Home Work & Living Living รู้จักกับปรากฏการณ์ Rain Bomb ฝนตกแค่โครมเดียว ทำน้ำท่วมทั้งเมือง

รู้จักกับปรากฏการณ์ Rain Bomb ฝนตกแค่โครมเดียว ทำน้ำท่วมทั้งเมือง

ทุกคนเคยสังเกตกันบ้างหรือไม่ว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ เรามักจะเจอฝนที่ตกในระดับ “หนักมาก ๆ” ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ต่างจากเมื่อก่อนที่ฝนในระดับรุนแรงนี้จะนาน ๆ ตกลงมาสักที หรืออาจเจอได้เพียงในช่วงที่พายุกำลังแรงพัดผ่านเข้ามา ซึ่งลักษณะของฝนที่ตกลงมาอย่างหนักแบบนี้ เราจะสัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่แค่ฝนตกหนักธรรมดา ๆ แต่เป็นฝนที่ “ตกแบบไม่ลืมหูลืมตา” “ตกแบบฟ้าถล่ม” “ตกแบบฟ้ารั่ว” “ตกแบบเอาเป็นเอาตาย” นั่นเอง พอเรียกลักษณะของฝนที่ตกหนักและรุนแรงแบบนี้แล้ว หลายคนก็น่าจะพอนึกภาพออกใช่ไหมว่ามันเป็นฝนตกหนักแบบไหน

ทุกครั้งที่มีปรากฏการณ์ฝนตกหนักและรุนแรงในลักษณะดังกล่าว เราก็จะได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างสาหัสอยู่เสมอ เพราะฝนที่ตกลงมาในลักษณะนี้ มักจะตามมาด้วยน้ำท่วมฉับพลันแบบที่ไม่ใช่แค่น้ำเจิ่งนองเป็นแอ่งบนพื้นผิวถนน หรือท่วมระดับครึ่งรองเท้าหรือมิดรองเท้า หรือเวลาที่รถขับผ่านเร็ว ๆ แล้วน้ำสาดกระจายขึ้นหัว แต่เป็นน้ำท่วมชนิดที่สามารถเอ่อนองจากพื้นถนนเข้ามาข้างในบ้าน ท่วมแบบที่รถยนต์ยังขับผ่านลำบาก ต้องค่อย ๆ ปล่อยให้รถไหลไปช้า ๆ ดีไม่ดีรถอาจจะดับกลางทางเลยก็ได้ ส่วนจักรยานยนต์ไม่ต้องพูดถึง อาจจมน้ำหายไปครึ่งคัน หรือถ้าวัดระดับจากคนเดินถนน น้ำก็อาจจะสูงถึงหัวเข่า และอาจจะสูงได้ถึงระดับเอวเลยทีเดียว ทั้งที่ฝนตกหนักและแรงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ

หากยังจำภาพฝนที่ตกหนักและแรงแบบนั้นได้ การที่น้ำท่วมฉับพลันในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ฝนตกลงมาอย่างแรง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่าเพิ่งโทษว่ากทม. ไม่ยอมขุดลอกท่อก่อนฝนตก อย่าเพิ่งด่าผู้ว่ากทม. ว่าไม่ทำตามนโยบายหาเสียง หรืออย่าเพิ่งคิดว่าท่อมันตันเพราะขยะหรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ สิ่งเหล่านั้นอาจมีส่วนที่ทำให้น้ำท่วมก็จริงแต่ไม่ใช่ตัวการหลัก เพราะสาเหตุหลักที่แท้จริงมาจากฝนที่ตกแบบ “Rain Bomb” และลักษณะทางกายภาพของกรุงเทพฯ ต่างหาก

Rain Bomb คืออะไร

“Rain Bomb” หรือแปลตรงตัวอย่างง่าย ๆ ว่า “ระเบิดฝน” ไม่ใช่คำศัพท์ทางวิชาการ แต่คือคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลันในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือตกกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา ตกแบบฟ้าถล่ม ตกแบบฟ้ารั่ว ตกแบบเอาเป็นเอาตาย ตกแบบ “ตู้มเดียว/โครมเดียว แล้วน้ำท่วม” มักจะตกไม่นานแล้วซาลง บางครั้งก็หยุดตกไปเลยดื้อ ๆ ทำให้ปริมาณน้ำฝนในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเกินลิมิตที่จะระบายได้ทัน จึงเกิดน้ำท่วมฉับพลันตามมา และทำให้เราใช้ชีวิตกันลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นวันธรรมดาที่คนจำนวนมากต้องเดินทาง เพราะการจราจรจะเป็นอัมพาตหลายเส้นทางจากน้ำท่วมสูง รถติด รถเสีย อุบัติเหตุ ฯลฯ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Rain Bomb ไม่ใช่ศัพท์ทางวิชาการ แต่เป็นคำเรียกของปรากฏการณ์ที่จู่ ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ จนทำให้เกิดน้ำท่วมโดยฉับพลัน โดยปรากฏการณ์นี้ สามารถอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ได้ และมีคำเรียกแบบทางการ อ้างอิงจากคำสัมภาษณ์ของ ดร.ภาณุ ตรัยเวช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ให้ข้อมูลกับทางสื่อบีบีซีไทย เกี่ยวกับปรากฏารณ์ Rain Bomb

“Rain Bomb หรือภาษาทางการเรียกว่า กระแสอากาศที่เคลื่อนที่ลงมาหรือดาวน์ดราฟต์ (Downdraft) และตกกระทบอย่างรุนแรงหรือไมโครเบิร์ส (Microburst) หมายถึง กระแสอากาศไหลลงสู่พื้นแล้วแผ่ออกจากศูนย์กลาง ที่ตกกระทบอย่างรุนแรงในแนวราบ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ มันคือ ‘ลมที่พัดลงมา’ ปกติ ลมส่วนใหญ่มักจะพัดเป็นแนวราบซ้าย-ขวา ไม่ค่อยพัดขึ้นลงในแนวดิ่ง โดย Rain Bomb นั้นเป็นส่วนหนึ่งของลมที่พัดจากข้างบนลงมาข้างล่าง ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับพายุ ซึ่งก็คือเมฆที่มีหยดน้ำมาก ๆ และเมื่ออากาศด้านนอกและด้านในเมฆผสมกัน หยดน้ำจะเกิดการระเหย การระเหยของหยดน้ำจะทำให้อากาศเย็นตัวลง ซึ่งอากาศที่เย็นนั้นมีความหนัก มันเลยจมตัวลงมา”

“กรณีของ Rain Bomb นั้นเป็นดาวดราฟต์ประเภทหนึ่ง นอกจากจะพัดลงมาแล้ว ยังมีขนาดเล็กกว่าปกติ ซึ่งเล็กในทางอุตุฯ ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป บางครั้งอะไรที่เกิดขึ้นขนาดเล็ก ๆ มันจะเกิดแรง อยากให้นึกถึงภาพพายุทอร์นาโดที่จริง ๆ มันเหมือนพายุเฮอริเคนหรือไต้ฝุ่น แต่มันเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีขนาดเล็ก ลมเลยพัดเร็ว เมื่อตัวดาวน์ดราฟต์มันเป็นลมพัดลงเหมือนกัน แต่เป็นลมที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีความแรงมากกว่า สมมติว่ามันนำหยดน้ำบางส่วนมาด้วย ก็จะกลายเป็นฝนที่ตกโครมใหญ่โครมเดียว ซึ่งปกติแล้วฝนจะตกลงมาด้วยแรงโน้มถ่วง แต่ตัวระเบิดฝนนั้น นอกจากจะมีแรงโน้มถ่วงช่วยแล้ว มันยังลงมาพร้อมกับลมที่พัดลง ทำให้ฝนตกลงมาโครมใหญ่โครมเดียว”

“Rain Bomb” เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat ระบุว่า ปรากฏการณ์ Rain Bomb นั้น เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน (หรือที่ปัจจุบัน เราก้าวข้ามยุคโลกร้อนไปสู่ยุคโลกเดือดเรียบร้อยแล้ว) และยิ่งช่วงต้นปี 2568 บ้านเราเจอเข้ากับสภาวะลานีญา (La Niña) โดยผลกระทบที่สำคัญของลานีญา คือมักทำให้เกิดสภาพอากาศที่เย็นและมีฝนตกมากกว่าปกติในหลายพื้นที่ของโลก (แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้านเรา อยู่บริเวณแถบศูนย์สูตร มีฝนตกชุกเป็นปกติอยู่แล้ว ลานีญาจะทำให้ฝนตกชุกและตกหนักกว่าปกติ)

ดร.ธรณ์ ให้ความหมายของ Rain Bomb ว่า เป็นคำที่ใช้เรียกฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา ปริมาณน้ำฝนในช่วงเวลาสั้น ๆ ทะลุขีดจำกัด และทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน นอกจากนี้ Rain Bomb ยังอาจแฝงมาพร้อมพายุฝนฟ้าคะนอง โดยจะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคโลกเดือด เพราะมหาสมุทรร้อน น้ำระเหยมากขึ้น อากาศร้อนเพิ่มขึ้น เมฆมีน้ำอยู่มากมายที่พร้อมทะลักทลายจากบนฟ้าในช่วงสั้น ๆ ในกรณีที่ฝนลักษณะนี้หากตกลงบนเขาหรือในป่า อาจเกิดน้ำไหลหลากฉับพลันลงมาในเมืองตามถนนหนทางที่กลายเป็นทางน้ำ รวมถึงโคลนถล่มตามมาในพื้นที่ไม่เคยเกิด

แต่ถ้ามันตกในเมืองที่เป็นที่ราบอย่างในกรุงเทพฯ (ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน) ซึ่งกายภาพส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ เป็นคอนกรีต มันก็ทำให้น้ำมีความเร็วและระบายออกไปไม่ทัน จนเกิดเป็นน้ำท่วมขังขึ้นมา น้ำจะท่วมเร็วมาก เพราะถนนกลายเป็นทางน้ำผ่าน น้ำจากฟ้าที่ตกลงมาในปริมาณมหาศาลจึงท่วมทะลักเข้าบ้านเรือนของประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง น้ำท่วมรถติดบนถนน และทำทรัพย์สินเสียหาย

Rain Bomb กลายเป็นภัยคุกคามใหม่ที่น่ากังวล

เนื่องจาก Rain Bomb เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เกิดแบบฉับพลันแล้วหายไป แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ที่สำคัญก็คือ การคาดการณ์ล่วงหน้านั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเป็นการพยากรณ์ในวงกว้างและขาดความแม่นยำในเชิงรายละเอียด ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิด Rain Bomb ขึ้นตอนไหน เพราะลักษณะของเมฆฝน Rain Bomb แทบจะไม่ต่างจากเมฆฝนทั่ว ๆ ไป และด้วยน้ำจากฟ้าที่เกิดจาก Rain Bomb ยังถล่มลงมาอย่างรุนแรงในช่วงเวลาแค่สั้น ๆ การรับมือแบบเดิมจึงมีปัญหา การประกาศเตือนภัยฉุกเฉินให้ประชาชนนำรถขึ้นที่สูง ทำกระสอบทรายป้องกันน้ำ หรืออพยพ ก็อาจจะไม่เร็วเพียงพอที่จะช่วยรักษาชีวิต และทรัพย์สินได้ทันท่วงทีด้วยซ้ำไป

Rain Bomb จึงกลายเป็นภัยคุกคามใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน อย่างที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมาแล้ว! สิ่งที่เราทำได้ก็คือ การรับมือเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว เพราะในแง่ของการป้องกันคงทำอะไรได้ไม่มาก ด้วยมันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติจากสภาพอากาศที่เลวร้ายแบบสุดขีด คาดการณ์ไม่ได้ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทุกวันนี้มันย่ำแย่จนเกินเยียวยาไปแล้ว

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ เคยให้สัมภาษณ์กับทางบีบีซีไทย ว่าประเทศไทยยังต้องเผชิญกับ “ระเบิดฝน” หรือ Rain Bomb ซึ่งมีลักษณะตกสั้น ๆ แต่ตกหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งถี่มากขึ้นด้วย หาก Rain Bomb แฝงมาพร้อมพายุฝนฟ้าคะนองหรือฝนไล่ช้าง ซึ่งเป็นฝนที่เกิดจากกลุ่มอากาศร้อนลอยตัวขึ้นสูงจนถึงจุดไอน้ำกลั่นตัวเป็นฝนแบบที่เราคุ้นเคยกันดี นี่จึงเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมเรารู้สึกว่าปีนี้ฝนไม่ได้ตกเยอะ เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ปีที่ผ่าน แต่กลับมีน้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา

ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) พบว่าในช่วงหน้ามรสุมของอินเดียและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ กำลังประสบกับปัญหาปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่จำนวนวันที่ฝนตกนั้นลดลง เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มจากชุดข้อมูลต่าง ๆ พบว่าปริมาณฝนตกหนัก (มากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณฝนปานกลาง (5-100 มิลลิเมตรต่อวัน) ลดลงเช่นกัน ในขณะที่จำนวนวันที่ฝนตกกลับลดลง

สภาพอากาศสุดขั้วแบบนี้ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงมากขึ้น ปัญหาสำคัญ คือ มันเป็นปรากฏการณ์ที่คาดการณ์ได้ยากว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร และอาจทำให้เกิดภัยธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ แบบที่รับมือไม่ทัน และที่แน่นอนที่สุด ระบบระบายน้ำในเมืองอาจจะรองรับสถานการณ์ฝนตกหนักเฉพาะที่ไม่ไหวด้วย ยิ่งหากบริหารจัดการได้ไม่ดีก็จะเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันทันที

และสำหรับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเรา ๆ สิ่งที่พอจะทำได้ คงมีแค่การเตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่จะตกลงมาด้วยชุดอุปกรณ์กันฝน ซึ่งทุกวันนี้ แค่ร่มหรือเสื้อกันฝนแบบธรรมดา ๆ ก็อาจจะไม่พอ เพราะเราต้องรับมือกับน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อฝนตกด้วย บางทีอุปกรณ์รับมือกับฝนแบบครีเอต อาจจะพอช่วยให้เราเดินทางไปทำงานหรือกลับถึงบ้านในสภาพที่ไม่ย่ำแย่จนเกินไปนัก โดยเฉพาะคนที่ใช้รถจักรยานยนต์ หรือใช้รถโดยสารประจำทาง ที่มีจังหวะที่ต้องเดินเท้า การหาเสื้อกันฝนแบบเต็มตัว มาใช้งาน ถุงคลุมรองเท้ากันน้ำ (กรณีที่ขับขี่จักรยานยนต์ลุยน้ำหรือน้ำกระเด็นเปียกปลายขากางเกง/ต้องเดินลุยน้ำ) หรือสำหรับสาวกผ้าใบที่ไม่สะดวกจะเดินลุยน้ำที่เจิ่งนอง เอาพัดลมเทอร์โบแบบพกพาไปเป่าน้ำเจิ่ง ๆ ให้แหวกเป็นทางก่อนเป็นวิธีที่สร้างสรรค์ดีเหมือนกันนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก BBC News ไทย, bangkokbiznews