
ตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตลอดเวลาเกือบเต็ม 17 วันในวันนี้ เท่าที่จำได้ ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีวันไหนเลยนะที่ฝนไม่ตก (จริง ๆ มันเริ่มตกมาตั้งแต่ก่อนวันเข้าหน้าฝนแล้วพับผ่าสิ! น่ารำคาญชะมัด) หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ตั้งแต่เข้าฤดูฝนมา ฝนตกทุกวันนั่นแหละ! บางวันตกตั้งแต่เช้า บางวันตกสาย ๆ บางวันตกบ่าย บางวันตกตอนเย็น บางวันตกช่วงค่ำ ๆ ดึก ๆ หรือบางวันพระพิรุณท่านก็ประทานผลงานชิ้นโบว์แดง โชว์สุดปังที่ตกยาวไปเลยครึ่งค่อนวัน ไอ้ที่ตกมันทั้งวันทั้งคืนก็มีเหมือนกันนะ คือคุณพี่หน้าฝนจะยอมแพ้คุณหน้าหนาวกับคุณหน้าร้อนเขาไม่ได้เลยสินะ ตอนเวทีเขา เขาทำบาร์ไว้สูงเกิ๊น
ที่วันนี้เปิดคอลัมน์ชะนีติดซีรีส์มาด้วยการบ่นรํ่ารี้ร่ำไรเรื่องฝนฟ้าที่ตกมันทุกวี่ทุกวัน ตกแบบไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ตกได้ตรงเวลาพอดีอย่างกับรู้ใจ ว่ากำลังจะออกจากบ้านหรือเลิกงานแล้วกำลังจะกลับบ้าน ส่วนหนึ่งก็แค่อยากระบายความอัดอั้นตันใจเรื่องฝนตกนี่แหละ เพราะไม่รู้จะเอาความคับข้องใจนี้ไปลงที่ไหนดี 555 การที่ฝนตกทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเวลาน่าด่าอย่างตอนเช้ากับตอนเลิกงานเนี่ย มันสร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้กับเหล่ามนุษย์เงินเดือนไม่น้อยเลยตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้งรถติด เปียกแฉะอับชื้นไปทั้งตัว (แล้วถ้าเปียกแต่เช้าก็ต้องทนอยู่แบบนั้นไปทั้งวัน) ซักผ้าตากผ้าไว้ก็ไม่แห้ง แห้งไม่ทันใส่ เหม็นอับ เจ็บไข้ได้ป่วย แถมตกห่าใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่หายร้อนด้วยซ้ำ!

และอีกส่วนก็คือมันเกี่ยวข้องกับซีรีส์ในวันนี้แหละ พูดก็พูดคือ ซีรีส์เรื่องนี้บอกเล่าถึงเรื่องราวชีวิตสุดอึมครึมและฝนที่ตกพรำ ๆ ในใจของหนุ่มสาววัยทำงาน ผู้ซึ่งพยายามประคับประคองชีวิตของตัวเองแบบกระท่อนกระแท่นให้ผ่านพ้นไปวัน ๆ ภายใต้สีหน้าปกติที่เรียบเฉย หรือบางคนอาจจะฉาบไปด้วยรอยยิ้มทำตัวลั้นลาเกินเบอร์ ใครบ้างที่จะรู้ว่าพวกเขากำลังเผชิญปัญหาชีวิตบางอย่างและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ก่อนที่มวลความทุกข์ทรมานจะกัดกินใจของพวกเขาให้สูญสลายมลายไป
ด้วยความที่เห็นว่าเนื้อเรื่องของซีรีส์มันเข้ากับบรรยากาศเศร้า ๆ ชวนหดหู่แบบตอนฝนตกดี แถมเป็นเรื่องความยากลำบากในการดิ้นรนเอาตัวรอดของคนวัยทำงานด้วย ก็เลยจับมันมาแมตช์กันกับฝนที่ตกไม่หยุดตอนนี้ซะเลย!

Our Unwritten Seoul หรือชื่อภาษาไทยจาก Netflix ว่า เขียนชีวิตใหม่ในกรุงโซล เป็นซีรีส์ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตสุดกระอักกระอ่วนของหนุ่มสาววัยทำงาน 4 คน ตัวละครหลักคือพี่น้องฝาแฝด 2 คนที่แยกกันอยู่คนละทิศคนละทาง และแต่ละคนก็มีชีวิตและเรื่องราวความเจ็บปวดของตัวเอง นอกเหนือจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันจนแยกไม่ออกแล้วก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกันอีกเลย ทั้งคู่มีบุคลิกที่แตกต่างกันแบบสุดขั้ว และใช้ชีวิตที่ผ่านมาต่างกันแบบสุดขีดด้วย แม้ว่าเวลานี้พวกเธอจะมีคำถามในใจว่ารู้จักตัวเองดีพอหรือยัง รวมถึงเริ่มสงสัยว่าอาจจะไม่ได้รู้จักคู่แฝดของตัวเองมากพอด้วยซ้ำ แต่เพราะพวกเธอใกล้ชิดกันมากที่สุดบนโลกใบนี้และเชื่อใจกันมากที่สุด พวกเธอจึงเกี่ยวก้อยทำสัญญา “สลับชีวิตกัน” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต

การสลับชีวิตกันของฝาแฝดที่ภายนอกเหมือนกันจนแยกยาก แต่ภายในต่างกันสุดขั้ว ทำให้ทั้งคู่ต้องค้นหาตัวตนในแง่มุมใหม่ที่พวกเธอเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน ต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญ พวกเธอได้รู้ว่าสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจากการเป็นฝาแฝดนั้น แท้จริงแล้วพวกเธอไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายเลย ทั้งที่รูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่ายจะไม่ต่างอะไรกับการยืนส่องกระจก ซึ่งนั่นคือเปลือกนอกที่พวกเธอเห็นกันและกัน แต่เมื่อมีแรไปใช้ชีวิตเป็นมีจี และมีจีมาใช้ชีวิตเป็นมีแร พวกเธอก็ได้เรียนรู้ความจริงและความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ภายในใจของอีกฝ่าย สัมผัสความเจ็บปวดและความท้าทายในแบบที่ไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเพียงแค่อีกฝ่ายเล่าให้ฟัง

ส่วนตัวละครอีก 2 ตัวในบทพระเอกที่จับคู่กับ 2 สาว บทของเขาทั้งคู่อาจจะเด่นน้อยกว่าคู่แฝด แต่คาแรกเตอร์ของพวกเขาก็ถ่ายทอดให้เห็นถึงการดิ้นรนอย่างหนักจนมีปมบางอย่างในใจ พยายามที่จะหาทางออกจากการถูกกดทับด้วยหน้าที่การงานของตัวเองเหมือนกัน จนกระทั่งพวกเขาตัดสินใจที่เดินออกจากความไม่สบายใจแล้วค้นหาตัวเองอีกครั้ง คนหนึ่งเป็นทนายความหนุ่มที่มักจะต้องทำอะไรขัดกับความถูกต้องเพื่อประโยชน์ของลูกค้าและการทำให้บริษัทชนะคดีเป็นหลัก ส่วนอีกคนเป็นอดีตผู้บริหารที่เหมือนจะวิ่งหนีอดีตของตัวเอง แล้วหันมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเป็นเจ้าของฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ในชนบท จะเห็นว่า 2 หนุ่มก็มีเรื่องราวของตัวเองที่ดูเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่า 2 สาวเลย
แกถูกทิ้งเพราะรั่วใช่ไหม หรือรั่วเพราะถูกทิ้งกันแน่ ฉันใช้ชีวิตแบบนี้เพราะนี่คือตัวตนของฉันงั้นหรือ หรือที่ฉันเป็นแบบนี้เพราะฉันใช้ชีวิตอย่างนี้กันแน่
ก่อนอื่น ลองมาทำความรู้จักกับคำใบ้บางอย่างที่ถูกซ่อนมาในชีวิตของ 2 แฝดกันก่อน แฝดพี่คือ “ยูมีแร” เกิดมาเป็นเด็กที่ต้องการอนาคตมากกว่าน้องสาว เพราะป่วยจนเกือบสิ้นชีพตั้งแต่พ่อแม่ยังไม่ตั้งชื่อให้ ชีวิตเข้าออกแต่โรงพยาบาลและต้องกินยาทีละเป็นกำ แต่เธอเป็นเด็กเรียนเก่ง และสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่เด็ก ๆ เธอเรียนจบในระดับท็อปและมีทิศทางชีวิตที่ดูเจิรญก้าวหน้าเอามาก ๆ เธอจึงเป็นความภาคภูมิใจของแม่ ก่อนสลับตัวกับแฝดน้อง เธอทำงานด้านการเงินอยู่ในองค์กรของรัฐบาลและใช้ชีวิตเป็นสาวเมืองหลวงในกรุงโซล มหานครแห่งความโกลาหลวุ่นวายทั้งกายและใจ มันหล่อหลอมให้เธอเป็นคนที่เคร่งเครียด เคร่งครัด และมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน

ส่วนแฝดน้องคือ “ยูมีจี” ตัวละครที่เดินเรื่องเป็นหลัก เธอเคยเป็นเหมือนควันจาง ๆ ข้างพี่สาว ที่ใคร ๆ รู้จักเธอในฐานะแฝดของมีแร เพราะเรียนไม่เก่ง เข้าเรียนก็ไม่ครบ ชีวิตดูไม่มีอะไรโดดเด่นเลย วัน ๆ จ้องแต่นาฬิกา นับถอยหลังเวลาพักกลางวันเพื่อที่จะได้วิ่งไปกินข้าวเป็นคนแรก จนกระทั่งมีครูพละค้นพบศักยภาพด้านร่างกายที่แข็งแรงของเธอ และปั้นให้เธอเป็นนักกีฬาแววดี เธอถึงได้เริ่มมีตัวตนขึ้นมา และไม่ใช่แค่แฝดของมีแรอีกต่อไป แต่แล้วเธอก็ต้องเลิกล้มความฝันการเป็นนักกีฬาดาวรุ่งเพราะอาการบาดเจ็บ แต่ด้วยความเป็นคนสดใส และชอบใช้ชีวิตแบบอิสระ มีวิถีชีวิตแบบไปเรื่อยไปเปื่อยไร้ขีดจำกัด อะไรก็ดูเรียบง่ายไปหมด เธอจึงเหมือนคนที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรทั้งนั้น ทั้งที่จริง ๆ เก็บซ่อนความขมขื่นอยู่เต็มหัวใจ ก่อนสลับตัวกับแฝดพี่ เธอใช้ชีวิตแบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ในชนบทบ้านเกิด

เพราะเรื่องนี้ออกแบบให้ตัวละครแฝดน้องเป็นตัวหลักในการเดินเรื่อง มุมมองส่วนใหญ่ของเรื่องจึงเล่าผ่านสายตาของแฝดน้องเป็นหลัก เห็นได้จากการที่เธอเป็นคนเล่าประวัติของตัวเองได้อย่างละเอียด ส่วนประวัติของแฝดพี่ เรื่องราวของคนในครอบครัว และเรื่องราวของผู้คนรอบข้าง เธอจะเล่าได้เฉพาะสิ่งที่เธอเห็นผ่านสายตาของเธอ และสิ่งที่เธอรับรู้มาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเท่านั้น ดังนั้น เธอจึงบอกเล่าทุกอย่างที่อยู่ในใจและความคิดของตัวเองได้ แต่เรื่องราวของแฝดพี่ เธอจะบอกได้แค่สิ่งที่เธอเห็นและมีแรเล่าให้ฟังเท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความเธอจะได้เรียนรู้ชีวิต ตัวตน และเข้าใจถึงความเจ็บปวดที่แฝดพี่ต้องเจอและอดทนมาตลอด ผ่านการสวมบทบาทเป็นแฝดพี่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ตอนต้นเรื่องตอนที่เธอยังเป็นมีจี จะเห็นเลยว่าเธอมีชีวิตที่แตกต่างกับมีแรอย่างสิ้นเชิง การใช้ชีวิตแบบปล่อยจอย ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีความฝัน ไม่มีแผนการอะไรล่วงหน้า ไม่ปวดหัวกับคิดถึงอนาคต ไม่มีแม้กระทั่งอาชีพประจำ เน้นใช้ชีวิตให้ผ่านไปวัน ๆ หาเช้ากินค่ำ รับจ้างทำงานนู่นนั่นนี่แค่พอให้มีเงินกินเงินใช้เป็นพอ ซึ่งงานจับกังที่เธอเคยรับจ้างทำนั้นมากพอที่จะจัดนิทรรศการจ้างงานได้เลย 555 แล้วไหนจะคติประจำตัวที่เธอใช้มันเริ่มต้นในทุกเช้าก่อนก้าวเท้าออกจากห้อง “เมื่อวานจบไปแล้ว พรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง วันนี้ยังไม่รู้ ลุยเลย” แสดงให้เห็นว่าเธอโฟกัสอยู่แค่กับปัจจุบันเท่านั้น และดูจะไม่แยแสอะไรกับอนาคตของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

เธอรู้ตัวดีทุกอย่างกับการที่ใช้ชีวิตแบบนี้นะ เป็นตัวเธอเองที่เลือกจะมีชีวิตแบบที่ใคร ๆ ก็เรียกว่าไร้อนาคต ซึ่งทุกคนก็ดูจะสิ้นหวังในตัวเธอไปแล้ว ขณะเดียวกัน เธอก็เข้าใจดีเรื่องที่โดนเอาไปเปรียบเทียบกับแฝดพี่ แม้จะน้อยใจและหงุดหงิดอยู่ตลอดที่ใคร ๆ ก็พูดถึงแต่มีแร มีแรดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แต่เธอก็ยังวางตัวอยู่ในจุดของคนขี้แพ้เหมือนเดิม เก็บซ่อนความมืดมนไว้ภายใต้บุคลิกที่สดใสและไม่แคร์อนาคต ไม่ทะเยอทะยานที่จะเอาชนะ หรือก้าวข้ามอุปสรรคของตัวเอง ถึงงั้นซีรีส์เพิ่งเล่าเรื่องราวชีวิตของมีจีแค่ 2 ตอน เลยยังบอกอะไรไม่ได้มาก จริง ๆ แล้วที่ผ่านมาเธออาจเคยพยายามมามากพอแล้ว แต่ในเมื่อมันไม่มีทางจะไปต่อ เธอเลยเลือกจะปล่อยจอยบังคับทิศทางชีวิตของตัวเอง
จะปล่อยได้ยังไง ฉันจะปล่อยมือเธอได้ยังไง
อย่างที่บอก ลึก ๆ แล้วมีจีรู้ตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้วว่าที่ชีวิตเธอสิ้นหวังแบบนี้ก็เพราะตัวเธอเอง เธอนึกโทษตัวเองเสมอว่าผิดเองที่ทำตัวมีรูรั่ว ทำตัวเองเองถึงได้กลายเป็นคนไม่มีอนาคต รู้แม้กระทั่งว่าความพยายาม (ที่ไม่มากพอ) ของตัวเอง เป็นแค่ข้ออ้างทุเรศ ๆ เพื่อที่จะใช้หลอกตัวเองไปวัน ๆ ว่าที่ผ่านมา “ใช่ว่าไม่อยากทำ แต่ฉันทำไม่ได้” แบบว่าต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตปกติแบบคนอื่น แต่เวลานี้เธอไม่มีความฝันอะไรเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ความฝันคือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการมองภาพตัวเองในอนาคตแท้ ๆ

นั่นทำให้เมื่อไรก็ตามที่ถูกยกไปเปรียบเทียบกับมีแร มีจีจะรู้สึกทั้งขายขี้หน้ากับความล้มเหลวและชีวิตที่พังไม่เป็นท่าของตัวเอง และก็รู้สึกชื่นชมความสำเร็จของมีแร มีจีรู้สึกน้อยใจเวลาที่โดนเปรียบเทียบ แต่ก็ไม่เคยคิดอิจฉาชีวิตที่ได้ดีของมีแร หรือเวลาที่มีจีรู้สึกหงุดหงิดที่ใคร ๆ ก็เอาแต่ชื่นชมมีแร ปากเธอบ่นทุกคนที่เอาแต่พูดถึงมีแรกรอกหูเธอ แต่ลับหลังคนเหล่านั้น เธอไม่เคยนึกถึงพี่สาวในแง่ที่ไม่ดีเลยสักครั้ง ความใกล้ชิดทางสายเลือดจากการที่พวกเธอเป็นแฝด มันผูกพันเกินกว่าที่เธอจะคิดทำร้ายพี่สาวที่ได้ดีกว่า และก็เป็นมีจีอีกนั่นแหละที่สังเกตถึงความผิดปกติของมีแร และเป็นคนยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เธอเสนอเรื่องการสลับตัวขึ้นมา “อีกครั้ง” หลังจากที่ไม่ได้ทำมานานมากแล้ว

ตอนแรกที่มีจียังไม่รู้เรื่องว่ามีแรต้องเจออะไรบ้างในที่ทำงาน แล้วมันหนักหนาขนาดไหนที่คนคนหนึ่งจะอดทนแบกรับได้ไหว เธอเสนอให้มีแร “อดทน” และลองไปต่อกับทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การลาออก เพราะเธอรู้ดีว่าที่ผ่านมา แฝดพี่ของเธอทุ่มเทมากแค่ไหนกว่าจะเข้าทำงานที่องค์กรนั้นได้ (และเหมือนมันจี้ใจดำจากประสบการณ์ของตัวเธอเอง ว่าการที่ไม่มีความอดทนมากพอในการทำอะไรสักอย่าง สุดท้ายชีวิตก็พัง เป็นคนขี้แพ้ที่เอาชนะรูรั่วไม่ได้เลยสักอย่าง) รวมถึงเป็นห่วงความรู้สึกแม่ เพราะพี่สาวคือความภาคภูมิใจของแม่ ให้แม่มีเธอเป็นลูกไม่เอาถ่าน ไม่เอาอ่าว ไม่เอาไหนคนเดียวก็เกินพอแล้ว พี่สาวจะมานอกลู่นอกทางเลียนแบบเธอไม่ได้เด็ดขาด

แต่เมื่อมีจีได้รู้จากปากของมีแรเองว่าที่ผ่านมามีแรอดทนมาขนาดไหน ถึงขั้นยอมเจ็บตัวเพื่อที่ตัวเองจะได้ลางาน เพราะไม่อยากตื่นไปทำงาน เวลานั้นมีจีคือคนที่ฝืนตัวเองทุกอย่างเพื่อไปช่วยพี่สาว เธอยอมที่จะออกตัววิ่งอีกครั้งทั้งที่ข้อเท้าที่เคยบาดเจ็บสมัยเป็นนักกีฬายังคงส่งผลกระทบต่อตัวเธอมาจนถึงปัจจุบัน เธอยอมที่จะเจ็บตัวขอแค่คว้ามีแรไว้ได้ เธอทำไม่ได้จริง ๆ ที่จะปล่อยมือจากคนคนเดียวที่ใกล้ชิดกับเธอมากที่สุด และนั่นแหละ เธอเป็นคนที่เสนอตัวจะสวมรอยเป็นแฝดพี่ของตัวเอง เสียสละชีวิตอิสระของตัวเองสลับตัวมาใช้ชีวิตเป็นมีแร ทั้งที่รู้คร่าว ๆ มาบ้างแล้วว่าตัวเองจะต้องเจออะไรบ้างในออฟฟิศของมีแร ในฐานะมีแร และทั้งที่ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าคนที่ไม่ได้เรียนต่ออย่างเธอ จะใช้ชีวิตเป็นสาวออฟฟิศแบบคนที่เรียนจบสูงและทำงานเก่งแบบมีแรได้นานแค่ไหน

ระหว่างที่สลับตัวกัน นอกจากจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เคยใช้ในการสวมรอยเป็นแฝดของตัวเอง และต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกจับโป๊ะได้แล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ 2 สาวจะได้สัมผัสชีวิตของกันและกันเป็นครั้งแรก เป็นการเดินทางค้นหาตัวตนและความหมายของชีวิตในอีกด้านผ่านประสบการณ์ที่ไม่เคยสัมผัส การได้เจอความรักจากคนที่ใช่เมื่อพวกเธอได้ลองพาตัวเองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปอยู่ในที่ที่อาจจะใช่สัมหรับตัวเอง หลังจากหมกมุ่นอยู่ในที่เดิม ๆ ของตัวเองมาทั้งชีวิต รวมถึงการได้สัมผัสกับความรู้สึกที่แท้ที่ซ่อนอยู่ภายในใจของอีกฝ่ายจากการที่เข้ามาสวมรอยใช้ชีวิตเป็นอีกฝ่าย แน่นอนว่าคงจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งดวงตาเห็นธรรมแน่ ๆ ที่เคยแค่ฟังจากที่อีกฝ่ายเล่าให้ฟังน่ะ เด็ก ๆ ไปเลย
Our Unwritten Seoul นับเป็นซีรีส์ที่ถูกจริตและถูกใจเรามากในช่วงนี้ จึงตั้งใจแล้วว่าจะดูจนจบแน่นอน จริง ๆ ไม่ได้อยากรู้เรื่องราวตอนต่อไปของฝาแฝดคู่นี้เท่าไรนักหรอก แต่เพราะเนื้อเรื่องที่ทำให้เราเหมือนเห็นตัวเองเป็น 2 แฝดนี่ต่างหากที่ปล่อยหมัดฮุก ปัญหาแบบที่ทั้งคู่เจอ คือปัญหาที่คนวัยทำงานล้วนแล้วแต่เจอเหมือน ๆ กัน การติดตามซีรีส์เรื่องนี้ต่อก็เพื่อจะดูว่าไคลแมกซ์คืออะไร และจะคลี่คลายปัญหาไปในทางไหน มันน่าจะช่วยฮีลใจคนที่กำลังเจอปัญหาเหมือน ๆ กันอยู่ได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญ ยังทำให้เราได้ร่วมทบทวนและสะท้อนถึงชีวิตตัวเองด้วย ว่า “ถ้าเราได้ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งที่ตรงข้ามกับตัวเราในตอนนี้” เราจะทำอะไรอยู่ แล้วจะเป็นยังไงต่อ!👭





























