Home Interview บทสัมภาษณ์ "คนต้นคิด" คุยกับ “พี่แท่น-ไกรทส” 40 ปีที่รอคอยโมโตจีพีไทยแลนด์

คุยกับ “พี่แท่น-ไกรทส” 40 ปีที่รอคอยโมโตจีพีไทยแลนด์

เวลาคุณผู้อ่านเห็นไบค์เกอร์หลายคน เลือกสวมหมวกกันน็อคที่มีเบอร์ 46 อยู่บนลวดลายหมวกเคยรู้สึกสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมต้องเบอร์ 46 หรือหลายท่านอาจจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นหมายเลขประจำตัวของวาเลนติโน่ รอซซี่ ที่เลือกใช้เลขนี้เหมือนกับบิดาของตนเอง “กราเซียโน รอสซี่” แล้วเบอร์ 46 มาเกี่ยวข้องอะไรที่เราจะไปนั่งพูดคุยกับ พี่แท่น ไกรทส วงษ์สวรรค์ อุปนายกสมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย

ต้องตอบว่าไม่ได้เกี่ยวทางตรงแต่เกี่ยวกันทางอ้อมเพราะการที่เราเห็นหมวกกันน็อคหมายเลข 46 ได้รับความนิยมในหมู่ไบค์เกอร์ นั่นหมายความว่าโลกของ โมโตจีพี ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มผู้สนใจเพียงกลุ่มเดียวอีกแล้ว แต่การแข่งขันที่มีชื่อเรียกภาษาไทยว่า พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์” จะเป็นครั้งแรกของเมืองไทยที่ได้เป็นสนามการแข่งขันโมโตจีพีในฤดูกาล 2018  และจะยิงยาวไปจนถึงปี 2020

ขณะที่ชื่อของสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จะกลายเป็นสนามใหม่ของการแข่งขันระดับโลกที่คุณจะได้เห็น วาเลนติโน่ รอซซี่, มาร์ค มาร์เกวซ, ฮอร์เก้ ลอเรนโซ่  มาโชว์ลีลาการบิดให้ไบค์เกอร์ได้น้ำตาไหล กันที่ดินแดนอีสานใต้ มาถึงบรรทัดนี้แล้วมาเชิญอ่านกันต่อว่า “พี่แท่น ไกรทส วงษ์สวรรค์” ได้ยินเสียงตอบรับอย่างไรจากสื่อต่างชาติบ้าง และ ความรู้สึกส่วนตัวของพี่แท่น กับการแข่งขันที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทย 

ความรู้สึกที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดโมโตจีพี

พี่แท่น : อันดับแรกตลอดชีวิตของผมมีแต่การแข่งขันรถจักรยานยนต์ และผมเองก็ตั้งตารอคอยการแข่งขันโมโตจีพีให้มาจัดที่ประเทศไทยถึง 40 ปีเต็ม ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ แล้วก็อยากให้ถึงเดือนตุลาคมเร็วๆ จะได้จารึกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทย กับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกโมโตจีพี

มีความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับความพร้อมของสนามช้างฯ

พี่แท่น : สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นสนามที่ได้รับการรองรับมาตรฐาน FIM เกรดเอ บอกได้เลยว่าสนามช้างฯ เป็นสนามแข่งรถแห่งเดียวในประเทศไทย ที่จะรองรับการแข่งขันระดับโลกอย่างโมโตจีพีได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือการออกแบบระยะของสนามช้างก็ท้าทายมากๆ และในส่วนของการรองรับผู้ชมที่จะเดินทางมาชมโมโตจีพี มั่นใจว่ารองรับได้มากถึงแสนคน ทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ยังเป็นเมืองแห่งการแข่งขันกีฬา ที่มีความพร้อมเต็ม 100% และให้ความร่วมมือทุกด้านเป็นอย่างดี

มุมมองที่สื่อต่างชาติมองประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง

พี่แท่น : ต้องบอกว่าประเทศไทยไม่ธรรมดา เพราะมีการแข่งขันชิงแชมป์โลกหรือกรังด์ปรีซ์ ตั้งแต่ FIM Motocross World Championship, World Superbike ก็มีมาแล้ว ฉะนั้นในแง่ของสื่อต่างประเทศที่มองมาเขาก็มองว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของทวีปเอเชียจริงๆ ในเรื่องของการพัฒนากีฬารถจักรยานยนต์ประเทศไทยไปสู่ในระดับนานาชาติ ซึ่งสื่อต่างประเทศก็ติดต่อมาเยอะมากที่จะมาร่วมทำข่าวโมโตจีพีในประเทศไทย ทั้งศักยภาพต่างๆ ของประเทศไทยอย่างที่ผมได้กล่าวไป ในสายตาของ FIM และประชาคมสหภาพยุโรป ก็มองว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเล็กๆ และศักยภาพด้านกีฬามอเตอร์สปอร์ตของไทยก็ถือเป็นแนวหน้าของทวีปเอเชียเลยทีเดียว

คิดว่าอนาคตของมอเตอร์สปอร์ตไทยจะเป็นอย่างไร

พี่แท่น : ตอนนี้ยิ่งกว่าเขย่งก้าวกระโดด เพราะว่าจุดมุ่งหมายของมอเตอร์สปอร์ตและการแข่งขันรถจักยานยนต์ สายการบินทุกสายจากทั่วโลกจะต้องมุ่งตรงมายังประเทศไทย และไปที่บุรีรัมย์ ผมกำลังมองว่า นอกจากนั้นการที่เรามีปรัชญาว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะต้องเป็น “Front Row in World Motorcycle Sport” พูดง่ายๆ ว่านักแข่งไทยต้องอยู่แถวหน้าของโลก ซึ่งนี่ถือว่าเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของทางสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทยเลยทีเดียว และวันนี้ก็ดีใจที่ทางสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ และ ปตท. เองประกาศตัวเป็น Title Sponsor ผมคิดว่านี่แหละคือพลังพันธมิตรของเรา

คิดว่านักบิดไทยจะมีโอกาสไปแข่งขันระดับโมโตจีพีไหม

พี่แท่น : ในเรื่องของนักแข่งไทย ต้องบอกว่าเราเคยแข่งแล้ว และพยายามแข่งมาตลอด ถ้าจำไม่ผิดเลยตั้งแต่ประมาณ 20 ปีที่แล้วเรามีทั้ง คริสมาส วิไลโรจน์, อำนาจ สังข์สุวรรณ ไปร่วมแข่งขันโมโตจีพีในยุคนั้น จนมาถึงยุคกลางก็คือซีซั่นเต็มๆ ที่ฟิล์ม รัฐภาคย์ ได้แข่งขันในการแข่งขัน 125 ซีซี แล้วก็มาแข่งขันในรุ่น 250 ซีซี ต่อจากนั้นเรายังมี ติ๊งโน้ต อีก ซึ่งนั่นก็คือการแข่งขันโมโตทูตลอดทั้งซีซั่นเลย และปีนี้ น้องชิพ นครินทร์ ซึ่งเป็นเด็กใหม่แกะกล่องในระดับโมโตทรี วันนี้เรามีโมโตทรี โมโตทู ผมคิดว่าคงไม่ยากเกินไปที่เราจะมีทีมของไทยที่ก้าวไปสู่ระดับพรีเมียร์คลาสของโมโตจีพี

ฝากเชิญชวนแฟนมอเตอร์สปอร์ตให้มาชมการแข่งขันโมโตจีพี

พี่แท่น : วันนี้โมโตจีพีมาถึงประเทศไทยแล้ว ไม่ต้องไปไหนไกล ไม่ต้องเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเล ไปแค่บุรีรัมย์เอง แปบเดียวก็ถึงแล้ว เครื่องบินจากกรุงเทพ 1 ชั่วโมง ทุกวันนี้ผมยังไปเช้าเย็นกลับเลย ต้องบอกวันนี้ทุกคนอาจจะมองว่า โรงแรมเต็มหมดแต่เราก็มีวิธีแก้นะ เรากางเต้นท์ก็ได้ เรามีรถบ้าน เรามีคาราวาน นั่นคือภาพที่อยากให้เกิด และอยากจะให้ชาวไทยร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ต้อนรับทุกๆ คนตั้งแต่แฟนๆ และชาวต่างชาติที่เดินทางมาชมโมโตจีพีที่ประเทศไทยครับ