Home Trending Story Trend ในประเทศ สึนามิวงการสื่อ เมื่อสิ่งที่คุณคุ้นเคยจะเปลี่ยนไป

สึนามิวงการสื่อ เมื่อสิ่งที่คุณคุ้นเคยจะเปลี่ยนไป

“ในเดือนสิงหาคม ที่จะถึงนี้มีการคาดหมายว่าคนในวงการสื่อโทรทัศน์ จะว่างงานครั้งใหญ่ราว 1,000 – 1,500 คน” นับเป็นการคาดหมายหลังจาก กสทช ประกาศให้ผู้ถือใบอนุญาตดิจิตัลทีวี สามารถคืนใบอนุญาตได้ ทำให้มีช่องดิจิตัล จำนวน 7 รายที่ประกาศคืนใบอนุญาต จากที่ก่อนหน้านี้มีการคืนมาแล้วสองช่องโดยที่ กสทช นั้นไม่เต็มใจนัก 


การประกาศเลิกจ้าง และ จัดกระบวนทัพใหม่ในช่องโทรทัศน์ที่เหลือยู่อาจเป็นเพียงระลอกแรกของสึนามิ วงการสื่อ เพราะหลังจากนั้นต้องมีการควบรวมของกลุ่มทุน ช่องที่ถือใบอนุญาตมากกว่าหนึ่งช่อง ก็ต้องพยายามเลือกทีมงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และ ต้องมีการจ้างออกไปอีกระลอก เพื่อลดต้นทุนในการผลิตไม่ให้องค์กรอยู่ในสภาพเทอะทะเคลื่อนไหวได้ช้าจนเกินไป 


แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่ความเปลี่ยนแปลงแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนในวงการสื่อ แต่ต่อจากนี้อีก 5 ปี โฉมหน้าของสื่อ ที่เราคุ้นเคยจะเปลี่ยนไป ตลอดกาล และ บางอย่างก็จะเหลือแค่ความทรงจำ 

เมื่อทีวีปรับตัวเพื่อแข่งขันกับสมาร์ทโฟน และ โซเชียลมีเดีย 

การคืนช่องดิจิตัลทีวี เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาดูจะไม่ได้เกินความคาดหมายของ เหล่านักวิคราะห์สักเท่าไรนัก เพราะเม็ดเงินโฆษณา ที่ยังอยู่ในตัวเลขเดิม แต่มีผู้เข้ามาร่วมแบ่งเค้กเป็นจำนวนมาก ย่อมหมายถึง โอกาสที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือ เอเยนซี่ จะเป็นฝ่ายเลือก ในขณะที่ช่องดิจิตัล ทั้งหลายนั้นต้องพยายามลดแลกแจกแถมอย่างสุดฤทธิ์ 

“ทุกวันนี้จะให้ซื้อโฆษณาแพงๆ ไม่มีใครเขาทำกันแล้ว เจ้าที่ให้เรามากที่สุด ซึ่งหมายรวมถึง ออนไลน์ด้วย เราถึงจะพิจาณามากกว่าการโฆษณาบนแพลทฟอร์มเดียว”

ผู้บริหารระดับสูงของผลิตภัณฑ์อาหารรายหนึ่ง เคยเปิดเผยกับทีมงาน Tonkit360 ว่า “ทุกวันนี้จะให้ซื้อโฆษณาแพงๆ ไม่มีใครเขาทำกันแล้ว เจ้าที่ให้เรามากที่สุด ซึ่งหมายรวมถึง ออนไลน์ด้วย เราถึงจะพิจาณามากกว่าการโฆษณาบนแพลทฟอร์มเดียว” เมื่อเจ้าของผลิตภัณฑ์เลือกได้ขนาดนี้ ขณะเดียวกัน สื่อออนไลน์ ก็นับว่าเป็นตัวแปรที่เข้ามา Disrupt สื่อทีวี ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนในเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่เกิดมาพร้อมกับ เทคโนโลยี และ สมาร์ทโฟน การดูทีวีสำหรับพวกเขากลายเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง ที่ไม่ต่างจากดูในโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือ แทบเลต 

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแต่คนทำทีวีไม่ยอมเปลี่ยน 

พฤติกรรมของเจ้าของผลิตภัณฑ์เปลี่ยน พฤติกรรมของผู้บริโภค เปลี่ยน แต่คนทำทีวี ยังคงทำรายการแบบเดิม ความน่าเบื่อจึงเกิดขึ้น และ ด้วยคุณภาพดังกล่าว ยิ่งเร่งให้คนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวปัจจุบันหันมาเสพสื่อใหม่ ผ่านคลิปในยูทูป อ่านข่าวผ่านทวิตเตอร์ หรือ เฟซบุ๊ค เพราะพวกเขารู้สึกว่า คุณภาพ Content นั้นตอบสนองความอยากดูได้มากกว่านี้

“การผลิตรายการโทรทัศน์ ที่ต้องใช้คนจำนวนมหาศาล และมีต้นทุนที่เหมือนเผาเงินเล่นวันละ 2 ล้านบาท”


เมื่อเป็นเช่นนี้ การผลิตรายการโทรทัศน์ ที่ต้องใช้คนจำนวนมหาศาล และมีต้นทุนที่เหมือนเผาเงินเล่นวันละ 2 ล้านบาท ก็ยิ่งทำให้ดิจิทัลทีวี แต่ละช่องต้องนับถอยหลังรอวัน คืนใบอนุญาต ขณะที่คนในวงการโทรทัศน์ ที่พอปรับตัวได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการ ทำสื่อยุคใหม่ ในรูปแบบออนไลน์ ส่วนที่ปรับตัวไม่ได้ และไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็จะถูกเชิญให้ออกจากสายงานไป 

อีกห้าปีหนังสือพิมพ์จะสูญหายไปจากสังคม 

ไม่เพียงแค่คนในวงการทีวีเท่านั้นที่มีผลกระทบจากสึนามิสื่อในครั้งนี้ คนในแวดวงหนังสือพิมพ์ ที่ถือว่าเป็นธุรกิจเผาเงินทิ้งรายวันเช่นกัน ก็ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่เกิดขึ้น หลังจากมีการพยากรณ์ ไว้ว่าหนังสือพิมพ์ จะอยู่ได้ไม่เกินอีก 5 ปีต่อจากนี้ และ ฐานันดรที่สี่ ที่จะมาแทนที่หนังสือพิมพ์ คือ สื่อออนไลน์ ซึ่งทุกวันนี้ ในแพลทฟอร์ม โซเชียลมีเดีย ทุกแพลทฟอร์ม ก็เหมือนมหาสมุทรข้อมูล ใครๆก็ตั้งตนเป็นสำนักข่าว แต่ความน่าเชื่อถือจะมีหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

“แต่ปัญหาของสื่อหนังสือพิมพ์ ถ้าจะเกิดการปิดตัวครั้งใหญ่ หมายถึง คนทำหน้าที่อื่นๆ ในกระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับจะหายไป “

ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์ ก็ทราบดีถึงความเปลี่ยนแปลง มีการปรับคนที่ทำหนังสือพิมพ์ มาป้อนงานในรูปแบบเนื้อหาออนไลน์ มากขึ้น และ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่เหลืออยู่ในเมืองไทยเวลานี้ต่างก็เปลี่ยนตัวเองเข้าสู่เส้นทางออนไลน์กันหมด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสื่อหนังสือพิมพ์ มาพร้อมกับความน่าเชื่อถือ 
แต่ปัญหาของสื่อหนังสือพิมพ์ ถ้าจะเกิดการปิดตัวครั้งใหญ่ หมายถึง คนทำหน้าที่อื่นๆ ในกระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับจะหายไป ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดหน้า (ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนมาทำหน้าที่ในการทำกราฟฟิก ประกอบ เนื้อหาออนไลน์ได้) ฝ่ายปรูฟคำ (ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนมาช่วยตรวจคำผิดของบทความได้) แต่ที่จะชัดสุดคือ ฝ่ายโรงพิมพ์ สายส่ง และ คนส่งหนังสือพิมพ์ ถ้าหนังสือพิมพ์จะกลายเป็นสื่อที่สูญพันธ์ุภายใน 5 ปี คนเหล่านี้ก็จะหายไปด้วย 

เส้นทางของวิทยุที่กำลังจะเปลี่ยนไป

ส่วนวิทยุ นั้นปัจจุบันอยู่แบบประคองตัวเองเป็นอย่างมาก แม้คลื่นวิทยุยังมีคนฟังอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด แต่ความสะดวกที่ คนฟังติดเป็นนิสัยไปแล้วที่ต้องฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา คนที่ติดคลื่นซึ่งมีการกระจายเสียงเฉพาะในกรุงเทพฯ ถ้าอยากฟัง ในพื้นที่ต่างจังหวัด ก็ต้องมีความเป็นไปได้ ส่วนจะมีการกระจายเสียงในรูปแบบไหนนั้น ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนให้เห็น

“วิทยุคือการสื่อสารทางเสียง ตราบใดที่คนต้องการฟังเสียงเพื่อดำเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง หรือ เสียงคนจัดรายการ
เพราะเสียงคือการสื่อสารเพื่อคลายความเหงา หรือ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย “

หากแต่มี Content on demand อย่าง Podcast ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความถดถอยของวิทยุ และ Podcast ก็ไม่ได้มีวิธีที่ยุ่งยากในการออกอากาศ แค่มีเพียงอินเทอร์เนต ก็สามารถเลือกฟังได้ หรือ ฟังย้อนหลังก็ยังได้ เหนืออื่นใดรูปแบบของการจัดรายการใน Podcast นั้นจะต่างจากวิทยุตรงที่เน้นความสนใจด้านใดด้านหนึ่ง เฉพาะกลุ่ม และ ทำให้คนที่ได้รับฟัง มีความรู้สึกใกล้ชิดกับคนที่จัดรายการ  และวิทยุคือการสื่อสารทางเสียง ตราบใดที่คนต้องการฟังเสียงเพื่อดำเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง หรือ เสียงคนจัดรายการ เพราะเสียงคือการสื่อสารเพื่อคลายความเหงา หรือ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย 
เมื่อเป็นเช่นนี้การสื่อสารของเสียงยังคงอยู่ต่อไป เพียงแต่รูปแบบไหนที่จะถูกปรับให้เข้ากับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป 

ทั้งหมดนี้คือคลื่นสึนามิที่ถาโถม วงการสื่อในห้วงเวลาที่โลกของการสื่อสารกำลังเปลี่ยนแปลง คนที่ปรับตัวได้ และ มีความคิดสร้างสรรค์เพียงพอคือผู้ที่จะอยู่รอดต่อไป ส่วนคนที่ยังคงย่ำเท้าอยู่กับที่ และ ติดกับดักความสำเร็จแบบเดิมๆ ก็มีโอกาสสูญหายในสึนามิสื่อครั้งนี้เช่นกัน