
อันที่จริงจะเรียกการกลับมาก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะในความเป็นจริงแล้ว Nokia ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่บางช่วงเวลา Nokia มีการเปลี่ยนเจ้าของ และถูกโทรศัพท์มือถือยี่ห้ออื่นแซงหน้าเข้ายึดครองส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ว่าจะเป็น Blackberry iPhone หรือ Samsung สถานะของ Nokia ในตลาดโทรศัพท์มือถือจึงเข้าข่ายผลุบๆ โผล่ๆ และลุ่มๆ ดอนๆ บรรดาสื่อมวลชนจึงใช้ภาษาข่าว เรียกการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Nokia ว่าเป็นการกลับมา
โทรศัพท์มือถือ Nokia มียุคทองอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ชื่อเสียงของ Nokia คือเรื่องความ Stable ของสัญญาณซึ่งในยุค Analog หรือโทรศัพท์มือถือ 1G นั้น สัญญาณคลื่นมีความไม่เสถียรอย่างมาก จุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของ Nokia คือความทนทานของ Hardware ที่ต่อมาภายหลัง Samsung รุ่น Hero ได้เดินตามโมเดลนี้ อีกทั้งความง่ายต่อการใช้งานด้วยปุ่มกดที่ชัดเจนและฟังก์ชั่นการทำงานที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งมือถือ R’MA ได้เคยพยายามเลียนแบบ
อีกจุดขายหนึ่งของ Nokia คือชั่วโมงใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน และมีเกมแถมมาให้เล่นในยุคที่โลกยังไม่มีระบบดาวน์โหลดเกมลงบนมือถือ Nokia จึงโดดเด่นเป็นเบอร์หนึ่งของวงการโทรศัพท์มือถือในยุคทศวรรษ 1990 สร้างรายได้และมูลค่าให้กับ Brand หรือตราสินค้ายี่ห้อ Nokia เป็นอย่างมากในยุค Voice หรือโทรศัพท์มือถือระบบ Analog รหัส 1G มาจนกระทั่งถึง 2G ที่เริ่มมีการส่งข้อความสั้นหรือ SMS ผ่านเครือข่าย GSM โดยในปลายยุค 2G โทรศัพท์มือถือสามารถก้าวเข้าไปแตะมือกับอินเตอร์เน็ตผ่านระบบ GPRS ก่อนจะก้าวเข้าสู่ยุค 3G ที่เปลี่ยนโฉมหน้าแบบถาวร
โทรศัพท์มือถือในยุค Voice นั้น คู่แข่งสำคัญของ Nokia ก็คือ Siemens เยอรมนี Ericsson สวีเดน และ Motorola สหรัฐอเมริกา แต่คู่แข่งจริงๆ ของ Nokia ซึ่งเป็นบริษัทฟินแลนด์ก็คือ Ericsson จากประเทศสวีเดน เพราะทั้งสวีเดนและฟินแลนด์เป็นกลุ่มชนชาติสแกนดิเนเวียนเหมือนกัน และชาวสแกนดิเนเวียนั้นขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการสื่อสารไร้สาย เพราะพวกเขาเป็นผู้คิดค้นการติดต่อทางไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ 1G นั่นเอง อาจเป็นเพราะภูมิประเทศแถบขั้วโลกเหนือที่อากาศหนาวเย็นจัดมีหิมะและน้ำแข็งปกคลุมตลอดปี การสื่อสารจึงยุ่งยากหากไม่ใช่ระบบไร้สาย
เหตุผลอีกประการหนึ่งซึ่งทำให้ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียเก่งเรื่องการสื่อสารก็คือความเป็นชาวเรือโดยเฉพาะตำนานเรือไวกิ้งที่ต้องฝ่าคลื่นลมใหญ่ยักษ์ทำให้การสื่อสารระหว่างลำเรือมีความสำคัญมิฉะนั้นเรือก็จะชนกันหรือยิงใส่กันเองถ้าการสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็เหมือนกับทหารเรือทั่วทั้งโลกที่เก่งในเรื่องของกลไกการสื่อสาร เมื่อ Nokia และ Ericsson จับจุดเด่นจากชนชาติของตนขึ้นมาผลิตเป็นสินค้า คือโทรศัพท์มือถือ 1G และ 2G ทั้งสองบริษัทจึงร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ Nokia ที่ก้าวเข้าสู่สถานะเบอร์หนึ่งในวงการโทรศัพท์มือถือด้วยคุณสมบัติที่กล่าวไป
และก็ไม่เฉพาะกับธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เพราะไม่ว่า Nokia จะตั้งบริษัทอะไรก็มักจะเป็นเบอร์หนึ่งในทุกวงการ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดย Nokia เริ่มต้นจากการเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจเยื่อกระดาษริมฝั่งแม่น้ำ Nokia ประเทศฟินแลนด์ จากนั้นก้าวสู่สถานะเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า ต่อด้วยตำแหน่งแชมป์ในแวดวงการผลิตยาง ตามด้วยเบอร์หนึ่งด้านโรงงานสายเคเบิล และคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่ค่อยมีใครทราบ ว่า Nokia เป็นเจ้าแห่งเครื่องรับโทรทัศน์ของยุโรป ก่อนที่จะก้าวเข้ามาเป็นราชาโทรศัพท์มือถือดังที่ทราบกันโดยทั่วไปในเวลาต่อมา
แต่ Nokia ก็มีนิสัยเหมือนกับเบอร์หนึ่งในวงการอื่นๆ คือเมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดที่คู่แข่งไม่อาจทำอะไรได้ก็มักจะย่ามใจและเหลิงหลงไปกับอำนาจในมือ เฉกเช่นเดียวกับเบอร์หนึ่งอย่าง Kodak ยักษ์ใหญ่ธุรกิจกล้องถ่ายรูประบบฟิล์ม ที่ตายไปพร้อมกับการกำเนิดของยุคกล้อง Digital และก็เหมือนกับ Blockbuster ร้านเช่าวิดีโอแฟรนไชส์เบอร์หนึ่งของโลก ที่ควงแขนลงหลุมไปพร้อมเพื่อนซี้ Tower Records ในยุค Digital Download ที่มนุษยชาติใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือดูหนังฟังเพลง
Nokia ก็เช่นกันกับความอหังการ์ไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยเหมือนกับ 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ล้มหายตายจาก ที่แม้ Kodak พยายามจะกลับมาทวงบัลลังก์แต่จะทำอย่างไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จเสียที ไม่ว่า Kodak จะตามมาผลิตกล้อง Digital หรือพยายามชูจุดขายด้วยการเป็น Niche Market ของการอัดรูปด่วนจากไฟล์ Digital หรือพยายามกลับมาฟื้นฟูธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพเหมือนกับ Polaroid แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จทั้งคู่
ทว่า กรณีศึกษาของ Kodak นั้นต่างจาก Nokia ตรงที่ แม้ Nokia จะล้มลุกคลุกคลานจากการเสียเข็มขัดแชมป์ให้กับ BlackBerry และต่อมาก็คือ iPhone กับ Samsung แต่ก็ได้เห็นความพยายามในการปรับตัวหลักถูกโค่นบัลลังก์ราชันย์ของ Nokia ด้วยการสร้างระบบปฏิบัติการ Symbian ในยุคที่ Android และ iOS ยังเป็นวุ้น ซึ่งถือเป็น Smart Phone รุ่นแรกของโลก หรือจะเป็นการสร้างโทรศัพท์มือถือ Touch Screen เป็นรายแรก โดยเฉพาะการควบรวมกิจการบางส่วนกับ Siemens และขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือให้ Microsoft ก่อนที่จะกู้ศักดิ์ศรีทั้งหมดคืนมาด้วยการเรียกแบรนด์ Nokia กลับฟินแลนด์ในปัจจุบัน
ด้วยการคลอด Smart Phone ตัวใหม่ของ Nokia ภายใต้รหัส Nokia 6 ที่ Nokia ประกาศว่าจะมีสมรรถนะดีกว่า iPhone และ Samsung ในหลายฟังก์ชั่น ด้วยสนนราคาไม่ถึง 10,000 บาท
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการ Rebrand ตำนาน Nokia อย่าง Nokia 3310 ที่จะกลับมาให้กำเนิดสายพานการผลิตใหม่ในยุค 4G ด้วยคุณสมบัติดั้งเดิมคือความเสถียร ความทนทาน ความประหยัดทั้งพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่กำลังสูง






























