Home Inspiration เงินออมหมด เพราะป่วย ไม่สนุกแน่

เงินออมหมด เพราะป่วย ไม่สนุกแน่

การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือแม้กระทั่งประกันโรคร้าย สำหรับหลายๆ คนคิดว่าเป็นเรื่องรองๆ อันดับหลังๆ หากมีเงินเหลือ ถึงคิดทำประกัน ซึ่งความจริงแล้วการทำประกันสำคัญมากๆ เพราะด้วยสถิติการรักษาพยาบาลในประเทศไทย ที่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกๆปี  เราจึงควรมีการวางแผนการเงินเพื่อวางแผนการรักษาของเราในอนาคตให้มาก เพื่อลดความเสี่ยงในการที่ต้องเอาเงินออมที่มี มาจ่ายกับค่ารักษาที่เราไม่คาดคิด  เพราะค่ารักษาบางอย่างอาจจะทำให้เงินที่ออมมาหลายปีหมดได้ภายในไม่กี่วัน !!!

1. ศึกษาข้อมูลของแต่ละโรงพยาบาลอยู่เสมอ

ทั้งความเชี่ยวชาญที่แต่ละโรงพยาบาลมี รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย เพื่อเวลาที่เจ็บป่วยเราสามารถกำหนดงบประมาณในใจได้เบื้องต้น เเละเลือกรักษากับโรงพยาบาลที่เหมาะสม 

ด้วยโรงพยาบาลเอกชนในปัจจุบันมีให้เลือกหลายเครือ และ แต่ละเครือก็มีเรทค่ารักษาที่ไม่เท่ากัน  ถ้าเราอยากได้รับการรักษาที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพร่างกายที่จะมาปกติได้มากที่สุด ก็อาจจะทำให้กระทบสุขภาพทางการเงินส่วนตัวหากไม่ได้มีการวางแผนเรื่องความเสี่ยงในเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน

2. ตรวจสอบสวัสดิการที่มีอยู่ทั้งจากของที่ทำงาน ประกันสังคม

ว่าเรามีงบประมาณค่าห้องพักเท่าไหร่ คนที่ทำงานบริษัทเอกชนทั่วไปก็มักจะมีประกันกลุ่มที่ระบุงบประมาณค่ารักษา ค่าห้อง ค่าพยาบาล ค่าอาหารหากในกรณีต้องเป็นผู้ป่วยใน

หรือ สำหรับคนที่ทำงานข้าราชการ ก็จะมีสวัสดิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐที่สามารถเบิกได้เกือบทั้งหมดเช่นกัน แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องเข้ารักษาตัวด่วนในโรงพยาบาลเอกชน ที่ใกล้ที่สุด ก็อาจมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้เต็มค่าใช้จ่ายจริง ดังนั้นก็ควรมีการทำประกันเพิ่มเติมเพื่อคลอบคลุม ค่าห้อง เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริง ถ้าเกิดเหตุเจ็บป่วย

3. วางแผนทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม

เราควรวางแผนกันเงินส่วนหนึ่งสำหรับซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม โดยในปัจจุบัน ประกันสุขภาพมักจะมีให้เลือกมากมาย เป็นแพคเกจ รายการเฉพาะ หากเรามีสวัสดิการอยู่แล้ว อาจจะเลือกทำประกันสุขภาพ เพิ่มในส่วนของค่าห้อง ค่าผ่าตัด หรือ โรคร้ายแรง เลือกเบี้ย และความคุ้มครองตามกำลัง และอย่าลืมว่า “ค่ารักษาพยาบาลนั้นปรับเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ” ทำให้ประกันสุขภาพที่เราวางแผนทำไว้ อาจจะไม่ครอบคลุมค่ารักษาในอนาคตได้ เราจึงควรทบทวนกรมธรรม์ที่ทำไว้อยู่เสมอ ว่าความคุ้มครองที่ทำไว้ ยังเหมาะสมกับค่ารักษาอยู่หรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น *

ค่ารักษาสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรงพยาบาลเอกชนชั้น 1 ของประเทศ มีค่ารักษาเพิ่มขึ้น 33 % ต่อ 5 ปี

โดยในปี 2552 ค่ารักษาเฉลี่ยอยู่ที่  257,783 บาท และในปี 2557 ค่ารักษาเฉลี่ยอยู่ที่ 342,666 บาท

ค่ารักษาสำหรับโรคไส้ติ่งอักเสบ  ในปี 2552 ค่ารักษาเฉลี่ยอยู่ที่ 57,649 บาท ปี 2557 เพิ่มเป็น 81,406 บาท เทียบเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 41 % ใน 5 ปี

ค่ารักษาสำหรับโรคหวัด ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและมักจะหายเองได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ในปี 2552 ค่ารักษาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,053 บาท ปี 2557 เพิ่มเป็น 1,605 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น 52 %

(*ข้อมูลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ)             เห็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลในแต่ละปี ก็ต้องวางแผนสุขภาพการเงินของเราให้พร้อมรับกับค่ารักษาสุขภาพร่างกายนะจ๊ะ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย