Home Trending Story Trend ในประเทศ บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็น “นายกคนต่อไป”

บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็น “นายกคนต่อไป”

“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง ประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ตามกฎหมายการเลือกตั้งปัจจุบัน (ครั้งที่ 2)” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8 – 9 พฤษภาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง โดยบุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามกฎหมายการเลือกตั้งปัจจุบัน (5 อันดับแรก) คือ

อันดับ 1 ร้อยละ 32.24 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 17.44 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.24 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 10.08 ระบุว่าเป็น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคอนาคตใหม่) อันดับ 5 ร้อยละ 7.92 ระบุว่าเป็น พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ (รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย)

ผลงานที่ผ่านมาของนายกคนต่อไป ที่ประชาชนอยากให้เป็น?

1. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผลงานด้านความมั่นคง ควบคุมการชุมนุมของรัฐบาล-คสช. และจับกุม อาเดม คาราดัก ผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดได้ โดยถูกเชื่อมโยงไปยังประเด็นที่ รัฐบาล-คสช. ส่งชาวมุสลิมอุยกูร์ ที่ถูกคุมตัวอยู่ในประเทศไทยกลับไปยังประเทศจีน ผลงานด้านเศรษฐกิจ ช่วยชาวนา พบตัวเลขการช่วยเหลือตั้งแต่ปี 2557 – 2559 ใช้เงินอุดหนุนโดยตรงและสินเชื่อไปแล้วกว่า 591,282 ล้านบาท ส่วนมาตรการช่วยเหลือการเกษตรด้านอื่น เช่น ยาง รัฐบาลได้ยกระดับราคายางให้มีราคาเกินกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ อ้อย รัฐบาลกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำ 881 บาทต่อตัน

นอกจากนี้ ยังเปิดให้ลงทะเบียนคนจน ซึ่งมีประชาชนลงทะเบียนถึง 12 ล้านคน โดยจะจัดสรรงบประมาณลงไปให้รายละ 3,000 บาท ส่วนเบี้ยเลี้ยงคนชรา รัฐบาลได้เพิ่มจากคนละ 500 บาทต่อเดือน เป็น 600-900 บาทต่อเดือน โดยล่าสุดมีแนวโน้มคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเบี้ยเลี้ยงคนชราเป็น 1,200-1,500 บาทต่อเดือน ผลงานด้านอุตสาหกรรม มีมาตรการกระตุ้นการลงทุน เช่น ระเบียงเศรษฐกิจอาเซียน เพิ่มโซนเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเพิ่มแรงจูงให้นักลงทุนหันกลับมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นอีกครั้ง

ผลงานด้านบริหารราชการ ไล่เช็กบิลขั้วตรงข้าม ที่เป็นคีย์แมนฝั่งข้าราชการให้แก่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปไม่น้อย มีการโยกย้ายข้าราชการหลายคนออกจากตำแหน่ง อีกทั้ง ยังจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อบูรณาการข้อมูลการปราบปรามทุจริต ไม่แยกกันทำเหมือนแต่ก่อน และทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเอาผิด โดยใช้ มาตรา 44 สั่งย้ายข้าราชการเพื่อเปิดทางให้สอบสวนคดีทุจริตไปหลายร้อยคน

อย่างไรก็ต้องยอมรับศักยภาพด้านผลงานเรื่องความสามัคคี-ปรองดองว่า ทำได้ดีทีที่สุด ส่วนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้านได้จัดตั้ง ป.ย.ป. (คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง) ขึ้นมา เพื่อกระชับอำนาจคล้ายๆ เป็น ครม.ส่วนหน้า เพื่อดูงานปฏิรูปประเทศโดยตรง และผลงานชิ้นโบว์แดง ที่ประชาชนคนไทยยากจะลืม คือ การอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ มูลค่า 36,000 ล้านบาท ราคาลำละ 1.35 หมื่นล้านบาท จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ชนิดลับสุดยอด รวมทั้งเตรียมจะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดอื่นอีก

2. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ผลงานชิ้นสำคัญของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้แก่ ก่อตั้งมูลนิธิไทยพึ่งไทยขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนั้น, จัดทำโครงการ แก้วตาดวงใจ เทิดไท้ องค์ราชา ราชินี เพื่อการผ่าตัดหัวใจฉายรังสีผู้ป่วยมะเร็ง และผ่าตัดตาต้อกระจกให้แก่ผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน และขาดโอกาสจากสังคม, จัดงานมหกรรมสร้างสุขภาพคนไทย ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2545, กำหนดมาตรการควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดซาร์ส ไข้หวัดนก และให้ความรู้กับประชาชน

ก่อตั้งสถาบันสร้างสานอนาคตไทย เพื่อแสวงหาทางออกให้กับบ้านเมืองอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนพัฒนา นโยบายสาธารณะ และรณรงค์ขับเคลื่อนให้เกิดการนำนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อการคลี่คลายวิกฤติปัญหาของบ้านเมืองไปสู่การปฎิบัติ, จัดทำโครงการ Bangkok EYE ความปลอดภัยของคนกรุงเทพอยู่ในสายตาเรา, จัดทำโครงการรณรงค์ ลดอุบัติเหตุ ขับขี่ปลอดภัย เปิดไฟ ใส่หมวก, จัดทำโครงการ Young Generation Complex, จัดทำโครงการ Wimax City เทคโนโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงของคนเมือง และอื่น ๆ อีกมากมาย

3. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีผลงานทางการเมืองที่สำคัญ คือการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับแรกของไทย ที่ดำเนินการจัดทำจนสำเร็จ ในช่วงเวลาที่อภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เพื่อมอบสิทธิแก่เยาวชนไทยในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี

ที่รัฐจะต้องจัดให้ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 43 โดยอภิสิทธิ์มีบทบาทดูแลทั้งด้านนโยบาย หลักการและรายละเอียด รวมทั้งผลักดันให้ผ่านคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ของสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา และได้ดูแลจนกระทั่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรองและประเมินคุณภาพการศึกษาประกาศใช้

นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ยังมีผลงานผลักดันกฎหมายและแนวคิดต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมายกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่น กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชน การผลักดันให้มี วิทยุชุมชนในท้องถิ่น การผลักดัน ให้มีองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ เช่น ปปช., ศาลปกครองและ กกต. การเสนอมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลการทุจริตของหน่วยงานรัฐ หรือนักการเมือง การเสนอกฎหมายให้การฮั้วประมูลเป็นความผิดทางอาญา การเสนอกฎหมายองค์การมหาชน เพื่อให้การให้บริการของรัฐ มีความสะดวกคล่องตัว และการผลักดันแนวคิดเรื่องการสรรหาผู้บริหารระดับสูงในองค์กรภาครัฐ ด้วยระบบสัญญาจ้าง เพื่อให้สามารถสรรหาผู้บริหารระดับสูงที่มีคุณภาพ ทำงานอย่างอิสระ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม

4. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนักธุรกิจและนักกิจกรรมชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ในวันที่ 15 มีนาคม 2561 เขาร่วมกับ ผศ. ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนมหาลัยรุ่นราวคราวเดียวกัน และผู้ร่วมอุดมการณ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม รวมทั้งหมด 26 คน ยื่นขอจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในนาม “พรรคอนาคตใหม่”

ผลงานชิ้นสำคัญของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คือการปิดดีลประวัติศาสตร์ อย่างน้อย 2 ดีล ในปี 2552 เข้าซื้อกิจการบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น โอกิฮารา ผู้ผลิตแม่พิมพ์ยักษ์ใหญ่ของโลก และในปี 2560 ทำสัญญาผลิตตัวถังรถยนต์ 5 แสนคัน/ปี ป้อนบริษัทเทสลา ผู้ผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ จนไทยซัมมิท กรุ๊ป บุกไปตั้งโรงงานในสหรัฐฯ ได้ การปิดดีลกับเทสลาช่วยเปิดสถิติใหม่ให้กับไทยซัมมิท กรุ๊ป เมื่อปีก่อน ด้วยยอดขายรวม 7.98 หมื่นล้านบาท กำไร 5.98 พันล้านบาท และยังตั้งเป้านำรายได้ทะยานแตะแสนล้านในอีกสี่ปีข้างหน้า

5. พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์

พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง เคยสังกัดพรรคประชากรไทย และพรรคชาติไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี 2 สมัย คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของพลเอกสุจินดา คราประยูร และเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ในปี พ.ศ. 2543

และในปี พ.ศ. 2552 พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ ได้ร่วมเป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของรัฐสภา ต่อมาได้เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย และรับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จากนั้นในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17 ของพรรคเพื่อไทยด้วย พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ ได้ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร โดยดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการคนที่ 4 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

และเป็นประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 ได้รับแต่งตั้งจากกรรมการบริหารพรรคให้ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 ได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 119