
ตลอดหลายคอลัมน์ที่ผ่านมา คุณผู้อ่านคอลัมน์ชะนีติดซีรีส์น่าจะคุ้นชินกับการที่ผู้เขียนชอบบ่นว่าดูซีรีส์ไม่ทันบ้างล่ะ หรือซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ มันเยอะจนเลือกดูไม่ได้บ้างล่ะ ใช่ไหม? งั้นครั้งนี้ขอบ่นใหม่ในแบบที่แปลกออกไป ว่า “ไม่มีซีรีส์จะดู” 555 คือแบบว่าช่วงนี้มีซีรีส์เรื่องใหม่ที่มีซับไทยค่อนข้างน้อย รวมถึงซีรีส์ชุดใหม่อีกระลอกก็อาจต้องรอให้เลยช่วงกลางเดือนไปก่อนด้วยถึงจะมีตัวเลือกเยอะขึ้น ตอนนี้เลยทำได้แค่อดทนรอ และลองเปิดแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่าง ๆ (เท่าที่มี) ไล่หาดูไปก่อน
และในที่สุดก็เจอเข้าเรื่องหนึ่ง จริง ๆ เรื่องนี้เคยผ่านตามาบ้างแล้วตอนที่ประกาศสร้าง แบบว่าเห็นไลน์อัปนักแสดงเป็น “อีจงซอก” ที่หายหน้าจากซีรีส์ไปพักใหญ่ แต่ชีวิตจริงเจ้าตัวเขาก็มีความสุขดี และ “มุนกายอง” ก็เลยมอง ๆ ไว้ว่าจะได้ดูเมื่อไรหว่า และต่อมาก็พอจะรู้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะออกฉายภายในปีนี้ แต่…ดันเข้าใจผิดว่าซีรีส์จะเข้าเดือนหน้า ยังดีที่ลองเข้า Disney+ ไปไถ ๆ ดูก็เลยเจอเข้าว่าลงสตรีมมา 2 ตอนแล้ว ก็เลยรีบเปิดดูเดี๋ยวนั้นเลย

Law and the City เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวของเหล่าทนายความ 5 คนที่ทำงานอยู่ในตึกเดียวกันแต่คนละชั้น คนละสำนักงาน (แต่ใกล้จะได้ทำงานบริษัทเดียวกันละ) ในย่านซอโช ซึ่งเป็นย่านที่ได้ชื่อว่ามีสำนักงานกฎหมายมากกว่าร้านอาหารเสียอีก ทั้ง 5 คนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ ที่ถึงแม้จะทำงานกันคนละสำนักงาน แต่พวกเขามักจะนัดไปกินข้าวกลางวัน และนัดก๊งเบียร์หลังเลิกงานด้วยกันเสมอ แบบว่าทำงานเป็นทนายมันทั้งหนักและเหนื่อย แก๊งนี้เลยชอบที่จะออกไปนั่งเรื่อยเปื่อยด้วยกันประจำ ต่อมาสมาชิกคนหนึ่งลาออก แต่เขาเขียนจดหมายมอบหมายงานให้ทนายความคนใหม่ไปเข้าร่วมก๊วนกับแก๊งนี้ด้วย
และนี่จึงกลายเป็นการเจอกันอีกครั้งของพระเอกและนางเอก เพราะนางเอกคือทนายความคนใหม่คนนั้น โดยทั้งคู่เคยรู้จักกันมาก่อนช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ต่างประเทศ แต่ปมที่ทำให้ทั้งคู่ได้เจอกันในอดีต เคยคบกัน และแยกทางกันไปยังคงเป็นปริศนา เวลานี้พวกเขาจึงเป็นเพื่อนทนายร่วมก๊วนที่ทำงานตึกเดียวกัน ออกไปกินข้าวด้วยกัน และหยุมหัวกันเป็นคุยกันเรื่องงาน ที่ทั้งคู่ดันบังเอิญได้ทำคดีเดียวกัน แต่อยู่กันคนฝ่าย คนหนึ่งเป็นทนายฝ่ายโจทก์ และอีกฝ่ายเป็นทนายที่ปรึกษาฝ่ายจำเลย

ใครที่คาดหวังจะได้เห็น “อีจงซอก” เป็นทนายปากดีแบบใน Big Mouth หรือเป็นทนายตัวตึงตัวฟาดกับตัวร้ายที่ทำผิดกฎหมายแบบในซีรีส์เรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านมาของเขา บอกเลยว่าน่าจะผิดหวัง เพราะซีรีส์เรื่องนี้มันเป็นแนวไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ชีวิตมีแต่งาน งาน และงาน งานพวกเขาเป็นงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคนธรรมดาทุกคนในสังคม มีเส้นเรื่องทำคดีแบบเป็นเคส ๆ แล้วจบ คดีไม่ใช่เส้นเรื่องหลัก แต่เส้นเรื่องหลักคือไลฟ์สไตล์ของพวกเขา ทั้งเรื่องงานและความรัก ปมการเจอกันในอดีตของพระนางเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน และสาเหตุที่ทำให้พระเอกหน่ายงานเต็มแก่แต่ก็ไม่ยอมลาออก ซึ่งส่วนตัวคิดว่าคงไม่ดราม่าหนักหน่วงอะไรนักหรอก
แม้เขาจะให้กลิ่นอายเหมือนพนักงานออฟฟิศที่พร้อมตะโกนว่า “เราทุกคนล้วนมีจดหมายลาออกอยู่ในใจเสมอ” แต่เขาก็ทำทุกงานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ปริปาก เหมือนลูกจ้างดีเด่นท่านหนึ่ง
55555 โอ๊ย! ขำอะ ชอบการเปิดเรื่องของซีรีส์เรื่องนี้นะ คือเขาเริ่มต้นเรื่องด้วยเสียงบรรยายที่บรรยายถึงบุคลิกภาพภายนอกและลักษณะโดยรวมของพระเอก ผู้รับบทเป็นพนักงานออฟฟิศท่านหนึ่งในทุก ๆ วัน ซึ่งมันก็น่าจะเป็นภาพจำที่ใคร ๆ ก็คงสังเกตเห็นได้ว่าเขาว่าเป็นแบบนี้ในทุกเช้าวันทำงาน ประกอบกับมีภาพของ “อีจงซอก” ที่ทำหน้าตานิ่ง ๆ เนือย ๆ ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมามากมาย แต่เชื่อว่าคนดูอย่างเราสามารถสัมผัสได้ว่าจริง ๆ แล้วเขาคือพนักงานเงินเดือนที่หน่ายงานจนเต็มแก่ ไม่ทะเยอทะยาน ไม่กระหายชัยชนะ พูดง่าย ๆ ก็คือดูจะไม่เอาอะไรอีกแล้วชีวิตนี้ นอกจากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแบบจบไปวัน ๆ ก็พอ

เอาล่ะ! ตอนนี้มีใครบ้างที่กำลังเป็นแบบพระเอกเรื่องนี้ ยกมือสารภาพมาซะดี ๆ เจ้านายพวกคุณไม่เห็นหรอก 555 พอเห็นเรื่องเปิดมาแบบนี้ บวกกับชื่อเรื่องก็ธรรมดา ๆ ไม่ได้ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจอะไรหรือต้องตีความใด ๆ ส่วนตัวก็พอจะเดาทางออกแล้วล่ะว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์แนวกฎหมายที่คงจะไม่ได้เน้นนำเสนอภาพการต่อสู้ของเหล่าทนายในชั้นศาลอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แบบที่มีคดียาก ๆ ให้ลุ้นจนนั่งไม่ติดในทุกตอน แต่ซีรีส์จะพาเราไปสัมผัสกับชีวิตที่แสนจะธรรมดาของแก๊งทนายความทั้ง 5 คนนี้มากกว่า เพราะฉะนั้น ใครที่คาดหวังไว้สูงว่ามันจะเป็นซีรีส์แนวฟาด ๆ กันด้วยกฎหมาย มีตัวร้าย มีการสืบสวนแบบซีรีส์แนวกฎหมายหลายเรื่องก่อนหน้านี้ บอกเลยว่าผิดหวังแน่นอน
อันที่จริงก่อนที่จะเปิดดูซีรีส์เรื่องนี้ ก็แอบเห็นคอมเมนต์ตามเพจรีวิวซีรีส์เหมือนกันว่าเรื่องไม่สนุก เดินเรื่องอืด ๆ เอื่อย ๆ เนื้อเรื่องเป็นแบบนี้ผิดหวังนะ บลา ๆ บางคนก็บอก (อด) ทนไม่ (ยอม) เท เพราะจะดูความหล่อของอีจงซอก (ซึ่งหล่อมากจริง ๆ ตอนใส่แว่นทำงานยิ่งโคตรหล่อ) ก็นะ พวกเขาคงคาดหวังว่ามันจะเป็นซีรีส์ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดนั่นแหละ แต่นี่ดันชอบซีรีส์กลิ่นอายสบาย ๆ แบบนี้ มันดูได้เรื่อย ๆ ไม่เหนื่อยลุ้นมาก และยังสอดแทรกข้อคิดบางอย่างเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์คนทำงานด้วย ช่วงนี้ค่อนข้างอินอะไรที่มันสื่อไปในแนวปรัชญาซะเยอะ สงสัยแก่แล้วมั้ง 555 และที่สำคัญ การดูซีรีส์ที่ต้องใช้อารมณ์ตามลุ้นในทุกตอน บางทีมันก็มีจุดอิ่มตัวที่ทำให้เราอ่อมได้เหมือนกัน

กลับมาที่ซีรีส์เรื่องนี้กันต่อ ด้วยความที่มันชัดเจนแล้วว่าตัวบทวางคาแรกเตอร์ของพระเอกไว้ว่าเขาคือพนักงานเงินเดือนคนหนึ่งที่ค่อนข้างเบื่อหน่ายกับชีวิตการทำงานของตัวเองพอสมควร เห็นได้จากคำบรรยายที่เพื่อนร่วมอาชีพของเขาใช้กล่าวถึงบุคลิกภายนอกของเขา ว่าเขาเป็นชายคนหนึ่งที่สวมสูทสีดำเสื้อเชิ้ตสีขาว หน้าตาเหมือนคนผูกเนกไทนอนตั้งแต่เมื่อคืน 555 ใช้เวลาเดินทางไปทำงานแค่ 30 นาที แต่ดูเหนื่อยล้าเหมือนเดินทางมา 3 ปีเต็ม รวมถึงการที่เขาไม่มีความทะเยอทะยานอยากก้าวหน้าในอาชีพ ไม่ได้อยากออกไปเปิดสำนักงานเอง ไม่ได้อยากย้ายไปอยู่ที่ที่ดีกว่า และทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขาบ่งบอกว่าเขาเหมือนคนที่พร้อมจะตะโกนใส่หน้าเจ้านายได้ทุกเมื่อว่า “ขอลาออก”
เวลาอยู่ในศาลฉันต้องเข้าข้างลูกความเสมอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฉันต้องเป็นเพื่อนกับพวกเขา กว่าจะคิดได้ ใช้เวลาตั้งเก้าปี
จากประโยคข้างต้น ก็น่าจะพอมองออกแล้วว่าอะไรที่ทำให้พระเอกรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานที่ตัวเองทำอยู่ ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่เขาทำงานเป็นทนายความผู้ช่วยที่สำนักงานกฎหมาย เขาเจอลูกความมาสารพัดแบบ เอาดี ๆ ระยะเวลานานตั้งขนาดนั้น ถ้าบอกว่าเจอมาครบทุกรูปแบบเลยก็น่าจะได้มั้ง และตัวเขาเองก็เป็นเหมือนกับพนักงานเงินเดือนทั่วไปทุกคน ที่ตอนเข้ามาปีแรกจะใส ๆ ไร้เดียงสา ไม่ทันเหลี่ยมคน อ่อนต่อโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ไฟแรง ร้อนวิชา และมักจะทำงานทุกอย่างตามตำราที่เรียนมา เหนืออื่นใด คือการเอาความรู้สึกส่วนตัวลงไปเล่น “อิน” ตามทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกความบอก เชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วทนายความมือใหม่น่าจะเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป รอยยิ้มและแววตาที่แสดงให้เห็นว่ากำลังอินกับเรื่องของลูกความได้จางหายไปจากใบหน้าของพระเอกแล้ว เวลานี้เขาเพียงแต่ทำหน้านิ่ง ๆ ที่ไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใด ๆ จนดูไม่ต่างอะไรกับคนเย็นชา กลายเป็นคนที่ดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องของคนอื่น และดูจะไม่มีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายตรงข้ามลูกความตัวเองเลย เพราะเขายังคงต้องยึดถืออุดมการณ์ที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของลูกความสูงสุด เขาพยามแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างบทบาทหน้าที่ในฐานะทนายความ กับความรู้สึกส่วนตัวของตัวเอง นั่นคือ “ความเป็นมืออาชีพ” ที่เขาต้องทำงานโดยวางอคติหรือความรู้สึกไว้ข้างนอก ที่บางครั้งเขาต้องช่วยใครบางคน ทั้งที่ตนเองอาจจะไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำ
ถ้าเขาสิ่งเหล่านี้จะทำให้พระเอกหมดไฟและหมดใจ ส่วนตัวก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจนักหรอก มันเป็นความซับซ้อนของงานกฎหมาย ที่ต่อให้ลูกความจะมีความพฤติกรรมไม่ดีหรือทำผิดจริง ๆ แต่ในฐานะทนายความ เขาก็ยังคงต้องหาทางแก้ต่างให้ดีที่สุดตามสิทธิ์ของลูกความในกระบวนการยุติธรรม และเท่าที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ได้แปลว่าตัวเขาในฐานะทนายความจะต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกความทำ หรือต้องให้ความรู้สึกแบบ “เป็นเพื่อน” นอกศาล ซึ่งกว่าเขาจะเข้าใจสถานการณ์นี้ก็ปาเข้าไปตั้ง 9 ปี โดยมันเป็นผลมาจากประสบการณ์ทำงานและการเรียนรู้มาอย่างยาวนาน นี่เป็นการเติบโตและพัฒนาการทางความคิดของพระเอก หลังจากที่คร่ำหวอดในโลกกฎหมายมา 9 ปี

ความรู้สึกแบบนี้กัดกินใจพระเอกมาเรื่อย ๆ จนพนักงานเงินเดือนอย่างเขาเริ่มกลายเป็นหุ่นยนต์ที่เฉยชาต่อทุกสิ่ง ฉากที่ย้อนอดีตตอนที่เขาเพิ่งเริ่มเป็นทนายความปีแรก ปีที่สอง และปีที่สาม เขายังพอมีรอยยิ้มและมีอารมณ์ร่วมเมื่อต้องพูดคุยสอบถามเรื่องต่าง ๆ จากลูกความ แต่ตัดมาปัจจุบันในปีที่ 9 เขาคือคนเย็นชาคนหนึ่งที่ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีอารมณ์ร่วม และพยายามพูดคุยกับลูกความเท่าที่จำเป็นและเห็นว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดี การทำงานในสายอาชีพนี้มานานถึง 9 ปี ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้สถานการณ์ต่าง ๆ มามากมาย จนมันกลายเป็นความเบื่อหน่ายที่ทำให้เขาไม่อยากที่จะทำงานนี้ต่อ และเลือกที่จะทำงานตามคำสั่งไปวัน ๆ
อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงสิ่งที่พระเอกแสดงออกผ่านบุคลิก สีหน้า และสายตาของเขา ท้ายที่สุด เขาก็เป็นมืออาชีพมากพอที่จะไม่ปล่อยให้ความอิดหนาระอาใจภายในมามีอิทธิพลเหนือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบตามหน้าที่ แม้ว่าจะเลิกงานช้า แต่เข้างานตรงเวลาเป๊ะทุกวัน เขาจะทำเพราะมันเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เพราะอยากทำหรือขยัน แต่เขาไม่เคยทำอะไรบกพร่องเลย ต่อให้ผล็อยหลับบนรถไฟฟ้า เขาก็โปรพอที่จะตื่นเองก่อนถึงที่หมาย 1 สถานี ทำงานตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่ปริปากบ่น ถึงจะปฏิบัติใส่คนในสำนักงานราวกับเป็นหุ่นยนต์แต่ก็ทำงานเก่ง และที่สำคัญ เขาเป็นทนายความผู้ช่วยที่สำนักงานกฎหมายแห่งนี้มา 8 ปีเต็มจนเข้าปีที่ 9 แล้ว ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานเป็นลูกจ้างดีเด่นต่อไป

สำหรับหลาย ๆ คน Law and the City อาจจะไม่สนุก และน่าผิดหวังที่ซีรีส์นำเสนอเรื่องราวนิ่ม ๆ แบบนี้ ไม่ใช่แนวดราม่าฟาดฟันกันด้วยกฎหมายแบบดุเดือด ทั้งที่ไลน์อัปนักแสดงไม่ธรรมดา (ก็นะ จะให้เขารับงานเข้ม ๆ เครียด ๆ ทุกงานมันก็ไม่ได้มั้ง) แต่สำหรับเรา มันชัดตั้งแต่ชื่อเรื่องกับภาพโปสเตอร์แล้วว่าคงไม่ใช่แนวหนัก ๆ แค่เห็นนักแสดงอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องราวการทำงานของเหล่าทนายความในเมืองใหญ่ที่ต้องเจอกับคดีสุดอันตราย เจอแต่ปมปริศนาที่ต้องสืบสวนสอบสวนในฐานะทนาย คือนักแสดงเบอร์ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ตลอดก็ได้ไง
เพราะแท้จริงแล้ว Law and the City มันคือชีวิตการทำงานทั่วไปของทนายความทุกคน แบบที่มองว่ากฎหมายเป็นโครงสร้างของทุกชีวิตในเมือง ซึ่งในเมืองทั่วไปก็ไม่ได้มีแค่ปัญหาสังคมที่ท้าทายกรอบของกฎหมายและจริยธรรมเท่านั้น ปัญหาเล็ก ๆ ของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ที่ต้องหันหน้าพึ่งกฎหมาย ต้องใช้ทนายช่วยมันก็มี และก็ไม่จำเป็นที่ทนายจะต้องเข้าไปพัวพันกับคดีใหญ่ ๆ ตลอด ทนายความในชีวิตจริงเกินครึ่งก็ทำคดีทั่วไปแบบในซีรีส์เรื่องนี้แหละ ไม่ใช่ทนายทุกคนที่ได้มีโอกาสเจอคดีสายดำหรือสายเทา และซีรีส์เรื่องนี้ก็เลือกที่จะเล่าในมุมนี้มากกว่า ⚖





























