Home Trending Story Trend ต่างประเทศ ไล่เลียงมูลเหตุความขัดแย้งกรณี Google ประกาศแบน Huawei

ไล่เลียงมูลเหตุความขัดแย้งกรณี Google ประกาศแบน Huawei

เป็นข่าวครึกโครมที่สามารถส่งผลกระทบได้ทั่วโลก จากกรณี Google ประกาศแบน Huawei และด้วยการประกาศไม่สนับสนุนนี้ ส่งผลให้โทรศัพท์ Huawei ไม่สามารถอัพเดทระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่นต่อไปได้ และในอนาคตแอพพลิเคชั่นและบริการต่าง ๆ ของ Google ได้เช่น Youtube, Google map, Gmail
จะไม่สามารถใช้ได้บนโทรศัพท์ Huawei

แต่จากสถานการณ์ล่าสุดทรัมป์ได้ออกประกาศว่าให้บริษัทต่าง ๆ ยังทำการค้ากับ Huawei ได้ต่ออีก 90 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 สิงหาคม ก็ถือเป็นสถานการณ์ใหญ่ที่น่าติดตามกันต่อสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอย่างเรา ๆ เพราะคนที่โดนผลกระทบไม่ใช่แต่ยักษ์ใหญ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่นอน

ต้นตอของจุดแตกหัก

เหมือนว่าความกังวลของรัฐบาลสหรัฐฯเกี่ยวกับอุปกรณ์โทรคมนาคมของ Huawei ต่อมาทรัมป์ได้ลงนามห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ใช้อุปกรณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อปกป้องการคุกคามจากเทคโนโลยีต่างชาติ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯจึงใส่ชื่อ Huawei และบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องขึ้นบัญชีดำทันที ซึ่งหากบริษัทใดจะทำการค้ากับบริษัทที่ขึ้นบัญชีดำจะต้องผ่านมติเห็นชอบจากรัฐบาลก่อนเท่านั้น

อันที่จริงตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีการพบหลักฐานว่า Huawei ติดตั้งอุปกรณ์ล้วงความลับหรือเครื่องมือดักฟังบนอุปกรณ์โทรศัพท์ แต่ต้องบอกก่อนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Huawei ที่แซงหน้าขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในบอร์ดยอดขายโทรศัพท์โดยเป็นรองแค่ Samsung และด้วยการเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก อุปกรณ์รองรับ 5G ที่นับว่าดีที่สุดในโลกนับจากเรื่องของความเร็วและราคาที่ชนะเจ้าอื่นแบบเทียบไม่ติด

เลยต้องมองเรื่องนี้เป็นแง่ของสงครามการค้าระหว่างสองขั้วมหาอำนาจเสียมากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วันได้มีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของกันและกันจากทั้งสองประเทศ เริ่มโดยสหรัฐฯที่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจีนได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมูลค่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แบนเพราะกลัว ?

อย่างที่บอกไป ด้วยความเป็นไม้เบื่อไม้เมาของสองขั้วอำนาจใหญ่นี้ การแบนที่เกิดขึ้นนี้ก็เปรียบเสมือนการขัดแข้งขัดขากัน และหากถามว่าทำไมต้องเป็น Huawei มีโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นอีกมากมายที่เป็นของคนจีน ก็เพราะสหรัฐฯมองว่า Huawei นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลจีนมาก ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ

ผนวกกับการมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากขึ้นของ Huawei เองเพราะความที่เป็นบริษัทใหญ่และเติบโตเร็วได้รับความนิยมทั่วโลก จึงทำให้สหรัฐฯเลือกที่จะเดินหมากต่อกรกับจีนด้วยการจับ Huawei เข้า Blacklist

ผู้นำด้าน 5G

อีกหนึ่งสาเหตุของการขัดขากันนี้ เป็นเพราะความเป็นเลิศของอุปกรณ์ที่รองรับ 5G ได้ดีที่สุดของ Huawei ซึ่งมีสัญญาที่จะเข้าไปวางระบบ 5G ในหลากหลายประเทศถึง 40 ฉบับ เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่สำคัญมากในอนาคตนี้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่ ดังนั้นใครที่ได้เป็นเจ้าใหญ่ในตลาดยึดหัวหาดได้เหนียวแน่น แน่นอนว่าจะตามมาด้วยเม็ดเงินเข้าบริษัทอย่างมหาศาลทีเดียว

การตอบโต้ของจีน

ในประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯกำหนดไม่ให้จีนใช้ซอฟแวร์จากประเทศตัวเอง จีนได้ประกาศไม่รับสินค้าเกษตรกรรมจากสหรัฐฯ รวมถึงประกาศที่จะไม่ส่งซอฟแวร์อีเลคทรอนิคส์ให้กับสหรัฐฯอีกด้วย เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ต่าง ๆ นั้นจีนเป็นเจ้าใหญ่ในการส่งออก และถึงแม้จะแบนเรื่องซอฟแวร์และระบบปฏิบัติการ ทาง Huawei นั้นก็ซุ่มพัฒนา ระบบของตัวเองมานานแล้วอย่าง Hongmeng ตั้งแต่ปี 2012

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการเดินหมากทางสงครามการค้านี้แน่นอนว่าส่งผลกระทบได้หลายทางทีเดียวล่ะ ดุลอำนาจต่าง ๆ กับศึกนี้จะเป็นไปในทิศทางใดต่อ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสงครามย่อมมีคนเจ็บเสมอ