Home Inspiration รถเราไม่เก่าเลย ฟอร์จูนเนอร์ LEADER S “Simple is the best”

ฟอร์จูนเนอร์ LEADER S “Simple is the best”

“อะไรที่มันมากไป บางทีเราก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ หรือบางทีเราก็อาจใช้มันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ” ผมกำลังจะเปรียบเทียบถึงออปชันในรถยนต์ยุคปัจจุบันครับ ที่ค่ายรถส่วนใหญ่จะอัดออปชันจัดเต็มเข้าไปในรุ่นท็อปเพื่อให้สามารถทำราคาให้สูงขึ้นได้ แต่บางทีในการใช้งานจริง เราอาจจะพบว่า “ออปชันบางอย่าง” มีก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้เดือดร้อน

สมัยเด็ก ๆ เวลาดูโบรชัวร์รถใหม่ หรือเวลาไปเดินตามงานแสดงรถกับคุณพ่อ รถที่ถูกนำมาจอดโชว์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถรุ่นท็อปสุดที่ราคาแพงสุดเพื่อจัดเต็มให้กับผู้ที่จะมาซื้อรถ ขณะที่รุ่นเริ่มต้นเอาไว้ทำข้อความเพื่อโฆษณาเท่านั้นว่า “ราคาเริ่มต้นที่…” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พอคนเห็นรุ่นท็อปมาจอดอยู่ตรงหน้า ก็คงยากที่จะตกลงซื้อรุ่นเริ่มต้น

เมื่อช่วงการแข่งขัน TSS 2025 นัดเปิดสนามเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมและทีมงาน World of Speed สุดขีดความเร็วทาง PPTV มีโอกาสได้ทดลองขับ PPV รุ่นยอดฮิตอย่าง โตโยต้า Fortuner อีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นรุ่น LEADER S  ที่มีการปรับออปชันและปรับเครื่องยนต์ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งว่ากันตรง ๆ นี่คือรุ่นเริ่มต้นหรือรุ่นบ๊วยของ Fortuner

ก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้ลองขับ Fortuner GR Sport 224 แรงม้า ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของ PPV ค่ายโตโยต้ามาแล้ว ทำให้พอรู้ว่าจะได้ลองรุ่นเริ่มต้นอย่าง LEADER S ยอมรับเลยว่าไม่ได้คาดหวัง และนึกไปเองว่าช่วงล่างอาจจะไม่ต่างจากโตโยต้า Hilux Revo หลาย ๆ รุ่นที่เคยขับมาเท่าไรนัก แต่เมื่อได้สัมผัสกับเจ้า LEADER S บอกเลยว่าดีเกินคาด

รุ่นย่อยใหม่ FORTUNER LEADER S ขับเคลื่อน 2 ล้อ มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ดีเซล 2.4 ลิตร 150 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้ถึง 14.3 กม./ลิตร (ตาม Eco Sticker) สนนราคารุ่นเริ่มต้น 1,239,000 ถือว่าถูกกว่ารุ่นท็อปสุดราว 7 แสนบาท ที่สำคัญรูปโฉม แม้จะเป็นโมเดลเดิมที่ใช้มาหลายปี แต่ก็มีการปรับดีไซน์ภายนอกให้ดูสปอร์ต หากไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่านี่คือรุ่นเริ่มต้น

FORTUNER LEADER S ให้ไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED พร้อม Daytime Running Lights และไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และไฟท้ายแบบ LED Light Guiding ภายในมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมจอแสดงข้อมูลขนาด 4.2 นิ้ว ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมแผ่นกรองปรับอากาศ PM2.5

เรียกได้ว่าออปชันมีให้เพียงพอสำหรับการขับใช้งานจริง ๆ ส่วนการขับขี่ที่บอกว่าดีเกินคาด คือช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ ปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง กับช่วงล่างด้านหลังแบบโฟร์ลิงก์คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ที่มาพร้อมกับยาง 265/65 R17 ขับทางไกล เจอทางขรุขระ นุ่มนวลกว่าที่คาดมากครับ

ส่วนพละกำลังเครื่องยนต์ใหม่ดีเซลยูโร 5 ขนาด 2.4 ลิตร 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อนสองล้อ เพียงพอต่อการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองครับ เพราะให้อัตราเร่งที่ดีทั้งการขับแบบโหมดปกติ หรือหากกดแบบโหมดเพาเวอร์ ก็จะรู้สึกได้เลยถึงรอบเครื่องยนต์ที่รอให้เราเติมคันเร่งเข้าไป

สุดท้ายคือ อัตราการซดน้ำมันเชื้อเพลิง หากเป็นการขับในเมืองจะอยู่ที่ราว 10-11 กม./ลิตร แต่หากวิ่งทางไกล ไป-กลับ กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ ผมทำได้ที่ 13 กม./ลิตร ซึ่งก็ใกล้เคียงตามสเปกจากโรงงาน ฉะนั้น บอกเลยว่านี่คือ simple is the best ความธรรมดาที่ลงตัวที่สุด สำหรับ PPV รุ่นเริ่มต้น เพราะออปชันที่ให้มา LEADER S ในราคา 1.239 ล้านบาท ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วครับ