Home Inspiration My Dear มีเดีย คุณเป็นพวก HENRYs แท้หรือเทียม

คุณเป็นพวก HENRYs แท้หรือเทียม

คุณผู้อ่านรู้จักคำว่า HENRYs กันไหมคะ ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ชื่อคนแต่เป็นคำย่อที่ถูกยกมาเปรียบเปรยกลุ่มคนในสังคมปัจจุบัน ที่ย่อมาจาก High earner not rich yet (คนที่มีรายได้สูงแต่ยังไม่รวยจริง) เพราะต่อให้มีบ้านหรูหราเงินเดือนสูง แต่ก็ยังต้องผ่อนบ้านอยู่ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เป็นคนที่อยู่ในกลุ่ม HENRYs ก็ไม่ได้ผิดอะไร หากแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นความมั่นคงทางการเงินที่ดี

ผู้ให้คำจำกัดความของคำว่า HENRYs นั้นคือนิตยสาร Fortune เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วโดยผู้ที่จะอยู่ในกลุ่มของ Henry ได้ต้องมีรายได้ต่อปีประมาณ 7.5 ล้านบาท – 15 ล้านบาท แต่รายได้ดังกล่าวก็ยังห่างไกลจากคำว่า “คนรวย” อยู่ดีเพราะคนกลุ่มนี้ยังต้องใช้เงินที่หามาได้เพื่อดำรงชีวิต จ่ายภาษี และ จ่ายหนี้บัตรเครดิตอยู่ แม้บางรายจะมีกิจการเป็นของตัวเองก็ยังคงเป็นกิจการเล็กๆ

แต่สำหรับสังคมไทยแล้ว คำว่า HENRYs น่าจะเสียดแทงใจดำของ “คนชั้นกลางพยายาม” อย่างยิ่ง และเมื่ออ่านความหมายและที่มาของคำว่า HENRYs ก็ให้นึกถึงรายงานเรื่องหนี้ของคนไทยเมื่อสัปดาห์ก่อนที่รายงานว่าคนไทยเมื่อปี 2562 นั้นมีหนี้ครัวเรือนสูงมาก ระดับ 340,053 บาทต่อครัวเรือน มีหนี้ในระบบที่ต้องผ่อนชำระเฉลี่ย 16,960 บาทต่อเดือนคิดเป็นจำนวนถึง 59.2 เปอร์เซนต์ โดยรายงานดังกล่าวได้ระบุว่า หนี้ส่วนใหญ่นั้นประกอบไปด้วย บ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต

เอาเข้าจริงแม้เวลานี้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงภาวะถดถอย แต่เห็นตัวเลขการเป็นหนี้ครัวเรือนของ คนในวัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการ และ ลูกจ้างประจำ นั้นเรียกได้ว่าน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะเอาเข้าจริงแล้ว รายได้ของกลุ่มลูกจ้างประจำหรือ พนักงานเอกชน ล้วนอยู่ในตัวเลขที่สูง ขณะที่ข้าราชการแม้เงินเดือนจะไม่สูงเท่าแต่ก็มีสวัสดิการที่เรียกว่าเอาไว้ดูแลตัวเองและครอบครัวได้

แต่กลับกลายเป็นว่าในปัจจุบัน ยิ่งรายได้สูง ยิ่งหนี้สูงตาม ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถ้ามองย้อนกลับไปที่คำว่า HENRYs และรายงานจาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำให้เห็นภาพของคนที่พยายามทำตัวเป็นคนรวย โดยที่ยังไม่ได้รวยจริง ด้วยการใช้ชีวิตแบบที่ พี่แอ๊ด คาราบาวเคยร้องไว้กับ “ราชาเงินผ่อน”

ทุกวันนี้ราคาบ้านที่พุ่งไปในระดับ 8-10 ล้านบาท แต่ก็ยังมีคนซื้อ สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่อเดือนรวมกันแล้วเกินสองแสน ไม่ได้มีใครคิดเรื่องเงินดาวน์กันอีกแล้วเพราะปัจจุบันให้กู้ได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์ ผิดกับในอดีตที่กว่าจะซื้อบ้านสักหลังนั้นคุณต้องออมเพื่อเป็นเงินดาวน์อย่างน้อย 20 เปอร์เซนต์ของราคาบ้าน ยิ่งรถนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะรถหรูแบรนด์ที่หลายคนรู้สึกว่าใช้แล้วทำให้ตนเองได้อยู่ในหมู่คนรวย ขายดีเหมือนคันละ 5-6 แสน

แต่การซื้อรถในปัจจุบันแทบจะไม่มีใครใช้เงินดาวน์ แต่กลับไปซื้อในระบบผ่อนแบบบอลลูน คือผ่อนเงินดาวน์ แล้วเอารถมาขับ พอถึงเวลาต้องผ่อนจริง ก็ขายรถทิ้งเพราะไม่สามารถผ่อนต่อได้ นอกเหนือจากนี้คือการไปเที่ยวต่างประเทศที่กลายเป็นความนิยมของคนในระดับ HENRYs และไปขนซื้อแบรนด์เนมเพื่อมาลงอวดกันในโซเชียลมีเดีย กลายเป็นเรื่องปกติที่ “ใครๆก็ทำกัน และ เราก็ควรทำด้วย”

การใช้ชีวิตทั้งหมดแบบ HENRYs แต่รายได้ยังไม่ได้มากถึงกลุ่ม HENRYs ทำให้คนไทยหลายคนก่อหนี้แบบนึกไม่ถึง นับเป็นการใช้ชีวิตที่ลบล้างรูปแบบการใช้ชีวิตที่คนเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ เคยถูกสอนกันมาเลย เพราะกว่าจะซื้อของแต่ละชิ้นนั้น เราต้องมีเงินเก็บออมเอาไว้อย่างน้อย 30 เปอร์เซนต์ของราคาของ จะลงทุนทำธุรกิจ ก็ต้องมีเงินของตนเองลงทุนอยู่ด้วยอย่างน้อย 40 เปอร์เซนต์ มิใช่กู้เงินจากธนาคารมาทั้งหมด

การใช้ชีวิต ที่เคยถูกสอนให้เรียบง่าย ไปเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องดีได้เปิดหูเปิดตา แต่หมายถึงเรามีเงินเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นมิใช่ใช้เงินในอนาคต เพียงเพื่อที่จะทำให้ตนเองทัดหน้าเทียมตาคนอื่น ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า โลกที่เปลี่ยนไป ทำให้คนสนใจเพียงแค่ “เอาเงินที่ตัวเองไม่มี ไปซื้อของที่ไม่ได้ใช้ เพื่อเอาไปให้คนที่ไม่ได้รัก”

เอาเข้าจริงแล้วความพยายามที่จะทำให้ ตนเองทัดหน้าเทียมตาคนอื่น เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานนั้นเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรมาพร้อมกับความขยันและตั้งใจในการทำงานเพื่อให้ตนเองก้าวไปสู่จุดที่ทำให้มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายและไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน รูดบัตรเครดิต ก็สามารถจ่ายคืนได้ทุกครั้งมิใช่จ่ายขั้นต่ำ จะซื้อบ้านแพง รถหรู ก็ควรมีเงินดาวน์ และมี Bad Money สำรองไว้กรณีฉุกเฉินประมาณ 6 เดือน

แต่ถ้ายังทำไมได้ ก็อย่าเพิ่งทำตัวเป็น HENRYs เพราะอะไรที่มันเกินตัว ก็เหมือนคนพยายามเขย่ง จนสุดปลายเท้า ไร้ซึ่งความมั่นคง และ ล้มลงได้ตลอดเวลา ลองสำรวจตัวเองกันดูค่ะ ว่าคุณเป็น HENRYs แท้ หรือ HENRYs เทียม และถ้าพบว่าเรายังไปไม่ถึง ก็ลองพิจารณาการใช้ชีวิตของตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความสุขที่แท้จริง กับคนจริง ที่ไม่ใช่เพื่อนในโลกโซเชียล

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ