
ช่วงนี้เราเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไปใช่มั้ย? จากที่เคยต้องรีบกลับบ้านไปดูรายการโปรดก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะเราสามารถดูรายการสดจากที่ไหนก็ได้ หรือจะดูย้อนหลังเมื่อไรก็ได้ จนปัจจุบันแทบจะไม่ได้เปิดโทรทัศน์ หรือเปิดเพื่อเชื่อมต่อจากแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์เพื่อให้ได้ดูจอใหญ่ขึ้นเท่านั้น
เป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวไกล พร้อมกับแอปพลิเคชั่นหนัง ซีรีส์ เพลงมากมายที่ทำขึ้นมาพร้อมเสิร์ฟเราจนเลือกไม่ไหว
ช่องทางที่โดน OTT TV (Over the Top TV) ตีแตกอย่างรุนแรงเลยก็คือ กล่องรับสัญญาณดาวเทียมจากค่ายต่าง ๆ ที่ราคาแพงและมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ ต้องดูในทีวีเท่านั้น และต้องรอช่องนำรายการมาฉายไม่สามารถเลือกดูได้ตามใจ ซึ่งเป็นข้อด้อยที่ทำให้โดนกระทบจากเหล่าแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งซะจนต้องปรับตัวกันหนักทีเดียว
อีกช่องทางหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องดี คือเว็บเถื่อน ซึ่งเป็นช่องทางดูหนังดูซีรีส์แบบผิดกฎหมายแต่ก็ยังไม่หายไปซักที ข้อจำกัดของมันมีเยอะมาก ถึงแม้จะมีหนังมีซีรีส์ไม่จำกัด แต่มักมาพร้อมโฆษณากวนใจ คุณภาพต่ำ บางเรื่องดูไม่ได้ เมื่อมีแอปพลิเคชั่นที่รวมรวมหนังและบันเทิงไว้ให้ดูแบบสบายใจ ก็ทำให้คนที่ดูเคยดูเถื่อนหันมาเสียเงินมากขึ้น
วงการเพลงก็โดนแอปพลิเคชั่นฟังเพลงโจมตีเช่นเดียวกัน แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียคนละด้าน คนเริ่มซื้อซีดีเพลงน้อยลง และถึงจะมีช่องทางออนไลน์ดาวน์โหลดมานานแล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีเว็บที่โหลดเพลงเถื่อนอยู่เหมือนกัน นั่นทำให้ศิลปินไม่ได้ประโยชน์ตรงนี้เลย เมื่อมีแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งเพลงเข้ามาก็ทำให้ผู้บริโภคหันไปซบอก ได้ฟังเพลงครบจบในที่เดียว แถมศิลปินก็ได้ส่วนแบ่งจากตรงนี้ด้วย ถึงไม่ใช่จำนวนที่เยอะมากจนสามารถเป็นรายได้หลักแต่ก็เป็นอีกช่องทางที่ได้เผยแพร่ผลงานของตัวเองให้คนหมู่มากได้
ทีนี้เราลองมาดูกลยุทธ์ความแตกต่างของแต่ละแอปพลิเคชั่น ถึงแม้จะเป็นแอปฯดูหนังฟังเพลงเหมือนกัน แต่เค้ามีวิธีดึงผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ให้ไปใช้บริการยังไงบ้าง?
เริ่มที่ Line TV ก่อนเป็นแอปฯที่น่าจะมีติดเครื่องกันเกือบทุกคน เพราะเป็นแอปฯที่รวมรายการ ละครย้อนหลังจากหลายช่องฟรีทีวีเอาไว้ที่เดียว อยากดูอะไรก็มีให้ดู มีคอนเทนต์นำเข้าจากต่างประเทศ และดูฟรี! Line TV เองก็มี Original Content ที่ต้องดูใน Line TV เท่านั้นด้วย อีกกลยุทธ์ที่ Line TV ใช้ดึงผู้บริโภคและเพิ่มยอดวิวได้อย่างเห็นผลคือการคลิกชมเนื้อหาที่กำหนดและแจกพอยท์เพื่อนำไปแลกซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ (โดนตกมาจากกิจกรรมนี้มานักต่อนักแล้ว!)

.
ไปต่อกันที่ AIS Play ที่ถึงแม้จะแผ่วไปในส่วนของกล่องรับสัญญาณดาวเทียม แต่ก็ยังเกาะกระแสได้ทันด้วยแอปพลิเคชั่น AIS Play ที่สามารถเลือกสมัครแพ็คเกจช่องบันเทิงต่าง ๆ และเลือกดูหนังดูซีรีส์ภายในแอปฯได้ เรื่องที่สามารถตกคนดูได้เยอะก็คงไม่พ้น Game Of Thrones ที่เพิ่งจบไปเมื่อกลางปี

.
True ID ก็คืออีกช่องทางที่พัฒนามาจากกล่องรับสัญญาณดาวเทียม มีแพ็คเกจให้เลือกเยอะแยะไปหมด จุดเด่นเลยคงเป็นเรื่องกีฬาที่มีแพ็คเกจสำหรับคนชอบดูพรีเมียร์ลีก อยากดูครบทุกแมช แถมมีบอลลีกอื่น ๆ ที่น่าสนใจด้วย หรือใครชอบหนัง ความบันเทิง สารคดี ก็สามารถเลือกจ่ายตามที่ตัวเองอยากดูได้
MONOMAX ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ นะ เพราะในขณะที่คนดูทีวีน้อยลงทุกวัน ช่องทีวีดิจิตอลหลายช่องจำเป็นต้องคืนช่องเนื่องจากผลประกอบการไม่เป็นอย่างที่คาดและขาดทุนกันย่อยยับ แต่ MONO29 กลับเป็นช่องที่เรทติ้งพุ่งเอาพุ่งเอา (ถึงแม้จะยังขาดทุน แต่ก็ต้องสู้กันต่อไป) ตีคู่มาอยู่กับขาใหญ่อย่างช่อง 3 ช่อง 7 ได้ไม่อายใคร ด้วยเพราะเป็นช่องที่มีหนัง ซีรีส์ บันเทิงให้ดูทั้งวันทั้งคืน แถมเป็นหนังดีซะด้วย และแอปพลิเคชั่น MONOMAX ก็เป็นแหล่งรวมหนัง ซีรีส์จากโมโนเองนั่นแหละ จุดที่น่าสนใจเลยคือราคาไม่แพง เพียง 250 บาทต่อเดือนแต่สามารถดูได้ถึง 5 อุปกรณ์พร้อมกัน
Netflix ที่ทุกคนใช้งานกันอยู่ตอนนี้ เป็นอีกแอปพลิเคชั่นที่เติบโตรวดเร็วมาก แต่ต้องยอมให้กับทีม PR เขาจริง ๆ ที่บางทีเล่นใหญ่จนคนตกใจ เนื้อหาที่ดึงผู้ชมเข้าไปได้ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหา Original ที่แข็งแกร่งมาก อย่าง Stranger Things ที่เป็นกระแสไปทั่วโลก หรือจะเป็น Kingdom ซีรีส์ซอมบี้จากเกาหลีที่ตกคนเข้าแอปฯได้ไม่น้อย (เราก็คนหนึ่งละ) และราคาที่จ่ายรวดเดียวจบดูได้ทุกอย่าง ไม่ต้องนั่งเลือกแพ็คเกจให้วุ่นวาย แถมถ้าชวนเพื่อนมาดูกันเยอะ ๆ ก็จะถูกลงไปอีก

.
ในส่วน iflix นี่ก็มีมานานแล้ว แต่ไม่ได้ติดตลาดเท่าอย่างอื่นเพราะไม่ค่อยโปรโมท แต่หนังและซีรีส์ดี ๆ เยอะมากและมาเร็ว มีเนื้อหาที่สามารถดูฟรีได้ด้วย ที่สำคัญมี Harry Potter ทุกภาคด้วยนะ! (เราเป็นปลื้มในจุดนี้มาก Netflix ก็ให้ไม่ได้จริง ๆ) ด้วยราคา 99 บาทต่อเดือนก็ถือว่าคุ้มมาก ๆ

WeTV ที่ตอนนี้ติดเทรนด์ทุกวั๊นนนทุกวัน ไม่พ้นเรื่อง ปรมาจารย์ลัทธิมาร ที่เพิ่งจะฉายจบไป แต่กระแสก็ยังไม่จบเพราะยังมีเบื้องหลังปล่อยมาให้ดูวันละหลายตอน จุดเด่นของแอปฯคือมีซีรีส์จีนซับไทยที่ฉายพร้อมกับประเทศจีนไปเลย! ใครมาสายนี้คือห้ามพลาด และยังมีเนื้อหาจากช่อง ONE31 ให้ดูย้อนหลัง ที่สำคัญคือ ดูฟรี! (แต่ถ้าอยากดูให้ทันแบบเรียลไทม์ แนะนำให้สมัคร VIP เดือนละ 59 บาทเท่านั้น)

.
VIU (วิว) แอปฯที่รวบรวมซีรีส์เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกงไว้มากมาย เป็นอีกแอปฯที่น่าจะมีความท้าทายสูงมาก เพราะก่อนหน้านี้ซีรีส์เกาหลีมีให้ดูแต่ในเว็บฟรีจริง ๆ หรือไม่ก็ต้องรอช่องฟรีทีวีซื้อลิขสิทธิ์นำมาฉาย เมื่อมี VIU เข้ามาก็เหมือนเป็นการเปิดตลาดใหม่ดึงคนที่เคยดูฟรีอยู่นอกระบบให้หันไปเสียเงิน แต่ภายในแอปฯก็ยังมีบางเรื่องที่สามารถดูฟรีได้ แถมเลือกสมัครพรีเมียมเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนก็แล้วแต่สะดวก
วงการเพลงก็สู้กันดุเดือดแต่อาจจะน้อยกว่าวงการหนังและซีรีส์หน่อยหนึ่ง เพราะมีเพียง 3 เจ้าที่คนไทยคุ้นเคย นั่นคือ JOOX , Apple Music และ Spotify และเป็น 3 เจ้าที่ค่อนข้างมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
อย่าง JOOX ก็จะเหมาะกับคนที่ชอบเพลงไทย มีกิจกรรมให้ทำมากมายไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต อีเว้น มีจัดอันดับเยอะแยะไปหมด สามารถวัดความดังของเพลงได้ที่ชาร์จของ JOOX เลยทีเดียว ที่สำคัญคือฟังฟรี (แต่บางเพลงต้องสมัคร VIP)
Spotify ก็ไม่น้อยหน้า เป็นแอปฯฟังเพลงที่หากไม่สมัครสมาชิกก็เลือกฟังไม่ได้ ต้องฟังแบบสุ่ม แต่หากเป็นสมาชิกพรีเมียมก็จะฟังได้หมดทุกเพลง แถมมี Playlist มากมายที่หมุนเวียนทุกวันไม่น่าเบื่อ และเป็นเพลงในหมวดที่เราต้องชอบอย่างแน่นอน
Apple Music ก็การันตีด้วยคุณภาพเสียงและการเลือกเพลงที่คนใช้ระบบ iOS น่าจะคุ้นเคยกันดี และสามารถเลือกฟังแต่สไตล์เพลงที่เราสนใจได้
3 แอปพลิเคชั่นนี้ราคาเท่ากันคือ 129 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยถ้าเทียบกับราคาซื้อเพลงใน iTunes ที่เริ่มต้น 19 บาทต่อเพลง กับราคา 129 บาทที่สามารถฟังไม่อั้น เรียกได้ว่าแข่งกันที่สไตล์แอปฯและเพลงล้วน ๆ จริง ๆ
ถึงอย่างนั้นเหตุผลที่ว่ามานี้ก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะแต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่จะเลือกใช้บริการและเลือกจะเสียเงินให้กับอะไรซักอย่างหนึ่งที่เราพอใจ






























