
สืบเนื่องจากกรณีที่ พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บันชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ เปิดโปง ปราบการทุจริตในวงการฟุตบอลไทย และมีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญา รัชดาภิเษก ให้ออกหมายจับกุมบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 12 ราย ซึ่งมีทั้งกลุ่มนายทุน ผู้บริหารสโมสร นักเตะ และผู้ตัดสินระดับฟีฟ่ารวมอยู่ด้วย
วันนี้เราจะมาดูเหตุการณ์การทุจริตที่เคยเกิดขึ้นในเอเชียว่า สหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ “เอเอฟซี” จะมีบทโทษอย่างไรกันบ้าง?
โทษไทย (ยัง) ไม่แบน “ถึงชีวิต”
เริ่มกันที่โทษในประเทศไทยก่อน โดยนำพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ (พ.ร.บ. กีฬาอาชีพ) พ.ศ. 2556 ว่าด้วยการกระทำผิดเรื่องการทุจริตล้มกีฬา โทษของผู้ตัดสินนั้นถือว่าหนักกว่านักเตะ เพราะหากผู้ตัดสินมีความผิดจริง จะต้องโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000 – 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 67 ในขณะที่ฝั่งของผู้เล่นนั้น หากมีความผิดจริง จะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ ข้อกำหนดทั้งหมดนี้มาจาก มาตรา 64 ถึง 67 ใน พ.ร.บ.กีฬาอาชีพ แต่อย่างไรก็ดี “บิ๊กอ๊อด” เผยในการแถลงข่าวว่า ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กำลังร่างกฎหมาย และข้อบังคับขึ้นมาสำหรับกรณีทุจริตผลการแข่งขัน
“เปาไทย” เคยเจอมาแล้ว

สำหรับเคสของ “เชิ้ดดำ” นั้น ทาง “เอเอฟซี” มีข้อกำหนดสั่งแบนผู้ตัดสิน และห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลตลอดชีพ หากต้องโทษในการล้มบอล หรือล็อกผลการแข่งขัน ซึ่งเคยมีผู้ตัดสินของไทยสองรายอย่าง นาย ถนอม บริคุต และ นาย ชัยยะ มหาปราบ โดนข้อหานี้มาแล้ว ตามกฎข้อที่ 69 ใน AFC Disciplinary Code ปี 2014 นอกจากนี้ ยังมีการขอร้องไปทางสหพันธ์ฟุตบอล หรือ ฟีฟ่า ให้สั่งแบนทั้งสองออกจากวงการฟุตบอลในระดับโลกด้วย
นอกจากสองกรรมการจากไทยแล้ว เอเอฟซี ยังเคยสั่งแบนผู้ตัดสินจากทาจิกิสถาน ห้ามยุ่งกับวงการฟุตบอลมาแล้ว จากข้อหามีส่วนในการล็อกผลการแข่งขัน ในรายการชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี ซึ่งเป็นรายการในความดูแลของสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียด้วย
เอเอฟซี “เอาจริง” เรื่อง “ล้มบอล”

ถึงแม้ว่าโทษในประเทศไทยตอนนี้ จะถือว่าไม่หนักมากนัก แต่ในฝั่งของ “เอเอฟซี” นั้นมีมาตรการที่เด็ดขาด หากจับได้ว่ามีผู้เล่น ที่มีส่วนในการ “ล้มบอล” หรือล็อกผลการแข่งขัน ซึ่งสังเกตได้จากเหตุการณ์ที่ “เอเอฟซี” ได้สอบสวนและจัดการลงดาบ 22 นักเตะของสโมสร “ลาว โตโยต้า เอฟซี” หลังมีการพบว่านักเตะเหล่านี้มีส่วนในการล็อกผลการแข่งขัน ซึ่งเหมือนกับผู้ตัดสิน คือเอเอฟซีสั่งแบนจากวงการฟุตบอลตลอดชีพ และขอร้องให้ทาง “ฟีฟ่า” สั่งแบนนักเตะเหล่านี้ในระดับโลกด้วย

ส่วนด้านของสโมสร หากมีความผิดหรือมีส่วนร่วมในการล็อกผลการแข่งขัน “เอเอฟซี” ก็มีบทลงโทษด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่แมวมองของสโมสร “ช็อนบุก ฮุนได มอเตอร์ส เอฟซี” จ่ายเงินเป็นสินบนต่อผู้ตัดสินในปี 2013 จนเอเอฟซีตัดสินในสั่งแบนสโมสรจากเกาหลีรายนี้ จากการลงแข่งขันในถ้วย เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2017 ทำให้ “นักรบสีเขียว” ที่คว้าแชมป์ลีกเกาหลี และแชมป์เอเชียในปี 2016 หมดสิทธิ์เข้าไปป้องกันแชมป์ของพวกเขา
แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง พล.ต.อ. จักรทิพย์ และ “บิ๊กอ๊อด” ต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า ไม่คิดว่าสโมสรจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเชื่อว่าเงินที่ได้จากการล้มบอลถือว่าค่อนข้างน้อย เมื่อนำมาเทียบกับรายได้จากธุรกิจการทำทีม

































