
จะเห็นได้ว่าการประมูลเที่ยวนี้พรีเมียร์ลีกจัดแพ็คเกจและเวลาเตะใหม่ เพื่อทำการถ่ายทอดสดได้มากขึ้น จาก 168 แมตช์ต่อปีเที่ยวที่แล้วเป็น 200 นัดในเที่ยวนี้นั้น มิวายจะมีเสียงติติงมาจากแฟนฟุตบอลที่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า การถ่ายทอดสดฟุตบอลให้ชมถึงบ้านมากขนาดนี้ จะทำให้ยอดผู้ชมในสเตเดี้ยมลดน้อยลงไปหรือไม่
อย่างไรก็ดีวงการฟุตบอลอังกฤษก็ไม่ได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดครบทุกแมตช์หรอกนะครับ เพราะยังต้องการส่งเสริมให้แฟนๆเดินทางไปชมเกมที่สนาม รักษาฐานแฟนบอลของตัวเองและการชมเกมแบบดั้งเดิมเอาไว้ด้วย ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่ายกย่อง
ทีนี้มาว่ากันถึงลิขสิทธิ์ในบ้านเราบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะประมูลครั้งไหนก็อยู่บนความสนใจของแฟนบอลและแวดวงธุรกิจการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคก่อนหน้านี้ที่บริษัทในเมืองไทยบ้าดีเดือดถึงกับกล้าสู้ราคากันเอง โดยเจ้าที่ได้ไปในยุคระบือลือลั่นนั้นก็คือ CTH ด้วยราคา 3 ปีเกือบๆหมื่นล้านบาท
มาเที่ยวนี้มีข่าวออกมาว่ากลายเป็นเพลเยอร์เจ้าใหม่อย่าง Facebook ที่คว้าไปได้ ตามรายละเอียดของข่าวนั้นระบุว่า Facebook ทุ่มเงินประมูลถึง 200 ล้านปอนด์ (9,000 ล้านบาทใน 3 ปี) ราคาใกล้เคียงกับเมื่อ CTH ไปดึงมา ผิดกันก็แต่ค่าเงินที่ผันผวนไปตามกาลเวลาเท่านั้น
น่าแปลกใจคือเจ้าที่ได้ทำไมยังไม่ยอมแถลงข่าวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้หุ้นบริษัทดีดราคาเริงร่า เป็นเพราะยังตกลงรายละเอียดปลีกย่อยในสัญญากันยังไม่เรียบร้อย หรือเจ้าของสิทธิเดิมคือ บีอินสปอร์ตส์ ยังขอดีเฟนด์
ดีลที่ฮือฮาครั้งนี้ก็เพราะ Facebook มิได้มีพื้นเพเรื่องการเป็นสื่อหรือซื้อลิขสิทธิ์กีฬารายการดังมาก่อน แต่กล้าทุ่มสู้กับทีวีเน็ตเวิร์คส์อย่าง บีอิน สปอร์ตส์ และฟ็อกซ์สปอร์ตส์เอเชีย ซึ่งแข่งขันกันอยู่
นี่คือความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญและน่าจับตามองของวงการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลก แนวโน้มช่วงแรกนั้นทั้ง Facebook, Google และ Netflix ทำท่าว่าจะกระโจนลงสนามตั้งแต่การประมูลในอังกฤษแล้ว แต่สุดท้ายถอนตัวเนื่องจากไม่เชื่อว่าจะเอาชนะเจ้าเก่าอย่าง Sky และ BT ได้ ทาง Facebook เลยหันมาทุ่มในตลาดอาเซียนแทน
น่าติดตามยิ่งนักว่าหาก Facebook เจ้าใหม่ ได้ขึ้นมาจริงๆแล้วจะทำอย่างไรกับสิทธินั้นบ้าง ทั้งบนอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นตลาดใหม่ในรูปแบบสตรีมมิ่งและบนทีวี ซึ่งก็ยังแยกย่อยไปอีกเป็นทีวีแบบเสียเงินรับชมกับไม่เสียเงิน
Facebook ซึ่งไม่ได้มีความชำนาญกับสื่อทีวีและดำเนินกลยุทธ์ในลักษณะเป็นเจ้าของตลาดมาตลอด จะลงทุนทำเองหรือจับมือกับเจ้าอื่นทำหรือจะซอยลิขสิทธิ์ขาย อันนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เรียกว่าโอกาสยังเป็นไปได้ทุกรูปแบบ
ในเวลาอีกไม่นานภาพทุกอย่างน่าจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถ้าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ซึ่งผู้ชมต้องปรับตัวในการติดตามพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2022 จากหลายช่องทางก็เป็นได้.






























