
ข่าวคราวเรื่องโรคภัยไข้เจ็บในช่วงนี้ ส่วนใหญ่สนใจและติดตามเฉพาะข่าวการแพร่ระบาดของ COVID-19 กันทั้งนั้น ซึ่งเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วถือเป็นข่าวดี เพราะสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น
แต่กลายเป็นว่า COVID-19 มาแรงจนทำให้คนละเลยการดูแลสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคที่เป็นโรคประจำถิ่นที่แพร่ระบาดเป็นปกติทุกปีอย่าง “ไข้เลือดออก” ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่มีการประกาศเตือนให้เป็นโรคเฝ้าระวังในประเทศไทย เพราะมีอัตราการป่วยและการแพร่ระบาดค่อนข้างสูง
โดยรายงานในปีนี้จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค.- 14 เม.ย. 2563) พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมากถึง 8,746 ราย และเสียชีวิตแล้ว 6 ราย หากเทียบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงเวลาเดียวกัน ยอดผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงกว่าผู้ป่วย COVID-19 กว่า 3 เท่าตัว (ยอดผู้ป่วยสะสม COVID-19 วันที่ 14 เม.ย. 63 มี 2,613 ราย) ซึ่งถือเป็นการระบาดที่รุนแรง แต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของโรคไข้เลือกออกกันเท่าที่ควร
ทั้งนี้ ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังมีพายุฤดูร้อน รวมถึงใกล้จะเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นฤดูการระบาดของโรคเป็นปกติอยู่แล้วด้วย ทำให้สถานการณ์โรคไข้เลือดออกค่อนข้างน่ากลัว เพราะถูกมองข้าม โดยเมื่อใดที่ฝนตกจะมีแอ่งน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่าง ๆ มีน้ำขังตามภาชนะ วัสดุ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของยุงลาย พาหะของโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) โดยมียุงลายเพศเมียซึ่งจะออกหากินเฉพาะช่วงกลางวันเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายเพศเมียดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อไวรัสจะเข้าไปเติบโตในตัวยุง จากนั้นเมื่อยุงไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะสามารถแพร่เชื้อไวรัสเดงกีไปยังผู้นั้นได้ ซึ่งโรคไข้เลือดออกไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่เกิดจากยุงลาย
หากถูกยุงกัดแล้วมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส นาน 2-7 วัน ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นเหียนอาเจียน มีอาการตับโต เมื่อกดแล้วจะรู้สึกเจ็บ มีรอยจ้ำเลือดสีแดงตามตัว บางรายท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโรคไข้เลือดออก จากนั้นให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะผู้ป่วยไข้เลือดออกมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง เนื่องจากมีเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน ความดันเลือดต่ำ การไหลเวียนโลหิตล้มเหลว นำไปสู่ภาวะช็อก ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้
ปกติระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสเดงกี ในคนอยู่ที่ประมาณ 3-14 วัน โดยทั่วไปประมาณ 5-8 วัน ส่วนระยะเพิ่มจำนวนไวรัสเดงกีในยุงอยู่ที่ประมาณ 8-10 วัน เมื่อมีอาการป่วย จะแบ่งอาการได้ 3 ระยะ คือ ระยะไข้ ซึ่งจะมีอาการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จากนั้นจะเข้าสู่ระยะวิกฤติ/ช็อก ระยะนี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ แต่หากได้รับการรักษาแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งอาการผู้ป่วยจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในปัจจุบัน ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี เมื่อป่วยด้วยโรคนี้ แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ รวมถึงยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคด้วย ฉะนั้น เราจึงทำได้เพียงระวังตนเองอย่าให้ถูกยุงกัด โดยเฉพาะช่วงกลางวัน ใช้สารทากันยุง ใช้สารไล่ยุง สวมเสื้อผ้าที่ปิดร่างกายมิดชิด และต้องไม่ลืมกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ด้วยการปิดฝาภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทในน้ำเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย หมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ คว่ำวัสดุที่อาจมีน้ำขัง และควรจัดบ้านให้โล่งโปร่ง จะได้ไม่มีมุมอับที่ยุงจะไปซ่อนตัวอยู่ ก็จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้มากเลยทีเดียว






























