Home Work & Living Wall-E หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย : สะท้อนปัญหาโลกร้อนแบบคิ้วท์ ๆ

Wall-E หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย : สะท้อนปัญหาโลกร้อนแบบคิ้วท์ ๆ

ช่วงนี้กระแสรักษ์โลกกำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงหรือแบรนด์สินค้าที่ขยันออกแคมเปญเกี่ยวกับการลดถุงพลาสติก การนำขยะมาทำเป็นเสื้อผ้าหรือของใช้

มันทำให้เรานึกถึงแอนิเมชันสุดน่ารักเรื่องหนึ่งที่เคยดูเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว นั่นคือ Wall-E เรื่องราวของหุ่นยนต์อัดขยะที่ต้องอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลก เพราะมนุษย์ได้อพยพหนีขึ้นยานไปแล้วเนื่องจากสภาพบนโลกโหดร้ายเกินกว่าจะอยู่อาศัยได้

เมื่อ 10 ปีที่แล้วอาจเป็นการดูภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเท่านั้น เราอาจจะยังไม่อินกับเนื้อเรื่องมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเริ่มเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่แย่ลง เมื่อกลับไปดูอีกครั้ง Wall-E จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนปัญหาอย่างเห็นภาพและทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอีกเยอะ

เรื่องย่อ

Wall-E เป็นหุ่นยนต์อัดขยะที่ใช้ชีวิตกว่า 700 ปีอยู่เครื่องเดียวบนโลก เนื่องจากมนุษย์ได้อพยพหนีโลกอันโหดร้ายขึ้นไปบนยานอวกาศเพื่อรอให้โลกเซ็ตตัวและสามารถอยู่ได้อีกครั้ง แต่แล้ววันหนึ่งก็ได้มีหุ่นยนต์สาวสวยอย่าง อีฟ ลงมายังโลก ทำให้ความโดดเดี่ยวของ Wall-E เปลี่ยนไป  แต่ อีฟ ไม่ได้ลงมาเล่น ๆ เพราะเธอมีภารกิจในการหา พืช ที่ยังมีชีวิต เพื่อเป็นสัญญาณว่าโลกจะสามารถกลับมาอาศัยอยู่ได้อีกครั้ง

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่พาเราไปยังยานอวกาศที่มนุษย์อยู่ ความสะดวกสบายบนยานที่ทำให้การใช้ชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนไป

พอเราลองมองข้ามความน่ารักกุ๊กกิ๊กของตัวคาแรคเตอร์ไป เราจะพบการสะท้อนปัญหาของโลกที่ตอนนั้นเราอาจจะเห็นว่าเวอร์วังมาก แต่เอาเข้าจริง โลกเรากำลังจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ในไม่ช้า

ขยะล้นโลกแล้วจ้า

โลกในยุคนั้นมีสภาพย่ำแย่เกินกว่าคนจะสามารถอาศัยอยู่ได้ เพราะฉะนั้นเลยต้องอพยพขึ้นไปอยู่บนยานเพื่อรอให้โลกปรับสภาพแล้วค่อยกลับมา ทำให้เหลือแต่ Wall-E อยู่เพียงตัวเดียว ซึ่งทำให้เราเห็นว่าถึงแม้มนุษย์จะจากโลกไปตั้งหลายร้อยปีแล้ว แต่เครื่องอัดขยะอย่าง Wall-E ก็ยังต้องจัดการขยะไม่จบไม่สิ้นซะที เหมือนกับว่ามันไม่มีวันหมดไปง่าย ๆ

ทำให้เรานึกถึงสถานที่ที่มีไว้ทิ้งขยะอย่าง บ่อขยะกาซิปูร์ ในประเทศอินเดียที่ขณะนี้มีขนาดประมาณ 40 สนามฟุตบอล และในปีหน้าคาดว่าจะมีความสูงมากกว่าทัชมาฮาล! ซึ่งส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ ทางน้ำบาดาล ดิน และสุขภาพของผู้พักอาศัยในพื้นที่ แต่ก็จัดการอะไรไม่ได้มากเพราะยังคงมีขยะไปทิ้งที่นั่นเพิ่มทุกวัน

ยังไม่นับรวมอีกหลายพื้นที่ทั่วโลกที่กำลังเผชิญปัญหาขยะ จนทำให้มีเทรนด์รักษ์โลก จัดการขยะและถุงพลาสติกออกมาทุกวันนี้ ทำให้เราเริ่มตระหนักได้ว่าโลกอาจจะไปเป็นเหมือน Wall-E ในอีกไม่ช้าก็ได้

(แต่ถึงแม้จะไม่มีใครสามารถอยู่บนโลกได้แล้ว แต่ยังมีแมลงสาปที่ยังอยู่ได้แบบสตรองมาก บ้าไปแล้ว)

อีกหน่อยคนอาจจะเดินไม่ได้ …

ในเรื่อง Wall-E จะไม่เหลือมนุษย์อยู่บนโลกเลยซักคนเดียว เพราะได้มีโครงการพามนุษย์ขึ้นไปบนยานอวกาศและโคจรอยู่นอกโลก จากที่ตั้งเป้าไว้ว่าเพียง 5 ปีจะสามารถกลับเข้ามาอยู่บนโลกได้ แต่สุดท้ายด้วยสภาพย่ำแย่ ยานอวกาศต้องอยู่นอกโลกถึง 700 ปี ทำให้วิวัฒนาการของมนุษย์ก็เปลี่ยนไปด้วย โครงสร้างร่างกายมนุษย์เปลี่ยนไปตามการใช้งาน ความสะดวกสบายที่ได้รับนั่นคือการนั่งอยู่บนเก้าอี้ตลอดเวลา ไม่ต้องขยับตัวเดินไปไหน ทำให้กระดูกหดลง ติดต่อสื่อสารกันผ่านหน้าจอมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยมาก และมีหุ่นยนต์เข้ามาอำนวยความสะดวกทุกด้าน

พืชคืออะไร ต้นไม้คืออะไร ดินคืออะไร ไม่รู้จัก

จากแผนเดิมที่จะอพยพคนไปแค่ 5 ปีแล้วกลับมา กลายเป็นล่วงเลยไปถึง 700 ปี ! ชีวิตบนยานที่ไม่มีแม้แต่ธรรมชาติ จะมีก็แต่หุ่นยนต์และระบบ AI ทำให้คนไม่รู้จักแล้วว่าการเต้นรำคืออะไร? พืช ต้นไม้คืออะไร? ดินคืออะไร? และต้องเรียนรู้เอาจากข้อมูลในระบบ AI ที่บันทึกเอาไว้

.

อาจเป็นเรื่องเวอร์วังที่เรายังไม่เห็นภาพมากในขณะนั้น แต่เมื่อผ่านมาเพียง 10 ปี ทำให้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนเป็นต้นเหตุ นั่นทำให้เราต้องรีบใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัวกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้โลกเป็นไปตามที่แอนิเมชันหรือหนังหลาย ๆ เรื่องทำไว้ เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดีหาพืชเจอแบบ Wall-E หรือไม่ได้โชคดีหาดาวดวงใหม่เจอได้อย่างใน Interstellar ก็ได้

.

สามารถรับชม Wall-E ได้ที่ Netflix