book จะสะดวกสบายกว่าการพกหนังสือ แต่รู้หรือไม่ว่าการอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ กลับช่วยให้จดจำหรือเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีกว่าการอ่านจากหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีผลการศึกษาในนอร์เวย์ที่สนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย โดยพบว่านักศึกษาที่อ่านข้อความจากกระดาษสามารถทำคะแนนได้ดีกว่านักศึกษาที่อ่านข้อความแบบดิจิทัลเมื่อทำข้อสอบที่เกี่ยวกับการอ่านเพื่อความเข้าใจ  

ขณะเดียวกัน การอ่านหนังสือก็ยังนำไปใช้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่ง The World Economic Forum วิเคราะห์ไว้ว่าทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการสำหรับอาชีพต่าง ๆ ในอนาคตนั้น มีทิศทางเปลี่ยนไปเป็น Soft Skill หรือทักษะทางสังคมมากขึ้น ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้จากการอ่านหนังสือนั่นเอง

นอกจากนี้ ผลการศึกษาโดย University of Sussex ยังพบด้วยว่าการอ่านหนังสือช่วยลดระดับความเครียดลงได้มากถึง 68 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การเดิน, ดื่มชา กาแฟ หรือฟังเพลง อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ด้วย เพราะเมื่อสมองได้ใช้งานอยู่ตลอดเวลาจึงเกิดความจดจำ ไม่ต่างอะไรจากนักวิ่งที่ขยันวิ่งบ่อย ๆ เพื่อสร้างการจดจำให้กับกล้ามเนื้อ   

และที่น่าทึ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Yale University ซึ่งติดตามผลจากผู้เข้าร่วมการทดลอง (อายุ 50 ปีขึ้นไป) นับพัน ๆ คน เป็นเวลานานถึง 12 ปี ยังพบด้วยว่าคนที่อ่านหนังสือวันละ 30 นาที จะมีอายุที่ยืนยาวกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือ หรืออ่านแค่นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เกือบ 2 ปีเลยทีเดียว 

…ทั้งหมดนี้คือเหตุผลดี ๆ ของการเติม “อาหารสมอง” ให้กับตนเอง ด้วยการอ่านหนังสือให้ได้ในทุก ๆ วัน เพราะนอกจากสาระความรู้ที่ได้รับไปเต็ม ๆ แล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึงด้วย!