“ช่างภาพอิสระ” อาชีพยอดฮิตของคนยุคใหม่

ในยุคสมัยที่ความต้องการด้านอาชีพเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ใครหลายคนหันมามองอีกหนึ่งอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่และมีงานรองรับอยู่มากมาย นั่นก็คือ ช่างภาพอิสระ” ซึ่งผู้ที่จะมาเป็นช่างภาพได้นั้น จะต้องมีความชำนาญในการถ่ายภาพโดยใช้กล้อง และมีความสามารถในการจัดวางองค์ประกอบที่จะปรากฏในรูปภาพก่อนลงมือถ่าย

ดังนั้นช่างภาพจำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องของแสงและองค์ประกอบต่างๆ จึงจะสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและสวยงาม โดยช่างภาพแต่ละคนก็จะมีวิธีการนำคุณสมบัติของแสง มาประยุกต์ใช้ให้เป็นศิลปะได้อย่างแตกต่างในแบบฉบับของตัวเอง หรืออาจมีวิธีในการนำเสนองานที่แตกต่างกันไปตามความคิดและจินตนาการ

เช่นเดียวกับ “กฤษ-กฤษฎา เทพกุลมานนท์” ที่ปัจจุบันเขาก็ประกอบอาชีพเป็นช่างภาพอิสระ โดยจบการศึกษาระดับปริญญาตรี มาจากคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และให้เหตุผลที่เลือกเรียนคณะนี้ว่า อาชีพช่างภาพเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ใฝ่ฝันนอกเหนือจากการเป็นวิศวกร ซึ่งเขาอยากจะทำทั้งในส่วนของวงการโฆษณา และงานเบื้องหลัง บวกกับสามารถสอบตรงเข้าเรียนที่คณะนี้ได้ จึงตัดสินใจเรียนมาทางสายโทรทัศน์ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้มาทำงานเป็นช่างภาพอิสระจนถึงทุกวันนี้

เริ่มหัดถ่ายภาพตั้งแต่ตอนไหน

กฤษ : ผมหัดถ่ายภาพเมื่อตอนปี 1 ครับ เพราะว่าคณะที่เรียนจะมีวิชาถ่ายภาพ และอาจารย์เขาก็จะให้ซื้อกล้องเป็นของตัวเอง นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้จับกล้องครั้งแรกในชีวิต แล้วก็หัดถ่ายจริงจังตั้งแต่นั้นมา เริ่มแรกก็จะถ่ายตามที่อาจารย์เขาสั่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพนิ่งทั่วไป อย่างเช่น ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพคน ภาพสัตว์ต่างๆ ครับ

ภาพนิ่ง VS ภาพเคลื่อนไหว มีความแตกต่างกันอย่างไร

กฤษ : ระหว่างภาพนิ่งกับภาพเคลื่อนไหว สำหรับผมคิดว่ามันมีเสน่ห์กันคนละแบบ อย่างความสำคัญของภาพนิ่งก็คือมันยากตรงที่เราต้องสามารถจับอารมณ์แล้วถ่ายทอดออกมาให้ดี ยกตัวอย่าง งานแต่งงาน เราต้องใช้สมาธิในการถ่ายภาพค่อนข้างสูง และภาพที่ออกมาต้องเล่าเรื่องได้ด้วยภาพใบเดียว ส่วนภาพเคลื่อนไหวมันก็จะแตกต่างตรงที่เราสามารถถ่ายบันทึกแล้วเล่าเรื่องราวได้เลย ไม่ว่าจะเป็น 5 วิ 10 วิ หรือ 1 นาที แต่ทั้งนี้ภาพนิ่งกับภาพเคลื่อนไหวก็จะมีจุดที่คล้ายกันอยู่ก็คืออารมณ์ ความรู้สึก ที่เราจะต้องสื่อสารออกมาให้ได้ และเรื่องมุมมองของกล้องต่างๆ ผมว่ามันก็สามารถนำมาปรับใช้ควบคู่กันได้เช่นกันครับ

ช่างภาพจะต้องรู้มุมกล้องหรือมีเทคนิคพิเศษอะไรบ้าง

กฤษ : ในความคิดส่วนตัวของผมคิดว่า ช่างภาพทุกคนในสมัยนี้จะต้องมีทักษะเป็นของตัวเองอยู่แล้ว และส่วนใหญ่ก็น่าจะคล้ายกันหมดทั้งมุมมองหรือวิธีการ แต่สำหรับสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของช่างภาพแต่ละคนก็คือรูปแบบการนำเสนอและรสนิยมในการถ่ายภาพ ซึ่งผมมองว่าตรงนี้น่าจะสำคัญที่สุดว่าแต่ละคนจะมีเทคนิคการถ่ายยังไงแล้วต้องการให้ภาพออกมาในรูปแบบไหนมากกว่าครับ

ในมุมมองส่วนตัว คำว่า “ช่างภาพมืออาชีพ” คืออะไร

กฤษ : สำหรับคำว่า “ช่างภาพมืออาชีพ” ในมุมมองของผมก็คือ PRE-PRO-POST รวมถึงรูปแบบการทำงานต่างๆ ผมจะวางระบบตั้งแต่การเตรียมตัว ก็คือก่อนทำงาน 1 วัน ผมจะเช็คอุปกรณ์แล้วว่า อุปกรณ์พร้อมไหม ขาดอะไรไหม สมบูรณ์แบบรึยัง และผมก็จะทำการบ้านมาก่อนด้วย อย่างเช่น พรุ่งนี้มีถ่ายงานแต่งงานในรูปแบบ Outdoor ซึ่งก่อนหน้า 1-2 วัน ผมจะหาดู Reference มาประกอบอาจจะเป็นภาพของต่างประเทศเลยก็ได้ที่ผมชอบ ก็จะดูวิธีการถ่ายภาพ มุมมองของเขา การวางตำแหน่งภาพ หรือแม้แต่การตกแต่งภาพ ตรงนี้ก็ถือเป็นการเตรียมตัวที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกันครับสำหรับการเป็นช่างภาพมืออาชีพ

หลังจากนั้นพอถึงวันถ่ายจริงก็ต้องมีการวางแผนแล้วว่าจะวางมุมกล้องยังไง วางไฟไว้ตรงไหน นี่ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญมากๆ เพราะว่างานของเราจะออกมาเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับตรงจุดนี้ด้วยเหมือนกัน สุดท้ายก็คือการ POST หรือการส่งงาน อย่างเรานัดหมายเขาไว้ว่า 1 เดือนรับงานได้ เราก็ต้องรักษาระยะเวลาในการส่งงานตามเวลาที่กำหนด ไม่ควรล่าช้าไปกว่านั้น หรือนอกจากว่าเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ เราก็ต้องติดต่อประสานงานบอกกับคนจ้างงานให้เขาเข้าใจ แล้วเราก็ต้องพยายามส่งงานให้ได้แบบไม่ช้าเกินไปจนน่าเกลียดครับ

ภาพจาก FB : Krisada Archimotograph

มีวิธีการเลือกใช้กล้อง / เลนส์ยังไงให้เหมาะกับงานที่จะต้องถ่าย

กฤษ : ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ อย่างเช่น เรามีไปถ่ายงานอีเว้นท์ เราจะต้องคุยกับลูกค้าก่อนว่ารูปแบบงานเป็นยังไง หรืออาจจะให้เขาถ่ายภาพมาให้เราดูก่อนว่าสถานที่จัดงานเป็นยังไง พอมาถึงขั้นเตรียมอุปกรณ์เราก็ต้องดูว่าเราควรจะใช้เลนส์ระยะกว้างประมาณไหน Normal หรือ Tele สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องคุยกับลูกค้าเพื่อตกลงกันว่ารูปแบบของงานเป็นแบบไหน และเราจะได้เตรียมอุปกรณ์ไปได้อย่างเหมาะสม เพียงพอและรองรับกับงานที่เราจะต้องถ่ายด้วยครับ

ในฐานะที่เป็นช่างภาพอิสระ มีวิธีการเลือกรับงานยังไงบ้าง

กฤษ : ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมจะเลือกรับงานจากงานที่ผมถนัดมากกว่า และผมก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเองด้วยว่าผมสามารถทำได้ อย่างเช่น ถ่ายภาพงานแต่งงาน ถ่ายอีเว้นท์ หรือถ่ายรายการที่ผมถนัด ผมก็จะเลือกรับครับ แต่ถ้าอยู่ๆ ให้ผมไปถ่ายสัตว์หรือสุนัข ผมก็อาจจะแนะนำเพื่อนช่างภาพที่เขาถนัด หรือคนที่เขาเป็นมืออาชีพมีประสบการณ์มากกว่าให้ นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งว่า เราควรเลือกรับงานที่เชื่อว่าตัวเองทำได้ เพราะบางทีการเตรียมตัวมันไม่ใช่เฉพาะเราคนเดียว ยังมีทั้งทีมงานและฝ่ายอื่นๆ ด้วย ถ้าหากเราไปถึงหน้างานแล้ว เราไม่สามารถตอบโจทย์งานได้ มันก็อาจจะทำให้งานในวันนั้นเสียไปเลยก็ได้ครับ

ถ่ายรายการ vs ถ่ายภาพงานแต่งงาน อันไหนยากง่ายกว่ากัน

กฤษ : ผมว่าความยากง่ายมันคนละแบบและงานแต่ละวันที่ผมถ่ายก็ไม่เหมือนกัน คือปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรายการ บางทีมันมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ ซึ่งมุมที่เราคิดหรือตั้งใจเอาไว้ก็อาจจะไม่ได้ตามที่เราต้องการ เราก็ต้องมีแผน 2 แผน 3 สำรองหรือวางกล้องในมุมอื่นไปเลย แต่ต้องให้เข้ากับรูปแบบของงานและสามารถทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วย

แต่การถ่ายภาพงานแต่งงาน ปัญหาหน้างานจะค่อนข้างเยอะมากตรงที่จำนวนคนเยอะซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ แล้วก็วิธีการเตรียมงานของบ่าวสาวที่บางทีเขาไม่ได้จ้างคนจัดงานมืออาชีพมา ทำให้เราอาจจะต้องเข้าไปจัดการดูแลบางอย่างในส่วนที่เราสามารถช่วยเขาได้ ก็เหมือนกับเป็นออแกไนซ์ในตัวไปด้วยเลย (หัวเราะ) ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาเราเลยพอรู้บ้างว่าจุดนี้ต้องเป็นยังไง มันต้องทำแบบนี้นะ ซึ่งผมว่าประสบการณ์ทุกอย่างจะช่วยสอนเราเองว่าต้องเตรียมตัวและรับมือกับมันยังไงมากกว่าครับ

ภาพจาก FB : Krisada Archimotograph

ส่วนตัวคิดว่าคุณสมบัติสำหรับอาชีพช่างภาพจะต้องมีอะไรบ้าง

กฤษ : ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นตัวผมเองก็แล้วกันนะครับ คือผมจะรักในสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ เช่น การได้ไปถ่ายภาพในงานแต่งงาน ความรู้สึกที่ผมชอบก็คือเราได้อยู่กับบรรยากาศที่มีแต่ความสุขและรอยยิ้ม เราได้ถ่ายภาพคนที่เขามีความรัก คนที่เขามาแสดงความยินดีในวันงาน มันทำให้เรามีแรงบันดาลใจที่อยากจะถ่ายภาพ อยากจะสร้างความสุขให้กับคนเหล่านั้น คือหลังวันแต่งงานบ่าวสาวก็สามารถมาดูภาพที่เราถ่ายได้ไม่ว่าจะเป็น 5 ปี 10 ปี 30 ปี หรือเขาเก็บไว้ให้ลูกหลานดู

ผมว่าตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างหนึ่งที่ทำให้เราสามารถทำงานในสายนี้ต่อไปได้อย่างมีความสุข ผมกำลังหมายถึงว่าถ้าอยากจะมาเป็นช่างภาพเราต้องมีใจรัก และต้องมีความรับผิดชอบ ปัจจุบันช่างภาพอิสระมีเยอะมาก ฉะนั้นวิธีการรักษาคุณภาพให้เรามีงานต่อไปได้เรื่อยๆ และทำให้ลูกค้าบอกต่อกันหรือไว้เนื้อเชื่อใจเรานั้น ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาชีพช่างภาพสามารถสร้างครอบครัว สร้างอนาคตให้กับตัวเราได้ครับ

ช่องทางการติดตามผลงาน

กฤษ : สำหรับผลงานการถ่ายภาพของผมนะครับ ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เพจเฟสบุ๊ค Archimotograph ฝากกดไลค์ กดแชร์ หรือเข้าไปรับชมผลงานของผมได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ