Home Uncategorized แล่เนื้อเถือหนัง VENOM – เดอะ ทอม ฮาร์ดี้ โชว์

VENOM – เดอะ ทอม ฮาร์ดี้ โชว์

รอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีหนังซูเปอร์ฮีโร่ออกอาละวาดบนจอเงินมากมาย โดยเฉพาะสองค่ายใหญ่ในอเมริกาอย่าง ดีซี และมาร์เวล ที่ขนกันมาเต็มอัตราศึก จนมีเสียงเรียกร้องจากแฟนการ์ตูนว่า อยากเห็นตัวละครประเภท “วายร้าย” มีหนังเป็นของตัวเองบ้าง และโซนี่ ก็ตอบรับเสียงเรียกร้องนั้น ด้วยการจับเอาวายร้ายสุดคลาสสิค ศัตรูคู่อาฆาตของ สไปเดอร์แมน อย่าง “เวน่อม” มาขึ้นจอแบบเดี่ยว ๆ กับเขาสักที

VENOM เวอร์ชั่นจอเงิน เล่าเรื่องของ เอ็ดดี้ บร็อค (ทอม ฮาร์ดี้ ที่เรื่องนี้ไม่ต้องโดนปิดหน้าแล้ว) นักข่าวฝีมือดีที่ถูกไล่ออกจากงาน หลังพยายามทำสกู๊ปเล่นงาน คาร์ลตัน เดร็ก นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ที่มีฉากหน้า คือ ผู้ก่อตั้งบริษัทยาเวชภัณฑ์และโครงการวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ แต่ฉากหลัง คือ จับคนจรจัดมาเป็นหนูลองยา จนมีคนตายมากมาย ซึ่งนอกจากตกงานแล้ว ยังโดนคู่หมั้นบอกเลิก จนสภาพจิตใจย่ำแย่ไปอีก

วันหนึ่ง เอ็ดดี้ ลักลอบเข้าไปในห้องทดลองของ คาร์ลตัน แล้วถูกเชื้อปรสิตจากนอกโลกแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย ก่อนกลายเป็นสัตว์ประหลาดชื่อ VENOM ที่สามารถแปลงร่างออกมาอาละวาดใส่ทุกสิ่งที่ขวางหน้าได้ กระทั่งเมื่อรู้ว่า คาร์ลตัน ที่โดนเชื้อปรสิต RIOT เข้าสิงร่าง และเตรียมขับจรวดขึ้นไปนอกโลก เพื่อเอาเชื้อปรสิตตัวอื่น ๆ มาแพร่เชื้อบนโลก “เวน่อม” และ เอ็ดดี้ จึงต้องร่วมมือกัน เพื่อหยุดยั้งแผนชั่วนี้

สำหรับแฟนการ์ตูนของ สไปเดอร์แมน คงจำเจ้า VENOM กันได้ดี หลังปรากฏตัวมาแล้วในเรื่อง Spider-Man 3 เมื่อปี 2007 แต่ครั้งนี้ เจ้าปรสิตซิมไบโอตตัวร้าย (ทว่าก็มีแฟน ๆ ชื่นชอบทั่วโลก) ได้กลายเป็นพระเอกเดี่ยวเต็มตัวภายใต้การกุมบังเหียนของ รูเบน เฟลชเชอร์ ผกก.หนังซอมบี้สุดวายป่วง Zombieland ซึ่งแม้กระแสวิจารณ์ที่ออกมาจะค่อนข้างย่ำแย่ แต่พอเข้าไปชมแล้วก็ไม่ได้คิดว่ามันเลวร้าย กลับรู้สึกสนุกอย่างน่าพอใจมากกว่า

อันที่จริงแล้ว ค่อนข้างเสียดายที่มีข่าวว่า โซนี่ จัดการเปลี่ยนตัวหนังจากเดิมที่เป็นเรต R ให้เป็นเรต PG-13 ดูได้ทุกเพศทุกวัยไร้ความรุนแรง เนื้อเรื่องก็ดูง่ายไม่ซับซ้อนเข้าถึงทุกตลาด มองในแง่ดี คือ พวกเขาอาจวางแผนจับเจ้า VENOM ไปอาละวาดต่อในจักรวาลหนังฮีโร่ของ Marvel Cinematic Universes (MCU) ที่มี Iron Man, Spider-Man, Thor และเหล่า The Avengers อยู่ฝั่งนั้น ต่อยอดทำเงินได้อีก แต่ถ้ามองแง่ลบ คือ มันก็ทำลายตัวตนโหด ๆ ของ VENOM ที่แฟนบอยคุ้นเคยอย่างดีลงไป (แค่ให้ VENOM ไปปกป้องโลก นี่ก็แอบขำแล้ว ในการ์ตูนมันแคร์คนอื่นที่ไหน)

นั่นหมายความว่า แทนที่ตัวหนังจะออกมาโหด เลือดสาด แบบที่สาวกตั้งตารอดูเจ้า VENOM ในสไตล์ “แอนตี้-ฮีโร่” เหมือนในการ์ตูน ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงกลายเป็นหนังฮีโร่ที่เป็นมิตรและหยอดมุกตลกเรี่ยราดไปตลอดทาง ขณะที่ตัวบทแม้จะเล่าเรื่องออกมาง่าย ๆ แต่ก็มีหลายจุดที่ขาดความสมเหตุสมผล ซึ่งหากใครช่างสังเกตหน่อย ก็จะมีคำถามอยู่ในหัวเต็มไปหมดเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวละคร รวมถึงปริศนาบางอย่างที่โยนเข้ามาแล้วคลี่คลายออกมาในแนวกำปั้นทุบดินเล็ก ๆ

ถึงตัวบทจะเป็นจุดอ่อน แต่สิ่งที่ควรปรบมือให้เป็นอย่างยิ่ง คือ การแสดงของ ทอม ฮาร์ดี้ ที่สร้างคาแรคเตอร์ของ เอ็ดดี้ บร็อค และ VENOM ออกมาได้ดีมาก จนทำให้คนดูเชื่อว่า มีตัวละครแบบนี้อยู่จริง ๆ เพราะทันทีที่เนื้อเรื่องดำเนินมาถึงช่วงที่เชื้อปรสิต VENOM เข้าแทรกซึมร่างของ เอ็ดดี้ หนังก็ดูสนุกขึ้นมาทันที ยิ่งฉากไหนที่ VENOM กับ เอ็ดดี้ เถียงกันนี่ เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ทั้งโรง เรียกว่า หากไม่ได้ฝีมือของนักแสดงชาวอังกฤษคนนี้มาช่วยไว้ หนังอาจแย่กว่าเดิมก็ได้

อาจไม่ใช่หนังที่โดนใจนักวิจารณ์ เหมือนหนังฮีโร่ที่สร้างจากการ์ตูนเรื่องอื่น แต่ในสายตาผู้เขียน VENOM มีจุดร่วมหนึ่งที่คล้ายคลึงกับหนังฮีโร่ของ มาร์เวล ยุคแรกอย่าง กัปตันอเมริกา หรือ ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า ที่ภาคแรกทำออกมาได้ไม่ดีนัก แถมนักวิจารณ์ก็ไม่ปลื้ม แต่เมื่อมีภาค 2-3 คุณภาพของเนื้อหาก็ดีขึ้นตามลำดับ รายของ VENOM ก็เช่นกัน เพราะเมื่อดูจากการทิ้งเชื้อภาคต่อแบบที่แฟนการ์ตูนเห็นแล้วต้องร้องว้าว ผู้เขียนก็เชื่อว่า หาก โซนี่ สร้าง VENOM ภาค 2 ตามมา (และจัดให้เป็นเรต R แบบที่ควรจะเป็น) ตัวหนังจะต้องดีกว่าเดิม และโหดสาแก่ใจแฟนคลับแน่นอน