Home Inspiration My Dear มีเดีย Just do it แค่ลงมือทำอย่ามัวแต่นั่งฝัน

Just do it แค่ลงมือทำอย่ามัวแต่นั่งฝัน

ภาพจาก Pixabay

ในที่สุดก็ถึงหลักพันล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการวิ่งของ “ตูน”อาทิวราห์ คงมาลัย ที่สร้างประวัติศาสตร์การลงมือทำชนิดที่ทำหลายคนหน้าชา ด้วยการวิ่งจากจากเบตง ถึง แม่สาย ในโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อหาเงินช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวน 700 ล้านบาทนั้น ได้ทะลุเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อย

การวิ่งของ ตูน ตลอดระยะทางจากเบตง ถึง แม่สายนั้นนอกจากจะต้องต่อสู้กับข้อจำกัดของร่างกายมนุษย์แล้ว ตูนยังต้องมานั่งรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการวิ่งของตูนไม่ใช่การช่วยเหลือระบบสาธารณสุขที่แท้จริง เพราะถ้าต้องการแก้ไข ต้องแก้ทั้งระบบ หรือแม้กระทั่งมีบางคนบอกว่าตูน ทำไปก็เพื่อสร้างกระแสให้ตัวเอง

สมัยนี้คนไทย เสพติดดราม่า นะคะ มักจะคิดอะไรให้สลับซับซ้อนกันไว้ก่อน เวลาเห็นใครลงมือทำอะไรแล้วกระแสสังคมให้ความสนใจต้องมีการตั้งคำถาม ชนิดที่ต้องหาคำตอบเพื่อเอาชนะกันให้ได้ ถามว่าดีไหม ตอบให้ว่า “ดีค่ะ ถ้าคำถามนั้นต้องการคำตอบจริงๆ เพื่อไปนำไปแก้ไข แต่ถ้าคำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบจริงๆ แต่เป็นการถาม หรือ ตั้งคำถามที่เรียกว่า ‘แซะ’ 

ก็อยากจะถามกลับว่าจะทำไปเพื่ออะไร เพราะคนที่ถามแค่นั่งพิมพ์อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เต็มที่ก็หาข้อมูลจาก วิกิพีเดีย หรือ กูเกิ้ล อีกนิดหน่อย จากนั้นก็ทำตัวเป็นผู้ทรงภูมิ มันดูไม่ใชสังคมอุดมปัญหาที่แท้นะคะ”  แต่ถึงแม้จะถูกตั้งคำถามแรงแค่ไหน  “ตูน” นิ่งพอที่จะรับมือ พร้อมกับตอบด้วยประโยคเดียวที่สยบทุกคำถามว่า “ผมชอบทำมากกว่าพูด”

อันที่จริงแล้วสิ่งที่เราได้เห็นจากการวิ่ง ในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ของตูน นั้นไม่ใช่แค่เงินบริจาคที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางการวิ่ง หากแต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญที่ทำให้หลายคนเห็นว่า “แค่ลงมือทำ” คุณก็จะรู้ว่าจุดหมายที่ตั้งไว้จะเป็นไปได้แค่ไหน

“แค่ลงมือทำ” เท่านั้นจริงๆ เพราะถ้าไม่ลงมือทำ มัวแต่นั่งฝันว่าระบบสาธารณสุขจะต้องดีขึ้น เพราะเราจะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หรือ จะมีรัฐมนตรีจากการแต่งตั้ง มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะสนิมที่มันเกิดแต่เนื้อในตน สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องรักษากันตั้งแต่ฐานรากข้างใน

ในชีวิตผู้เขียนที่ผ่านมา เจอผู้คนที่มีความฝันมามากมาย ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาวกับเพื่อนฝูง ที่ต่างมีฝันร่วมกันแต่สุดท้ายหลายคนเลือกที่จะทิ้งฝันเพื่อไปตามแนวทางของคนอื่น  ในวัยทำงานที่หวังจะเปลี่ยนแปลงระบบผู้ร่วมอุดมการณ์ต่างพากันเหนื่อยและถอดใจให้กับกระแสสัคม  จนมาถึงวัยที่นาฬิกาชีวิตเริ่มเข้าสู่ช่วงบ่าย ก็ได้เห็นความจริงที่แท้ว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วและเห็นผลได้เร็วที่สุดคือเปลี่ยนแปลงตนเอง  

มันเป็นเช่นนั้นจริงๆค่ะ การเปลี่ยนแปลงตนเอง ด้วยมุมมองที่ไม่ได้มีแค่มิติเดียว การเปลี่ยนแปลงตนเอง ด้วยการลงมือทำในเรื่องเล็กๆให้สำเร็จเพื่อเป็นพลังใจต่อไปสู่เรื่องใหญ่ๆ และการวิ่งของ “ตูน” นั้นผู้เขียนก็เชือว่า “ตูน” ลงมือทำด้วยความคิดเพียงแค่ว่า “มันต้องทำ” และเขาก็ลุกขึ้นมาวิ่ง ทุกการเปลี่ยนแปลงนั้น ขึ้นอยู่กับเราจริงๆ ไม่ต้องรอคอยไม่ต้องคาดหวังไม่ต้องหาฮีโร่ “แค่ลงมือทำ”

ช่วงชีวิตของมนุษย์นั้นมีเวลาอยู่ไม่มากไม่น้อย ถ้าเป็นรายการทีวีต้องบอกว่าเป็น Duration ที่สามารถทำอะไรให้เห็นผลได้ ดังนั้นอย่ามัวแต่โทษชะตาฟ้าลิขิต อย่ามัวแต่บอกว่าไม่มีใครให้โอกาส อย่ามัวแต่บอกว่าไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง อย่ามัวแต่บอกว่าไม่ได้จบมาจากสถาบันดัง แต่จงกลับไปบอกตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการมีชีวิตอยู่ อย่าเอาแต่นั่งฝัน เพราะแค่ฝันกลางวันให้ผ่านไปวันๆ ก็นับว่าเสียเวลามากเกินไปแล้ว