จากกรณีป้าทุบรถที่เคยเป็นประเด็นอื้อฉาวเมื่อเดือนก่อน จนทำให้หลายคนหันมาสนใจและติดตามความคืบหน้าของข่าวนี้กันอย่างมาก เพราะคดีไม่ได้หยุดอยู่แค่การจอดรถขวางหน้าบ้านผู้อื่นเท่านั้น แต่คดีนี้ยังสาวไปถึงต้นเหตุที่ทำให้รถคันดังกล่าวต้องมาจอดที่หน้าบ้านป้า กระทั่งเกิดเป็นคลิปจามขวานทุบรถ
เพราะนอกจากความมักง่ายของเจ้าของรถกระบะแล้ว บริเวณรอบบ้านป้าทุบรถยังเต็มไปด้วยตลาดสด ทำให้มีรถมาจอดขวางทางเข้า-ออก ที่หน้าบ้านป้า ซึ่งขึ้นเป็นหมู่บ้านแท้ๆ โดยก่อนหน้านี้เป็นเวลาเกือบ 10 ปีที่ป้าเคยต่อสู้กับชั้นศาล ในเรื่องของการเปิดตลาดรอบบ้านแล้ว แต่ก็ไม่เกิดผลหรือคืบหน้าอะไรเลย ป้าก็ได้แต่เพียงทำป้ายต่างๆ มาติดที่ประตูหน้าบ้านเท่านั้น
และล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา เฟสบุ๊กของคุณ Ajapim Aroonlucksana เป็นหนึ่งในผู้พักอาศัยอยู่ในย่านซอยหมู่บ้านเสรี ได้โพสต์รูปภาพกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ย้ายแผงขายของมาตั้งอยู่ที่จุดใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านป้าทุบรถแค่ 50 เมตร โดยหลังจากที่ภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ปรากฎว่ามีการแชร์ส่งต่อเป็นวงกว้างและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้อีกครั้งว่า ทำไม “ตลาดสวนหลวง” ถึงไม่สูญพันธ์

1.ยังมีคนอุดหนุนซื้อสินค้าอยู่
ลูกค้าประจำ คนในละแวกนั้นแต่ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ตลาดไปตั้งรบกวน หรือขวางทางเข้า-ออกหน้าบ้านตัวเอง ก็ยังคงวนเวียนมาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดนี้กันอยู่ จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องกลับมาเปิดแผงขายของต่อ ในเมื่อคนยังซื้อ แน่นอนว่าก็ขายดีเหมือนเดิม เดี๋ยวข่าวก็เงียบเพราะคนไทยลืมง่ายจะตาย
2.เจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวด
ไทยแลนด์โอนลี่ เจ้าหน้าที่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ การไม่เข้มงวด ไม่เด็ดขาด ปล่อยปะละเลยของเจ้าหน้าที่ จนทำให้ต้องใช้พลังโซเชียลบีบบังคับ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นใจผู้อยู่อาศัยในย่านนั้นเช่นกัน เพราะอย่างน้อยพวกเขาเหล่านั้นก็อยากมีชีวิตที่สงบสุข ไม่วุ่นวายเหมือนคนอื่นบ้าง บ้านคือวิมาน บ้านคือความสุข แต่นี่ต้องนอนฟังเสียงรถ เสียงคน นอนดมกลิ่นไม่พึงประสงค์ แค่คิดก็รำคาญแทนแล้ว
3.พ่อค้าแม่ค้าใช้ความชินชามาขายของต่อ
สังคมคือการอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีวัฒนธรรม มีมารยาท และเมื่ออยู่ด้วยกันแบบหมู่มากแน่นอนว่าจะต้องมีกฎระเบียบ เข้ามาทำให้ทุกคนสงบสุข ดังนั้นการกระทำของพ่อค้าแม่ค้าที่ยังมาเปิดแผงขายของต่อในที่ที่ผิดกฎหมาย ถือเป็นความเคยชินที่ไม่เหมาะสม การใช้ข้ออ้างว่าขายมานานแล้ว มีลูกค้าประจำ ก็ดูจะฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย
4.คนในพื้นที่ไม่รักษาสิทธิ์ของตัวเอง
คนไทยนอกจากจะขี้ลืมแล้ว ยังขี้สงสารเป็นที่หนึ่ง ช่างมันเถอะและไม่เป็นไร จึงเป็นคำพูดที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดว่ามันคือเรื่องเล็กน้อย หยวนกันได้ แต่ความจริงแล้วมันคือสิทธิ์ที่ทุกคนมีและควรรักษา บางคนที่รู้สึกเห็นใจพ่อค้าแม่ค้า ว่าไม่มีพื้นที่ทำมาค้าขาย เพราะตัวเองไม่โดนกับตัวก็คงไม่รู้สึก แต่ในขณะเดียวกันที่บางคนก็อดรู้สึกสงสารผู้อยู่อาศัยย่านนั้นไม่ได้ ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับความไม่เป็นระเบียบและไม่เคารพกฎของคนกลุ่มนี้






























