Home Trending Story Trend ในประเทศ เปิดวิวัฒนาการ “กติกาเลือกตั้งไทย” จากอดีตถึงปัจจุบัน

เปิดวิวัฒนาการ “กติกาเลือกตั้งไทย” จากอดีตถึงปัจจุบัน

นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ครั้งแรกในประเทศไทย ตามแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476

และตลอดระยะเวลา 85 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาแล้วถึง 27 ครั้ง (ตั้งแต่ปี 2476 – ปัจจุบัน) แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาของไทยเป็นระบบการเลือกตั้งแบบใดบ้าง วันนี้ Tonkit360 มีคำตอบมาฝากกันค่ะ

การเลือกตั้งแบบทางอ้อม

เป็นรูปแบบการเลือกตั้งที่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง แต่ต้องมอบสิทธิในการตัดสินใจให้กับผู้แทนหรือคณะบุคคลที่ตนเลือก เข้าไปทำหน้าที่เลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทน

โดยเหตุผลที่จัดให้มีการเลือกตั้งในรูปแบบดังกล่าว เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนั้นต้องการให้ผู้แทนหรือคณะบุคคลซึ่งมีความเหมาะสม เป็นผู้ใช้วิจารณญาณเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทำหน้าที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต

คือ การเลือกตั้งที่ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียง เพื่อเลือกผู้แทนในเขตของตนเองโดยตรง ทั้งนี้ จำนวนผู้แทนของแต่ละเขตนั้น จะเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ อาทิ ตั้งเกณฑ์ไว้ว่า จำนวนประชากร 100,000 คน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 1 คน หากเขตการเลือกตั้งใดมีจำนวนประชากร 310,000 คน เขตดังกล่าวต้องมี ส.ส. 3 คน

การเลือกตั้งแบบรวมเขต

เป็นการยุบรวมเขตเลือกตั้งให้เหลือเพียง 1 จังหวัด ต่อ 1 เขตเลือกตั้งเท่านั้น ขณะที่จำนวนของผู้แทนก็ยังคงใช้วิธีกำหนดตามสัดส่วนประชากรในเขตดังกล่าว อาทิ มีการกำหนดให้ประชากร 100,000 คน ต่อ ส.ส. 1 คน และหากจังหวัดมีเศษของครึ่งแสนให้มี ส.ส. ได้อีก 1 คน ฉะนั้น เมื่อจังหวัด ข. มีประชากร 270,000 คน เท่ากับมี ส.ส. 3 คน

การเลือกตั้งแบบรวมเขต เรียงเบอร์

เรียกว่า เป็นการเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้แทนได้พร้อมกันหลาย ๆ คน แต่จำนวนผู้แทนต้องไม่เกินไปจากจำนวนผู้แทนที่ถูกกำหนดไว้ในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ อาทิ เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้แทนได้ 3 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนเลือกผู้แทนได้ 3 คนเช่นกัน โดยการลงคะแนนดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเลือกผู้แทนจากพรรคเดียวกัน และเมื่อมีการนับคะแนนผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับจนครบจำนวนผู้แทนที่พึงมีในเขตนั้น คือ ผู้ได้รับเลือกตั้ง

การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เรียงเบอร์

เป็นการเลือกตั้งทางตรงจากประชาชนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยในการเลือกตั้งรูปแบบนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนเขตเลือกตั้งใหม่ จากเดิมที่กำหนด 1 จังหวัด คือ 1 เขตเลือกตั้ง เป็นหลายอำเภอรวมกันเป็น 1 เขตเลือกตั้งแทน ส่งผลให้ใน 1 จังหวัด อาจมี ส.ส. ได้มากกว่า 1-3 คน

อาทิ กำหนดไว้ว่า 1 เขตการเลือกตั้ง มี ส.ส. 1 คน ต่อจำนวนประชากร 150,000 คน ดังนั้น ถ้าจังหวัด ฉ. มี 2 เขตเลือกตั้ง จำนวนประชากรทั้งหมด 335,000 คน เท่ากับว่า จังหวัด ฉ. จะมี ส.ส. 3 คน
– เขตที่ 1 มีประชากร 130,000 คน/ส.ส. 1 คน
– เขตที่ 2 มีประชากร 205,000 คน/ส.ส. 2 คน

การเลือกตั้งแบบผสม

คือ การใช้ระบการเลือกตั้ง 2 ระบบในครั้งเดียว เพื่อให้ได้จำนวนผู้แทนตามที่ต้องการ โดยระบบการเลือกตั้งที่ใช้ อาจเป็น
(1) ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน กับระบบเสียงข้างมากธรรมดา
(2) ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน กับระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด

สำหรับสัดส่วนผู้แทนทั้ง 2 ระบบนั้น อาจกำหนดให้มีจำนวนผู้แทนเท่ากัน หรือผู้แทนระบบใดมากกว่าอีกหนึ่งระบบก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องเป็นตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประกาศใช้ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนั้น

การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต บัญชีรายชื่อ

ถือเป็นการเปลี่ยนกฎกติกาทางการเมืองอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการนำระบบบัญชีรายชื่อ และแบ่งเขตเลือกตั้ง มาใช้ควบคู่กันในการเลือกผู้แทน ซึ่งในการเลือกตั้งในลักษณะนี้ มีเพียงจำนวนผู้แทนแบบแบ่งเขตเท่านั้น ที่มีจำนวนคงที่ในแต่ละเขตเลือกตั้ง

ขณะที่จำนวนผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อจะถูกแบ่งตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ได้กับจำนวนที่นั่งในสภาในส่วนของสมาชิกที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อตามเกณฑ์หรือรูปแบบที่กำหนดไว้

อาทิ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ส. ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน แบ่งเป็น
(1) ส.ส. ที่มาจากระบบการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน
(2) ส.ส. ที่มาจากระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน เป็นต้น

การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต สัดส่วน

เป็นการใช้ระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและสัดส่วนในแบบคู่ขนานกัน หรือที่เรียกว่าระบบการเลือกตั้ง “แบบผสม” โดยมีการจัดสรรที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
(1) กลุ่มที่เป็นผู้สมัครในระบบเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน จากทั่วประเทศ
(2) กลุ่มที่เป็นผู้สมัครในระบบสัดส่วนจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง จำนวน 80 คน จาก 8 กลุ่มจังหวัด

โดยคะแนนทั้ง 2 ส่วนนี้ จะเป็นอิสระออกจากกัน คือ จะไม่มีการนำคะแนนมาคิดรวมกัน รวมถึงไม่มีการชดเชยคะแนนเพื่อเพิ่มจำนวนที่นั่งพรรค ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของแต่ละพรรคอย่างแท้จริง

นี่เป็นเพียงเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งในอดีตของประเทศไทยเท่านั้น คงต้องรอดูกันต่อไปว่า การเลือกตั้ง ครั้งที่ 28 ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2562 จะใช้วิธีการเลือกตั้งแบบใด และจะสามารถตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศตามที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการหรือไม่

ข้อมูลจาก สถาบันพระปกเกล้า