“เจาะจิต ปิดเกมล่าเหยื่อ” ซีรีส์ฆาตกรรมพิสดารที่ทำให้คุณต้องปิดตา

ภาพจาก Netflix

นานมากแล้วที่ไม่ได้ดูซีรีส์จากฟากไต้หวัน สาเหตุก็เพราะไปติดซีรีส์เกาหลีอยู่นั่นเอง ฮี่ ๆๆ ทั้งที่ซีรีส์ไต้หวันนี่แหละที่ลากเราเข้าสู่วงการติ่งอย่างเต็มตัว

จนเมื่อวันก่อน ขณะไถทวิตเตอร์ดูเรื่องสัพเพเหระตามปกติ ก็ไปเจอทวีตหนึ่งพูดถึงซีรีส์ไต้หวันเรื่อง “The Victims’ Game” เข้า ทวีตนั้นไม่ได้รีวิวอะไร เพียงแต่บอกว่าพล็อตเรื่องเป็นเรื่องของการ “ฆาตกรรม” ที่คล้ายกับ “กาหลมหรทึก” ละครไทยที่ได้เข้าชิงรางวัลโทรทัศน์ในหลายเวทีเมื่อหลายปีก่อน นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นสายฆาตกรรม ลึกลับ สืบสวนสอบสวนอยู่แล้ว จึงตั้งจิตตั้งใจแน่วแน่ว่า เรื่องนี้จะพลาดไม่ได้!

ภาพจาก Netflix

“The Victims’ Game” มีชื่อภาษาไทยจิตนิด ๆ ว่า “เจาะจิต ปิดเกมล่าเหยื่อ” ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ของ Netflix เริ่มออนแอร์เมื่อปลายเดือนเมษายน แล้วตอนนี้ก็จบบริบูรณ์ด้วยจำนวนตอนแค่ 8 ตอน ถ้ามีเวลาว่างสัก 8-9 ชั่วโมงก็ดูได้จบเรื่องไม่ค้างคา แต่ต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนใจบาง ขวัญอ่อน ขี้กลัว หรือขี้ตกใจหนังผีตุ้งแช่ คือเนื้อเรื่องมันก็ชวนเครียดอยู่ประมาณหนึ่งแหละ ที่ไม่ไหวคือฉากรุนแรง การฆ่าตัวตาย และภาพ “ศพ” ในคดีฆาตกรรมต่างหาก ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ชมบางส่วนแน่นอน ขนาดคนจิตแข็งอย่างเรา เจอบางภาพยังสะดุ้ง หลับตาปี๋เลยทีเดียว

“ตอนคุณมีชีวิตเราไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้าคุณตาย เราต้องรู้ให้ได้ว่าคุณคือใคร”

เพราะเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ตัวละครที่เกี่ยวข้องจึงมี “ตำรวจ นักข่าว และนิติเวช” ซึ่งนักแสดงแต่ละคนในเรื่องนี้ก็จัดเต็มสมบทบาทมาก ออกมาเป็นตัวละคร 3 ตัว 3 อาชีพ ที่มีบทบาทหน้าที่ต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน ซีรีส์เรื่องนี้จึงนำเสนอในภาพของความจำเป็น (และจำใจ) ที่ 3 คนนี้ต้องทำงานร่วมกัน

ภาพจาก Netflix

ตำรวจ สืบคดีให้ได้ความจริงและจับตัวคนผิดมาลงโทษ แต่การทำงานก็ยังมีผู้มีอิทธิพลเข้ามาบงการ แถมยังต้องมาประสาทกินกับความวุ่นวายจุ้นจ้านของนักข่าว ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข่าวที่จริงที่สุด เร็วที่สุด ทั้งปลอมตัว งัดรถ หลอกลวง เข้าไปคลุกคลีกับญาติเหยื่อ นางก็ทำหมดเพื่อให้ได้ข่าวมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ และนิติเวช ที่วุ่นวายอยู่แต่กับพยานวัตถุ และพยานคนตาย วัน ๆ คุยอยู่แต่กับสิ่งที่พูดไม่ได้ ก็เพื่อช่วยให้ตำรวจลากตัวคนผิดมาลงโทษได้ง่ายและแม่นยำขึ้น แต่ตัวเอกของเรื่องที่เป็นนิติเวชก็ไม่วายมีเรื่องกับตำรวจ ทำให้การทำงานยากคูณสองสามสี่

โรคแอสเพอร์เกอร์ ทำให้เรื่องวุ่นวายมากกว่าเดิม

อย่างที่บอกว่าตัวเอกของเรื่องตัวหนึ่งเป็นนิติเวช ที่มีปัญหากระทบกระทั่งกับตัวเอกที่เป็นตำรวจอยู่บ่อยครั้ง นั่นเป็นเพราะ เขาป่วยเป็น “โรคแอสเพอร์เกอร์” บกพร่องทางการรับรู้อารมณ์จนเข้าสังคมไม่ได้ แต่กลับมีความสามารถในการสังเกต วิเคราะห์ วินิจฉัยอะไรต่าง ๆ ได้เฉียบคมและละเอียดมาก จึงกลายเป็นตัวละครที่น่าทึ่งและน่ากลัวไปพร้อม ๆ กัน

“แอสเพอร์เกอร์” เป็นความบกพร่องของพัฒนาการรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นความผิดปกติที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับโรคออทิสติก ลักษณะอาการคือ “มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ผิดปกติ” บกพร่องชัดเจนเรื่องการแสดงออกทางภาษากาย การเข้าสังคม ไม่มีอารมณ์ร่วมใด ๆ ไม่มีการตอบสนองต่อสังคม มีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง แสดงออกในลักษณะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ และ “มีพฤติกรรม ความสนใจ หรือกิจกรรมที่จำกัด ทำซ้ำๆ เป็นแบบแผน” หมกมุ่นอย่างรุนแรงแต่กับสิ่งที่ตนเองสนใจ ทำซ้ำ ๆ ย้ำคิดย้ำทำกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์และไม่ยืดหยุ่น

อาการผิดปกติของตัวเอกที่เป็นนิติเวชนั้นส่งผลกระทบไปถึงตัวละครอื่น ๆ เพราะงานของเขาคือทำให้หลักฐานกระจ่าง ให้ตำรวจและนักข่าวทำงานต่อได้ แต่กลับต้องมีปัญหากันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะ “การบิดเบือนหลักฐาน” เนื่องจากกำลังตามสืบเรื่องลูกสาวของตัวเองอยู่แบบลับ ๆ ส่วนตัวละครอื่นก็ปูมาแบบเทา ๆ มีเบื้องลึกเบื้องหลัง มีปมชีวิตในอดีตที่ปิดเป็นความลับไว้เหมือนกัน ซึ่งยังดูไม่ถึง เลยเล่าไม่ได้ ฮ่า ๆๆ

Production สุดว้าว

ลบภาพจำเดิม ๆ ที่เคยมีต่อซีรีส์ไต้หวันไปเลย ถ้าไม่ได้พูดกันด้วยภาษาจีน มีชื่อเมืองของไต้หวัน ก็คิดว่าเป็นซีรีส์ของฝรั่งหรือซีรีส์เกาหลีเลยล่ะ เพราะโทนเรื่องมันหม่นแตกต่างจากซีรีส์ไต้หวันเรื่องอื่นมาก การดำเนินเรื่อง ตัวละคร ฉาก องค์ประกอบ ปริศนาต่าง ๆ มีความสมจริงในพื้นฐานที่เป็นไปได้สูงมาก โดยเฉพาะ “ศพ” ถ้าบอกว่าเอาศพจริงมาใช้ก็เชื่ออะ สถานที่ต่าง ๆ เซตขึ้นใหม่หมด ไม่มีการใช้สถานที่จริง ทั้งสถานีตำรวจ ห้องนิติเวช ถูกเซตขึ้นมา โดยมีที่ปรึกษาและอาศัยต้นแบบจากสถานที่จริง

ภาพจาก Netflix

ในตอนท้ายของทุกตอนจะมีเบื้องหลังการทำงาน ที่แสดงให้เห็นว่าผู้กำกับ ทีมงาน และนักแสดงทุกคนทุ่มสุดตัวขนาดไหนเพื่อให้เรื่องนี้ลึกซึ้งสมบูรณ์ ใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกจุด แฝงปรัชญาชีวิตแบบคนเอเชียที่ลึกล้ำและสอนเรื่องการดำเนินชีวิตไปด้วยในตัว แถมยังมีคนทำงานมืออาชีพมาเป็นที่ปรึกษาและเทรนด์นักแสดงให้สามารถสื่อบทบาทของตัวเองได้อย่างสมจริง

ใช้ฝึกภาษาจีนได้นะ

ถึงจะเป็นเรื่องแนวฆาตกรรมที่มักจะปรากฏศัพท์เฉพาะทางหลายคำ ขนาดที่ว่าพูดด้วยภาษาไทยก็ยังไม่เข้าใจ แต่ภาษาที่ใช้สนทนาทั่วไปค่อนข้างง่าย เอามาใช้ฝึกภาษาจีนได้เลย นักแสดงพูดไม่เร็ว สำเนียงฟังง่าย ศัพท์แสงต่าง ๆ ถ้าใครพอจะมีพื้นฐานภาษาจีนอยู่บ้างต้องฟังออกแน่นอน นั่นทำให้ได้ฝึกฟังบทสนทนา ฝึกการใช้คำศัพท์ และฝึกใช้ไวยากรณ์ภาษาจีนได้จากซีรีส์เรื่องนี้

เพิ่งดูไปได้แค่ 2 ตอนยังพล่ามได้ขนาดนี้ ถ้าดูจนจบคงจะพล่ามได้มากกว่านี้? เปล่า จิตตกก่อนมาพล่ามแน่ ๆ @[email protected]