
“การปรับตัว” ถือเป็นสัญชาตญาณหนึ่งที่ทำให้มนุษย์และสัตว์ต่างอยู่รอดได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยากลำบาก หรือสภาวการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คุ้นชิน
ยิ่งปรับตัวได้เร็ว ก็ยิ่งได้เปรียบ เรื่องนี้ไม่ต้องไปดูอื่นไกล เพราะมีตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ อยู่แล้วในตอนนี้ เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในบ้านเราลดจำนวนลงจากหลักร้อยเหลือเพียงหลักสิบต่อวัน จนตัวเลขเริ่มนิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลายคนต่างพร้อมใจกันปรับตัว และปรับการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทั้งการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ทั้งการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และยอมให้สถานที่ต่าง ๆ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าไปใช้บริการ
แม้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย แต่หากไม่มีการปรับตัวกัน ก็อาจทำให้เราต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกับหลาย ๆ ประเทศที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งจนฉุดไม่อยู่ ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ สหรัฐอเมริกา ชาติมหาอำนาจของโลกที่กว่าจะออกมาประกาศให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัย ก็ดูจะไม่ทันการเสียแล้ว เมื่อยอดผู้ติดเชื้อ ณ ตอนนั้น สูงเกือบ 280,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 7,000 ราย
ณ ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ครองอันดับ 1 ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในโลกกว่า 9 แสนคน และเสียชีวิตไปกว่า 5 หมื่นราย ขณะที่อันดับท็อป 5 นอกเหนือจากสหรัฐฯ ล้วนเป็นประเทศชั้นนำในแถบยุโรปทั้งสิ้น (สเปน, อิตาลี, เยอรมนี, อังกฤษ, ฝรั่งเศส) โดยมียอดผู้ติดเชื้อเกินหลักแสนทั้งหมด
สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของประเทศเหล่านี้ คือความคิด (ฝังหัว) แบบเดียวกันว่าหน้ากากอนามัยมีไว้สำหรับคนป่วยใส่เท่านั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังมีคนบางจำพวกที่แสดงความรังเกียจเมื่อเห็นคนใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะด้วย
กว่าจะเปลี่ยนความคิดและยอมปรับตัวกัน เหตุการณ์ก็บานปลายแทบเกินเยียวยา เพราะใช่ว่าคนที่ติดเชื้อ COVID-19 จะแสดงอาการกันทุกคน และเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ก็ใช้เวลาฟักตัวนานถึง 14 วัน เมื่อเทียบสัดส่วนที่คน 1 คน สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้อีก 2.2 คน จึงทำให้เกิดการระบาดเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แค่นับรวม 6 ประเทศที่กล่าวมาข้างต้น ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในเวลานี้มีจำนวนมากกว่า 1.7 ล้านคนเข้าไปแล้ว!
เมื่อหันกลับมาดูบ้านเราที่ในตอนนี้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในแนวระนาบได้แล้ว จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่าการปรับตัวของพี่น้องคนไทยในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้เห็นในเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แม้แต่นานาประเทศก็ยังมีเสียงชื่นชมตามมา
ขอแค่ทุกคนไม่ชะล่าใจจนกลับมาใช้ชีวิตกันแบบเดิม ๆ เร็วเกินไปนัก สถานการณ์ในบ้านเราก็น่าจะคลี่คลายลงได้ แต่ถ้ามองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ ก็คงได้ตามรอยจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่กลับมาเผชิญการระบาดระลอกใหม่จนต้อง Lockdown เมืองกันอีกครั้ง!






























