ทุกวันนี้ หลายคนอาจไม่เชื่อสายตาตนเอง เมื่อธนาคารระดับโลกหลายแห่งเปิดสาขาใหม่ไม่ใช้พนักงานแม้แต่คนเดียว และธนาคารในไทยหลายสาขาทยอยปิดตัวเองลง เพราะทุกอย่างได้ถูกโอนไปให้กับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำแทน
เพราะธนาคารในยุคปัจจุบันไม่ต้องอาศัยพนักงาน Teller อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากธนาคารได้สร้างระบบอัตโนมัติขึ้นมา
น่าตลกมาก ที่เมื่อวันก่อน ได้ไปทำธุรกรรมการเงินที่สาขาธนาคารแห่งหนึ่ง แล้วมีพนักงาน Teller แนะนำให้ลูกค้า Download แอพลิเคชั่น Mobile Banking ทั้งที่เจ้า Mobile Banking นี่แหละจะทำให้พนักงาน Teller ตกงาน
เพราะเครื่องมือหนึ่งซึ่งทำไปทำมากลายเป็นการผลิตสินค้าและบริการออกมาฆ่าพนักงานธนาคาร นั่นก็คือ Mobile Banking
นอกจากธุรกรรมธนาคาร การเล่นหุ้นในยุค 4.0 ก็กำลังทยอยถูกโอนไปสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ รวมเรียกว่า FinTech ที่ย่อมาจาก Financial Technology
แม้ Robot Trading หรือ หุ้นยนต์ ที่เขียนถึงในตอนก่อน จะไม่ใช่การเล่นหุ้นผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกของโลก เพราะในอดีตในยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ก็มีการใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ในการซื้อ-ขายหลักทรัพย์กันมานานแล้ว
นั่นคือเหตุการณ์ในวันที่ 19 ตุลาคม ปี ค.ศ.1987 ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อของ Black Monday เชื่อกันว่า Robot Trading ในยุคนั้น คือต้นเหตุของความโกลาหลในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา
เพราะตลาดหุ้น Dow Jones ใน New York ลดลงวันเดียวถึง -22.6% ว่ากันว่า เป็นผลพวงจาก Robot Trading ที่ทำให้เกิด Black Monday หรือ Panic Sell อันลือลั่นสนั่นโลกในตอนนั้น
เหตุการณ์ Black Monday ผลพวงจากการใช้ Robot Trading อาจเกิดขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง หรืออาจเกิดขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์ของไทย หรืออาจเกิดขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศใดๆ ก็ได้ในโลกนับต่อจากนี้
เพราะไม่ว่าจะเรียกชื่อมันว่า Auto Trade, Algorithmic Trading, Robot Trading, Trend Following หรือ Forex Robots, Automated Trading Robot, Binary Option Robot, Expert Advisor, Robo-advisor ฯลฯ
และไม่ว่าจะเป็น Application ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าในวงการ Robot Trading ไม่ว่าจะเป็น Robinhood, Jitta, StockRadars, Setscope, Market Anywhere, Bitschart ฯลฯ
แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ไหนๆ FinTech ก็ทะลุทะลวงโลกแห่งธุรกรรมทางการเงินไปแล้วทั่วทุกหัวระแหง Trend ต่างประเทศ Tonkit360 ในครั้งนี้ จึงขออาสาแนะนำ Gadget ตัวใหม่ ที่จะมาตอบโจทย์การทำธุรกรรมทางการเงินในรูปลักษณ์กำไลข้อมือ
นั่นก็คือ KERV
เพราะอย่างที่กล่าวไป ว่าปัจจุบัน FinTech กำลังระบาดอยู่ในแวดวงการเงินการธนาคารระดับโลก และค่อยๆ คืบคลายเข้าสู่ระเทศไทย
FinTech นั้นเป็นระบบมาช่วยให้การรับ-จ่ายเงินของพ่อค้าแม่ขายมีความสะดวกมากขึ้น FinTech อาศัยเทคโนโลยี NFC (Near-Field Communication) เช่น การนำ Smart Phone หรือบัตรเอนกประสงค์ อาทิ Rabbit ที่ผูกกับบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตไปสัมผัสกับแท่นรับสัญญาณก็สามารถใช้แทนการจ่ายเงินด้วยการตัดบัญขีบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตได้ทันที
ยิ่งทุกวันระบบ NFC เริ่มกระจายตัวไปอยู่ในอุปกรณ์อย่าง Smart Watch ยิ่งช่วยให้การซื้อขายจ่ายรับ มีความสะดวกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
แต่อุปกรณ์ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ยังมีอุปสรรคสำคัญประการใหญ่ นั่นคือ ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า Smart Watch ซดแบตเสียยิ่งกว่าอะไรดี
ทว่า Gadget ที่ชื่อ KERV นั้น ถูกค้นคิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า เพราะไม่ต้องใช้แบตเตอรี่
แถมด้วยรูปทรงแบบแหวนหรือกำไลข้อมือ ก็ยิ่งช่วยให้สะดวกในการใช้งาน ที่สำคัญยังกันน้ำได้อีกต่างหาก
นอกจากเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยแล้ว KERV ยังสามารถต่อยอดไปถึงการลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อทำกำไรได้ในอนาคต ตอบโจทย์ยุค FinTech ได้ 100%
และใช้เก็บข้อมูลในรูปแบบเดียวกับนามบัตรได้อีกต่างหาก





























