
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 28 อันเป็นการเลือกตั้งทั้่วไปครั้งแรกในรอบ 8 ปีของประเทศไทยผ่านไปแล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และ สายตาฉงนสนเท่ห์ของ ผู้ไปใช้สิทธิ กับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ตัวเลขหลายอย่างยังคงเป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบจาก กกต.
เพื่อไทย ยากที่จะฟอร์มรัฐบาลเสียงข้างมาก
จากสถานการณ์ ณ เวลานี้นักวิชาการต่างมองกันว่า พรรคเพื่อไทย ที่แม้จะได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด (เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเท่านั้น) ก็ยังยากที่จะฟอร์มรัฐบาลขึ้นมา เพราะหมายถึงต้องรวมเอาพรรคระดับกลาง อย่าง อนาคตใหม่ (ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหากับเพื่อไทย) กับ พรรคภูมิใจไทย (ซึ่งน่าจะมีปัญหา เพราะมี Conflict กันอยู่ระหว่างผู้อยู่เบื้องหลังพรรคของทั้งสองฝั่ง) รวมไปถึงพรรคเล็กพรรคน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคอย่าง ชาติไทยพัฒนา และ พรรคชาติพัฒนา ซึ่งเป็นสองพรรคที่มีจุดยืน อยู่ข้างไหนก็ได้ที่เป็นฝ่ายรัฐบาล
เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ พรรคเพื่อไทยจะรวบรวมจำนวน ส.ส. ให้ได้ 376 เสียงเพื่อกันโอกาสจากทาง พรรคพลังประชารัฐ ที่จะใช้เสียง ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะเดียวกัน พลังประชารัฐเอง ก็ต้องหาพรรคร่วมให้ได้เกิน 250 เสียง หรือ 300 เสียง (เนื่องจาก ส.ว.ได้รับสิทธิให้โหวตเลือกนายกฯ เท่านั้นไม่สามารถโหวตเพื่อออกเสียงในส่วนของนโยบายได้ และ ถ้าได้เสียงในสภาล่าง หรือ สภาผู้แทนราษฎร ได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง รัฐบาล ก็ไม่มีเสถียรภาพแต่อย่างใด
พลังประชารัฐ กับรัฐบาลผสมหลายพรรค
ดังนั้นพลังดูดของ พลังประชารัฐ ในเวลานี้จึงพุ่งไปที่ พรรคภูมิใจไทย (52) ประชาธิปัตย์ (55) ชาติไทยพัฒนา (11) ชาติพัฒนา (3) พลังท้องถิ่นไทย (2) ส่วน รวมพลังประชาชาติไทย (5) นั้นไม่ต้องเป็นห่วงเพราะประกาศจุดยืนมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ถึงแม้จะรวมทั้งหมดนี้เสียงที่ พรรคพลังประชารัฐ ดูดมาได้ก็จะอยู่ที่ 247 เสียง ยังไม่ถีงกึ่งหนึ่งของเสียงในสภาล่าง ทำให้มีกระแสข่าวว่า ทางพลังประชารัฐ จะต่อสายถึง พรรคเศรษฐกิจใหม่ ของนาย มิ่ง ขวัญแสงสุวรรณ ที่ได้มาถึง 6 ที่นั่ง ไม่รวมกับพรรคเล็กๆ ที่มีระดับ 1 ที่นั่งก็น่าจะถูกเรียกมาร่วมรัฐบาลด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ พรรคพลังประชารัฐน่าจะผลักดันให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยมีเสียง ส.ว. 250 เสียง (ซึ่งอยู่ในระหว่างสรรหาและยังไม่ได้มีการเลือก) มารวมกับเสียงของ พรรคร่วมที่รวมได้แบบปริม 250 เสียงนั่นหมายความว่า รัฐสภาไทยอาจได้นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสักเท่าไร
คะแนน 6 เปอร์เซนต์ที่เหลือคือตัวแปรสำคัญ
ทั้งนี้เงื่อนปม ที่ สนช. ได้เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนุญฉบับปี 2560 กำลังกลายเป็นเงื่อนปมที่อาจหาทางออกลำบาก และ ทำให้มีนักวิชาการมองว่า คะแนนเสียงอีก 6 เปอร์เซนต์ ที่กกต. ยังไม่ได้เปิดเผยจะเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะ 6 เปอร์เซนต์ ดังกล่าวอาจหมายถึง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออีกอย่างน้อย 10-20 ที่นั่ง ซึ่งทั้งหมดนั้นทาง กกต.จะประกาศรับรองอย่างเป็นทงการในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562
ถ้าการแก้ไขเงื่อนตายด้วยการใช้วิธีการดังกล่าว และ ตัวแปร ณ เวลานี้คือคะแนนเสียงอีก 6 เปอร์เซนต์ที่เหลือ ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย หรือ ประชาธิปัตย์อย่างที่คิดกัน ก็เท่ากับว่า พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา ยังมีโอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง กับเสียงในสภาล่างที่มากกว่า 250 เสียง
เป็นนายกฯไม่ง่ายถ้าเจอฝ่ายค้านอย่าง เพื่อไทย และ อนาคตใหม่
แต่การกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ จะต้องเจอกับฝ่ายค้าน ที่หมายถึง พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ และ อาจหมายรวมไปถึง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนซึ่งการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร์ที่ผ่านมา ความเข้มข้นของการตรวจสอบนั้น ต้องเรียกว่า ดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือ คณะรัฐมนตรี ที่เหล่าพรรคฝ่ายค้าก จะขุดกันถึงรากถึงโคน ยิ่งมีคนรุ่นใหม่ฝีปากดีอย่าง พรรคอนาคตใหม่ หรือ นักการเมืองที่เจนเวทีจากพรรคเพื่อไทยแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ แม้แต่ พล.อ. ประวิตร วงศ์สุวรรณ คงต้องทำใจกันอย่างหนัก และ อนทดเป็นอย่างยิ่งเพราะสภาพการณ์ จะไม่เหมือนกับที่ประชุมกับ สนช. เลยแม้แต่นิดเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาล ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของ รัฐบาลผสมหลายพรรค นั้นถ้าถามบรรดา กูรูทางการเมือง ต่างก็รู้กันดีว่า “ยากที่จะควบคุม” เหมือนดังครั้งหนึ่งในอดีตปี 2539 ที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพรรคประชาธิปัตย์ บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ที่ประสานประโยชน์ไม่ลงตัว พากันเท นายบรรหาร และ มีกระแสข่าวว่าบรรดาพรรคร่วม บีบให้นายบรรหารลาออก เพื่อแลกกับการยกมือให้ผ่านอภิปรายได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นความเจ็บปวดที่มังกรอย่าง นายบรรหาร โต้กลับด้วยการประกาศยุบสภา แทนการลาออกที่ถูกบีบบังคับเป็นการล้างไพ่ใหม่ และ ทำให้ปิดฉากรัฐบาลที่มีอายุ 1 ปี 2 เดือน
คงต้องมารอดูกันว่า หากพลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หน้าตา ครม.ของ พลเอกประยุทธ จะเป็นอย่างไร และ จะทนกับแรงเสียดทานจากฝ่ายค้าน ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะอย่างไรเสีย “บุปผาชาติไม่เบ่งบานถึงสิบวัน อำนาจไม่ยั่งยืนถึงสิบปี”






























