ขึ้นชื่อว่า เหตุการณ์อันน่าเศร้าย่อมไม่พ้นเรื่องราวของอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดจากธรรมชาติหรือฝีมือของมนุษย์ ซึ่งสังเวยชีวิตของผู้คนไปมากมาย และวันนี้ Tonkit360 ขอพาไปดูเรื่องราวเลวร้ายที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในอดีตกันค่ะ ส่วนจะมีเหตุการณ์ในความทรงจำใครหรือไม่นั้น ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลย

เหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 (ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่ม) สหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังนอนดูละครอยู่ที่บ้าน จู่ ๆ สถานีโทรทัศน์ทุกช่องก็ตัดเข้าข่าวด่วน รายงานว่า ได้เกิดเหตุเหตุวินาศกรรมที่สหรัฐอเมริกา หลังผู้ก่อการร้าย 19 คน จี้เครื่องบิน 4 ลำ เพื่อปฏิบัติการพลีชีพ เครื่องบิน 2 ลำ พุ่งชนตึกแฝด เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งมีเป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์ก เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ก่อนตัวอาคารถล่มลงมา
ขณะที่เครื่องบินลำที่ 3 พุ่งเข้าชนตึกเพนตากอน ที่ทำการของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน ส่วนเครื่องบินลำที่ 4 ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย ก่อนจะถึงอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ นักดับเพลิง และหน่วยฉุกเฉินต่าง ๆ ได้เร่งเดินทางไปยังบริเวณตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ภายในตึก (ก่อนที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จะถล่มลงมาทั้งหมด) ขณะที่ทีมกู้ภัยได้ระดมเครื่องมือหนักในการเจาะทำลายซากตึก เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากตึกทันที และเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3,400 คน (ประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักดับเพลิง)

สึนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ ประเทศไทย
ใครจะคาดคิดว่า หนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ดูห่างไกล อย่างคลื่นยักษ์ “สึนามิ” จะเกิดขึ้นในประเทศไทย กระทั่งเช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2547 สถานีโทรทัศน์ทุกช่องรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวในทะเลเหนือเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มีความรุนแรงถึง 8.9 แมกนิจูด ซึ่งแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้เกือบทุกจังหวัดในภาคใต้
และก่อนที่คลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่ม 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันของไทย (ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง และสตูล) ได้มีสัญญาณเตือนทางธรรมชาติ คือ น้ำทะเลลดระดับลงผิดปกติ และปลาขนาดใหญ่เกยตื้น แต่ด้วยคลื่นสึนามิไม่เคยเกิดขึ้นในฝั่งทะเลอันดามันมาก่อน ทำให้ไม่มีใครคาดคิด และเตรียมรับมือคลื่นยักษ์หายนะได้ทัน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน และสูญหายอีกจำนวนมาก หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ คุณพุ่ม เจนเซ่น พระโอรสใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
ซึ่งหลังเกิดเหตุทั้งรัฐบาลไทยและนานาประเทศได้ส่งทีมกู้ภัย แพทย์ เจ้าหน้าที่นิติเวช และทีมอาสาสมัคร ลงพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ของไทย เพื่อให้ความผู้เหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนเร่งค้นหาร่างผู้เสียชีวิต ก่อนดำเนินการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เพื่อติดตามหาญาติผู้เสียชีวิต แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีร่างผู้เสียชีวิตอีกร่วม 400 ร่าง ที่ยังอยู่ภายในสุสานผู้ประสบภัยสึนามิ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้

อุบัติเหตุเหมืองถล่ม ประเทศชิลี
ปฏิบัติการกู้ภัย 33 ชีวิต ที่ติดอยู่ในเหมืองลึก 700 เมตร ซึ่งใช้ระยะเวลายาวนานถึง 69 วัน (วันที่ 5 สิงหาคม – 13 ตุลาคม 2553) ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดภารกิจกู้ภัยที่สร้างความระทึกไปทั้งโลก
โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2553 หลังเหมืองแห่งหนึ่งในเมืองโกเปียโป ประเทศชิลี ได้เกิดพังถล่มลงมา เนื่องจากโครงสร้างเหมืองไม่แข็งแรง ส่งผลให้มีคนงาน 33 คน ต้องติดอยู่ใต้ดิน กระทั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม หรือประมาณ 17 วันหลังเกิดเหตุเหมืองถล่ม เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้รอดชีวิต หลังพบกระดาษที่มีข้อความว่า “มีคนงานติดอยู่ใต้ดินอีก 33 คน และทุกคนปลอดภัย”
ต่อมา ในวันที่ 3 กันยายน (ประมาณ 1 เดือน หลังเหมืองถล่ม) ปฏิบัติการกู้ภัยได้เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ โดยการใช้เครื่องเจาะผ่านชั้นหินที่แข็งมากลงไป แต่การเจาะเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีหินขนาดใหญ่เท่ากับตึก 10 ชั้นขวางอยู่ และหากผิดพลาดอาจเป็นอันตรายกับ 33 ชีวิตที่ติดอยู่ใต้ดิน
กระทั่งวันที่ 27 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ก็สามารถเจาะทะลุไปยังส่วนที่ทั้ง 33 ชีวิตติดอยู่ได้สำเร็จ หลังจากนั้น ปฏิบัติการขุดเจาะเพื่อช่วยเหลือก็เริ่มต้นอีกครั้ง โดยปฏิบัติการกู้ภัยเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม หลังคนงานทั้ง 33 คน ถูกนำตัวขึ้นมาได้สำเร็จด้วยแคปซูลที่กองทัพเรือของชิลีร่วมออกแบบองค์การนาซ่า สหรัฐฯ เพื่อปฏิบัติการนี้โดยเฉพาะ

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิระเบิด ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 11 มีนาคม 2554 ได้เหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 9 แมกนิจูด นอกชายฝั่งประเทศญี่ปุ่น แต่หลังจากที่แผ่นดินไหวผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียว ก็มีคลื่นสึนามิสูง 10 เมตร ซัดถล่ม “ฟุกุชิมะไดอิชิ” หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโอกุมะ เขตฟุตาบะ จังหวัดฟุกุชิมะ ส่งผลให้เครื่องปั่นไฟดีเซลถูกซัดจมหายไปใต้คลื่นยักษ์จนกระแสไฟฟ้าถูกตัดขาด ทำให้น้ำที่อยู่รอบ ๆ แท่งเชื้อเพลิงยูเรเนียมร้อนจัด ก่อนก๊าชไฮโดรเจนค่อย ๆ รั่วไหลไปทั่วอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของเตาปฏิกรณ์
แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้น เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 12 มีนาคม เตาปฏิกรณ์ที่ 1 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิได้เกิดระเบิดขึ้น เป็นผลให้สารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลสู่อากาศภายนอก รัฐบาลญี่ปุ่นต้องประกาศให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ อยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินด้านปรมาณู และสั่งอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตรรอบโรงงานทันที
หลังเกิดเหตุ ทาง ญี่ปุ่น ได้ส่งทีมกู้ภัย อาทิ เจ้าหน้าที่เทคนิค ทหาร และตำรวจดับเพลิง เข้าพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และกอบกู้วิกฤตการณ์การแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตมากถึง 15,889 ราย (ประชาชน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย) ทั้งยังทำให้ประชาชนร่วม 500,000 คน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย หลังไม่สามารถกลับไปเข้าอาศัยในพื้นที่เดิมได้ ขณะที่บางส่วนได้รับผลกระทบจากสารกัมมันตภาพรังสี อาทิ โรคมะเร็ง
นอกจากนี้ ยังตรวจพบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในน้ำประปา น้ำทะเล ผักผลไม้ และในสัตว์ ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ได้มีแค่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังสะเทือนไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าประเภทผัก ผลไม้ หรือปลา ด้วยเช่นกัน

มาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 370 (MH370) หายสาบสูญ
ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คนไทยและคนทั่วโลกไม่มีวันลืม กับการหายสาบสูญที่ยังเป็นปริศนาของเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH370 ที่ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ รวม 239 ชีวิต เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 เพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
แต่หลังเครื่องบินทยานขึ้นสู่ฟ้าได้เพียง 45 นาที สัญญาณการติดต่อของเที่ยวบิน MH370 ก็ได้หายไปอย่างลึกลับ ระหว่างกำลังบินออกไปตามเส้นทางผ่านทะเลจีนใต้ ซึ่งหลังเกิดเหตุ ผู้คนต่างสันนิษฐานว่า อาจเป็นการจี้เครื่องบินเท่านั้น แต่เมื่อไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ ทำให้เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า MH370 อาจตกลงไปในมหาสมุทร
และด้วยข้อสันนิษฐานที่ว่า เครื่องบินอาจตกลงในมหาสมุทรได้มีการระดมทีมค้นหานานาชาติ อาทิ มาเลเซีย ออสเตรเลีย จีน ซึ่งประกอบไปด้วยทีมกู้ภัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน มาร่วมวิเคราะห์ข้อมูลการบิน เพื่อกำหนดทิศทางการบิน และทำนายแบบแผนการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนเครื่องบินไปตามกระแสน้ำในมหาสมุทร ก่อนเริ่มออกค้นหาด้วยเครื่องบินและเรืออีกครั้ง สุดท้ายการค้นหาในมหาสมุทรอินเดียก็ยุติลงชั่วคราวเมื่อช่วงกลางปี 2559 หลังไม่สามารถระบุจุดที่ MH370 ตกลงในทะเลได้
กระทั่งวันที่ 22 มกราคม 2561 การค้นหา MH370 ได้เริ่มต้นอีกครั้ง หลัง มาเลเซีย ได้ลงนามให้บริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ เข้ามาดำเนินการค้นหาเครื่องบินที่หายสาบสูญอีกครั้ง พร้อมกับความหวังของครอบครัวผู้โดยสารบนเที่ยวบิน MH370 ที่ต้องการพบเครื่องบิน และต่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ MH370

เรือเซวอลล่ม ประเทศเกาหลีใต้
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2557 เรือโดยสารเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ ซึ่งชื่อว่า เรือ “เซวอล” ประสบเหตุพลิกคว่ำนอกชายฝั่งเมืองจินโด ขณะนำผู้โดยสารและลูกเรือ รวม 479 คน ออกจากเมืองอินชอน เพื่อมุ่งหน้าไปยังเกาะเชจู แต่ด้วยความบกพร่องของกัปตันและผู้ช่วยกัปตันที่สั่งอพยพผู้โดยสารล่าช้า เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 304 ราย โดยในจำนวนนี้ 250 รายเป็นเด็กนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมดาวอน ที่เดินทางไปทัศนศึกษา
โศกนาฏกรรมเรือเซวอลอับปางลงกลางทะเล ได้มีการระดมทหารเรือ เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่ง รวมถึงนักประดาน้ำพลเรือน รวม 652 คน เข้าค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่อาจติดอยู่ข้างในเรือ แต่สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ภายในซากเรือที่จมอยู่ใต้ทะเลนานกว่า 2 เดือน แต่ก็ยังไม่พบร่างผู้สูญหายอีก 5 คน อีกทั้งยังไม่สามารถนำซากเรือเซวอลขึ้นมาบนฝั่งได้ ทำให้การค้นหาต้องยุติลงในที่สุด
กระทั่งเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 (ร่วม 3 ปี หลังเกิดเหตุ) บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการกอบกู้ซากเรือของจีน ได้ส่งทีมงานกว่า 450 ชีวิต เริ่มปฏิบัติการยกซากเรือเซวอลขึ้นจากใต้ทะเลลึกขึ้นสู่บกได้สำเร็จ ก่อนเข้าค้นหาผู้สูญหายอีก 5 ราย ในบริเวณด้านข้างของเรือบริเวณชั้น 4 และห้องเครื่องยนต์ของเรือทันที

ธรณีพิบัติภัยครั้งใหญ่ ประเทศเนปาล
เมื่อเวลาประมาณ 11.56 น. วันที่ 25 เมษายน 2558 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.9 แมกนิจูด ขึ้นในประเทศเนปาล โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองกูรข่า ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลไป 80 กิโลเมตร ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนและโบราณสถานเสียหายอย่างหนัก กระทั่งทางการเนปาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมขอความช่วยเหลือไปยังนานาประเทศ
โดยหลังเกิดเหตุนานาประเทศได้ส่งทีมกู้ภัย ทีมแพทย์ ทีมนักปีนเขา รวมถึงทีมวิศวกร เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้ด้วย พร้อมแบ่งหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละฝ่าย อาทิ ทีมค้นหาและกู้ภัยก็เร่งใช้เครื่องจักรกลหนักเร่งขุดใต้ซากตึก อาคาร หรือโรงแรม เพื่อค้นหาร่างผู้เสียชีวิตและผู้ที่อาจรอดชีวิต
ขณะที่ทีมแพทย์ก็ทำการรักษาชาวเนปาลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหว รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากการกู้ภัย ส่วนบรรดาวิศวกรที่เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ ต่างร่วมกันออกแบบและก่อสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวให้กับชาวเนปาลที่ไร้ที่อยู่อาศัย
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 9,000 คน บาดเจ็บมากกว่า 23,000 คน และประชาชนมากกว่า 450,000 คน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย
ปฏิบัติการช่วยทีมหมูป่า 13 ชีวิต ติดถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย
ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ สำหรับกรณีสมาชิกทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” หายตัวไปพร้อมโค้ช รวม 13 คน ภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน พื้นที่บ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังเกิดน้ำหลากจนน้ำปิดปากถ้ำ เมื่อ 23 มิถุนายน 2561
เวลาต่อมา นายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ เชียงราย ในขณะนั้น ได้ลงพื้นที่ประสานงาน พร้อมขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เป็นเหตุให้หน่วยกู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศที่ทราบข่าวต่างเร่งเดินทางมายังพื้นที่เพื่อร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ แต่อุปสรรคใหญ่ที่เกิดขึ้น คือ สภาพพื้นที่ที่ไม่อำนวย ประกอบกับกระแสน้ำภายในถ้ำที่ไหลแรงและเพิ่มสูง ทำให้การช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต เป็นไปอย่างยากลำบาก
และเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 2 กรกฎาคม หลังรอคอยมายาวนานร่วม 10 วัน นายณรงศักดิ์ ได้ประกาศข่าวดีว่า ขณะนี้พบตัวทีมหมูป่าทั้ง 13 คนแล้ว ทั้งหมดปลอดภัยดี เบื้องต้นได้ส่งทีมแพทย์เข้าไปดูแลทั้ง 13 คน ก่อนจะวางแผนนำตัวทั้งหมดออกจากถ้ำหลวง หนึ่งในแผนคือการลำเลียงขวดอากาศเข้าไปวางในจุดต่างๆ ภายในถ้ำเพื่อให้นักดำน้ำและหน่วยซีลมีอากาศใช้ไปตลอดทาง นั่นทำให้เราต้องสูญเสียอดีตหน่วยซีล จ่าเอก สมาน กุนัน ไประหว่างที่กำลังลำเลียงขวดอากาศนี้ด้วย สร้างความเสียใจให้กับทีมงานและคนที่ตามข่าวนี้ทั่วโลก
โดยปฏิบัติการนำตัวสมาชิกทีมหมูป่าทั้ง 13 คนออกมาจากถ้ำหลวง ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคม กระทั่งเวลา 20.45 น. นายณรงศักดิ์ ได้แถลงยืนยันว่า สามารถช่วยเหลือทีมหมูป่าออกมาแล้ว 4 คน โดยจะมีการเตรียมประชุมแผนการช่วยเหลือทีมหมูป่าที่เหลือ
วันที่ 9 กรกฎาคม ปฏิบัติการนำตัวสมาชิกทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวง รอบที่ 2 เริ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งการทำงานในวันที่ 2 สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำที่ลดลง และเจ้าหน้าที่มีประสบการณ์ในการนำทีมหมูป่าออกมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สามารถนำทีมหมูป่าอีก 4 คน ออกมาได้เร็วขึ้นจากวันแรก
และปฏิบัติการนำตัวสมาชิกทีมหมูป่า 5 คนที่เหลือ ออกมาจากถ้ำหลวง สิ้นสุดลงในวันที่ 10 กรกฎาคม หลังสมาชิกคนสุดท้ายของทีม ถูกนำตัวออกมา เมื่อเวลาประมาณ 18.50 น. ก่อนมีการนำส่งโรงพยาบาล ถือว่าเป็นการจบภารกิจกู้ภัยร่วม 17 วัน ที่เกิดจากความร่วมมือทั้งของคนไทยและนานาประเทศอย่างงดงามที่สุด































