
ในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียมีพลังเป็นอย่างยิ่งต่อการชี้นำสังคมยุคปัจจุบันด้วยความคิดเห็นของผู้คนที่มีอย่างหลากหลายถ้าความคิดเห็นชื่นชม ก็จะกลายเป็นเรื่องดีไป แต่ถ้าความคิดเห็นกลายเป็นลบ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่เจ้าของผลิตภัณฑ์อาจต้องออกมาขอโทษผ่านสื่อ เหมือนดังที่เคยเกิดไปเมื่อปลายปี 2561 กับกรณีของแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำอย่าง “โดลเช่ แอนด์ แกบบานา” ที่ปล่อยโฆษณาบนยูทูป จนทำให้ชาวจีนรู้สึกว่าโดนเหยียดจนเหตุให้ต้องยกเลิกแฟชั่นโชว์ทันที
และพลังของโซเชียล มีเดีย ก็แสดงให้เห็นถึงอำนาจในการตัดสินของสังคมอีกครั้ง เมื่อแบรนด์มีดโกนหนวด ยี่ห้อดัง ยิลเลตต์ อันเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ พีแอนด์จี ปล่อยโฆษณาชิ้นใหม่ผ่านทางยูทูป โดยมีแนวคิดว่า “We Believe” โฆษณาชิ้นดังกล่าวถูกปล่อยออกมาเมื่อวันจันทร์ที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมาแต่กระแสตอบกลับในทางที่ไม่ดีนั้นเพิ่มดีกรีความแรงขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ Tonkit 360 เลยเอามาเล่าให้ฟัง เพื่อเอาไว้เป็นกรณีศึกษาหากคิดจะเรียกกระแสใดๆจากสังคมนั้นต้องใคร่ครวญเสมอว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ
ทำไม โฆษณาใบมีดโกนหนวด ถึงได้ทำให้หลายคนไม่พอใจ
– โฆษณายิลเลตต์เปิดด้วยภาพผู้ชายในวัยแตกต่างกัน พร้อมกับเสียงประกอบที่พูดถึงการใช้คำพูดเพื่อทำร้ายกัน และ แคมเปญ #MeToo ทีเหมือนจะให้ผู้ชายเหล่านี้รู้สึกว่าที่ผ่านมาพวกเขาได้ทำผิดไปมากมาย จากนั้นภาพตัดไปทีกลุ่มเด็กผู้ชายวัย 10-12 ปีวิ่งทะลุป้ายของ ยิลเลตต์ที่คุ้นตาในอดีตที่มีคำโฆษณาว่า “The Best a Man Can Get”
– เรื่องราวต่อจากนั้นก็เป็นภาพที่ โฆษณาพยายามจะบอกว่าความภูมิใจในความเป็นชาย (หรือวิธีคิดแบบเดิม) นั้นเป็นอย่างไร ภาพจึงสะท้อนออกมาเป็น ผู้ชายที่ชอบดูสรีระผู้หญิง ผู้ชายที่เอาเรื่องลามกมาเป็นเรื่องตลก ผู้ชายที่แซวผู้หญิงไปทั่ว แม้กระทั่งผู้ชายในที่ทำงานที่ไม่เคยเคารพความคิดของผู้หญิงเลย หรือ คนเป็นพ่อที่ยืนมองเด็กผู้ชายที่กำลังชกต่อยกันแล้วทำนิ่งเฉยว่าเป็นวิถีของลูกผู้ชาย
– เมื่อจะมีวิธีคิดแบบใหม่ ภาพจึงเล่าเรื่องต่อว่าผู้ชายที่ดีต้องให้เกียรติและคอยปกป้องผู้หญิง การชกต่อยไม่ใช่วิถีลูกผู้ชาย ก่อนที่จะจบเนื้อหาของโฆษณาด้วยการบอกว่า “ผู้ชายที่ดีในวันนี้จะเป็นตัวอย่างให้เด็กผู้ชายที่กำลังมองคุณอยู่”
แล้วเนื้อหาโฆษณาสร้างความไม่น่าพอใจตรงไหน
– กระแสที่ตีกลับโฆษณาของยิลเลตต์ นั้นเรียกได้ว่าเร็วและแรงไม่ต่างจากกรณีของ โดลเช่ แอนด์ แกบบานา” ที่ทำให้คนจีนรู้สึกโดนเหยียดเชื้อชาติ ส่วนของ ยิลเลตต์ นั้นทำให้ดูส่วนใหญ่ รู้สึกว่าแนวคิดของโฆษณากำลัง “เหยียดเพศชาย” ว่าเป็นต้นเหตุของเรืองร้ายๆ
– เนื้อหาของโฆษณาที่พูดถึงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของผู้ชายนั้นเปรียบเสมือนการตีตรา ผู้ชายทั้งโลกว่าเป็นแบบนั้นซึ่งในความจริงแล้ว มนุษย์แต่ละคนนั้น มีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน อย่าง เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรชื่อดังได้พูดถึงโฆษณาชิ้นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เด็กผู้ชายมีวิถีคิดแบบหนึ่ง มีรสนิยมแบบหนึ่ง เด็กผู้หญิง ก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง มีรสนิยมอีกแบบหนึ่ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู แต่ไม่ใช่ว่าเด็กผู้ชาย หรือ ผู้ชายทุกคนต้องเลวร้ายเหมือนในโฆษณา”
ผลกระทบต่อแบรนด์ ยิลเลตต์ และ พีแอนด์จี รวมไปถึงผู้กำกับโฆษณาตัวนี้
– โฆษณาชิ้นนี้กำกับโดยผู้กำกับหญิงชาวออสเตรเลีย คิม เกห์ริก ที่เรียกได้ว่ามีความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมากของวงการโฆษณา ผลงานของ เกห์ริก หลายชิ้นนั้นสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้เกิดกระแสถกเถียงกันในสังคมดังเช่นที่เกิดขึ้นกับ ยิลเลตต์
– แม้ว่าภาพพจน์ ของพีแอนด์จี ในฐานะบริษัทแม่ของผู้ผลิตยิลเลตต์ อาจจะต้องเสียไปบ้างเพราะกระแสโต้กลับที่ทำให้ผู้ชายไม่พอใจ และผู้คนในโซเชียลมีเดีย พากันประกาศว่าจะบอยคอตสินค้าของยิลเลตต์ แต่ปรากฎว่ายอดขายสินค้าของ ยิลเลตต์ ไม่เกิดผลกระทบและมีรายงานว่ามียอดเพิ่มขึ้น 0.9 เปอร์เซนต์ และจนถึงเวลนี้ พีแอนด์จี ยังคงปล่อยให้โลกโซเชียล ถกเถียงกันไป
ส่วนคุณผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ลองดูโฆษณาตัวนี้ด้วยตัวคุณเอง






























