Home Work & Living Living ความกังวลเรื่องแผ่นดินไหว กับการเลือกที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป

ความกังวลเรื่องแผ่นดินไหว กับการเลือกที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป

หลังจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้คนกรุงเทพฯ ครึ่งค่อนเมืองที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับแผ่นดินไหวมาก่อนตกอยู่ในอาการหวาดผวา เพราะสิ่งที่น่ากังวลสำหรับคนกรุง ไม่ใช่แค่เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่แทบไม่เคยเจอ เพราะปกติจะมีแค่คนที่อยู่บนตึกสูงเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน แต่ยังมีข่าวตึกถล่ม และประสบการณ์การหนีตายที่เพิ่งได้เผชิญหน้าเป็นครั้งแรก จนทำให้หลายคนกลัวว่าจะต้องเจอกับเหตุการณ์แบบวันนั้นอีก ที่ต้องวิ่งหนีออกจากอาคารด้วยกลัวว่ามันจะถล่มลงมา การวิ่งหนีออกจากตึกสูงหลายสิบชั้นที่กำลังโงนเงนไปมา หรือการที่ข้าวของในห้องหล่นจากที่สูงใส่หัว

และผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจากแผ่นดินไหวครั้งที่ผ่านมา คือแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ในจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วยคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์กับแผ่นดินไหวทื่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน ปกติจะมีเพียงคนที่อาศัยอยู่ตามตึกสูงเท่านั้นที่จะรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ ทว่าครั้งนี้คนที่อยู่บนพื้นราบเท้าติดพื้นถนนก็รู้สึกหมด และแม้จะไม่ใช่พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวโดยตรง ก็ยังมีตึกสูงถล่มลงมา ประกอบกับในเขตเมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยตึกสูงมากมายทั้งอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย ที่ต่อให้ตึกที่เราอยู่นั้นจะแข็งแรงดีมีมาตรฐาน แต่ถ้าตึกข้าง ๆ ถล่มลงมา สุดท้ายก็จะได้รับผลกระทบตามกันไปหมดอยู่ดี

ซึ่งเหตุผลเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงของอาคารที่อยู่อาศัย และมันจะทำให้ไลฟ์สไตล์การเลือกที่อยู่อาศัยของคนเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เปลี่ยนแปลงมากหรือน้อยอาจจะต้องดูกันต่อไปในระยะยาว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์และประสบการณ์ในวันนั้น จะถูกหวนนึกถึงเมื่อจะต้องเลือกอาคารที่อยู่อาศัย และจะถูกนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาก่อนตัดสินใจด้วยอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ ตอนที่คนกรุงยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมักให้ความสนใจกับทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก และราคาเป็นหลัก แต่หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้คนสนใจหาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโครงสร้างอาคารที่ปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหวมากขึ้น ใส่ใจกับชื่อของโครงการที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับว่าออกแบบอาคารให้ต้านทานกับแรงสั่นสะเทือนได้ตามมาตรฐานสากล มีการใช้วัสดุก่อสร้างที่แข็งแรง มีระบบฐานรากที่รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี รวมถึงการวางผังโครงการที่คำนึงถึงความปลอดภัยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงชื่อของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่ก่อสร้างโครงการ ซึ่งในเวลานี้คนเชื่อถืออยู่เพียงไม่กี่ชื่อ

นอกจากนี้ ผู้คนยังจะให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการรับข้อมูลของผู้พัฒนาโครงการด้วย เช่น การเปิดเผยเอกสารรับรองความปลอดภัยของอาคารหรือผลการตรวจสอบโครงสร้างจากวิศวกรที่ได้รับการรับรอง โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถจะช่วยเสริมความมั่นใจและมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อได้มากขึ้น

การเลือกที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ความรุนแรงของแผ่นดินไหวทำให้ประชาชนตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น โดยมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือแผ่นดินไหว ทั้งการศึกษาแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุการณ์ และการจัดเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนตื่นตัวก็คือ เรื่องการอาศัยอยู่บนอาคารต่าง ๆ ทั้งสำนักงานและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมีเนียม ที่มักสูงหลายสิบชั้น แรงสั่นไหวจนอาคารโยกทำให้หลายคนกลัวและหวาดผวา เริ่มวิตกกังวลว่าอาคารมีความแข็งแรงหรือมีมาตรฐานความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน โครงสร้างอาคารสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้เท่าไร รวมถึงใช้เวลาในการอพยพลงสู่พื้นถนนได้เร็วหรือไม่ ความกังวลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวจะทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น

  • หาความรู้เพิ่มเติมเรื่องโครงสร้างอาคารที่มีความปลอดภัย

หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าการที่อาคารสูง ๆ สามารถโยกตัวไปมาได้ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวแบบที่เราเห็นในคลิปวิดีโอตามโซเชียลมีเดียนั้น เป็นเรื่องปกติและเป็นตึกที่มีความปลอดภัย ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบทางวิศวกรรมที่ทำให้โครงสร้างอาคารสามารถรับมือกับแรงสั่นสะเทือนได้ ตึกสูงรุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จะได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่น แทนที่จะเป็นโครงสร้างที่แข็งทื่อแบบตึกรุ่นเก่า เพราะความแข็งเกินไปอาจทำให้ตึกแตกร้าวหรือพังทลายลงเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว โดยการโยกไปมาจะช่วยลดพลังงานจากแรงสั่นสะเทือนที่กระทำกับโครงสร้าง ลดโอกาสที่ตึกจะได้รับความเสียหายรุนแรง

  • ให้ความสำคัญกับการเลือกอาคารที่ถูกออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว

ปัจจัยเรื่องอาคารถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้ อาจไม่เคยอยู่ในลิสต์วิธีเลือกบ้านหรือคอนโดมีเนียมของใครหลายคน หรืออาจจะเป็นปัจจัยข้อรั้งท้ายที่มีก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงคิดว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องไปให้ความสำคัญอะไรมากมาย แต่ตอนนี้ปัจจัยเรื่องแผ่นดินไหวจะถูกนำมาเป็นข้อพิจารณาประกอบการตัดสินใจไม่มากก็น้อย โดยเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานโครงสร้างที่สามารถทนต่อแผ่นดินไหวได้ โดยจะตรวจสอบว่าโครงการมีมาตรฐานการออกแบบอาคารที่สามารถรับแรงสั่นสะเทือนหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

  • ใส่ใจกับการตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง

ก่อนหน้านี้ เวลาจะซื้อบ้านหรือซื้อคอนโดมีเนียม คงมีน้อยคนนักที่จะพยายามตรวจสอบย้อนหลังถึงมาตรฐานการก่อสร้าง โดยเฉพาะในส่วนของกฎหมายและมาตรฐานสำคัญที่อาคารต้องมี แต่หลังจากนี้หลายคนอาจพยายามร้องขอข้อมูลส่วนนี้จากผู้พัฒนาโครงการ ว่าอาคารหรือตึกที่เรากำลังจะจ่ายเงินซื้อเพื่อเข้าอยู่อาศัยนั้น เป็นอาคารที่มีการก่อสร้างอย่างถูกกฎหมายและได้มาตรฐานหรือไม่ เช่น

    • พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายหลักที่กำหนดเกี่ยวกับการออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้อาคาร โดยครอบคลุมหัวข้อสำคัญอย่างการอนุญาตก่อสร้างและแบบอาคาร การกำหนดประเภทของอาคาร เช่น อาคารพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และมาตรฐานความปลอดภัย เช่น การป้องกันอัคคีภัย ระบบระบายอากาศ
    • กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ครอบคลุมถึงการกำหนดความแข็งแรงและความปลอดภัยของอาคาร
    • กฎกระทรวง ฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2537) กำหนดเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมอัคคีภัยในอาคาร
    • กฎกระทรวง ฉบับที่ 49 (พ.ศ. 2540) กำหนดให้มีการออกแบบอาคารเพื่อรองรับแรงแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยง
    • กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ในโครงสร้างอาคาร เช่น คอนกรีต เหล็ก โครงสร้างไม้
    • มาตรฐานการออกแบบเพื่อป้องกันผลกระทบจากแผ่นดินไหว ของสถาบันวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)
    • มาตรฐาน มยผ. ที่ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการออกแบบโครงสร้างเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว เช่น มยผ. 1301/61 เป็นมาตรฐานการออกแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก มยผ. 1302/61 เป็นมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว มยผ. 1501/54 มาตรฐานการออกแบบโครงสร้างเหล็ก
    • พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) การใช้วัสดุก่อสร้างและองค์ประกอบของอาคาร เช่น เหล็ก คอนกรีต กระจก หรือวัสดุอื่น ๆ จะต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน มอก. เพื่อให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย เช่น มอก. 107-2559 มาตรฐานของเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต มอก. 213-2558 มาตรฐานคอนกรีตมวลเบา มอก. 1227-2549 มาตรฐานวัสดุก่ออิฐมวลเบา

ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดมีเนียม อาจมีคนที่พยายามตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้างเหล่านี้ก่อน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความมั่นคง

  • ความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการและผู้รับเหมาก่อสร้าง

จริง ๆ เริ่มมีคนทำคอนเทนต์เหล่านี้แล้วตั้งแต่ช่วงหลังจากเกิดแผ่นดินไหวได้ไม่นาน ว่าคอนโดมีเนียมหรือบ้านของโครงการไหนที่มีความเสียหายน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยหลังจากแผ่นดินไหว โครงการไหนบ้างที่ออกมาช่วยเหลือลูกบ้านด้วยการส่งวิศวกรเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างอาคารโดยเร็วที่สุดว่าปลอดภัยที่จะเข้าพักอาศัยต่อ รวมถึงรายชื่อบริษัทของผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีชื่อเสียงและมีประวัติการสร้างอาคารที่ได้มาตรฐานสูง หากโครงการใดใช้ผู้รับเหมากลุ่มนี้ ก็จะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นว่าอาคารที่เรากำลังจะซื้อได้มาตรฐานความปลอดภัยจริง ๆ

  • เลือกอาคารต่ำที่สูงไม่เกิน 3-5 ชั้น หรือบ้านพื้นราบ

แม้ว่าจะมีความรู้แล้วว่าที่อาคารสูง ๆ โยกไปมารุนแรงระหว่างเกิดแผ่นดินไหว เป็นเรื่องปกติของอาคารที่ถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับแรงสั่นสะเทือน แต่มันก็น่ากลัวเกินไปที่จะพยายามทำใจให้นิ่งอยู่บนตึกที่กำลังโยก หลายคนอาจกลัวไปก่อนแล้วว่าตึกมันอาจจะล้มถล่มลงมา และคนจำนวนมากก็จะพยายามอพยพลงมาจากตึกให้เร็วที่สุด แต่ในสถานการณ์แผ่นดินไหวที่ไม่สามารถใช้ลิฟต์ได้ นั่นเท่ากับว่าจะต้องวิ่งลงจากตึกสูงด้วยแรงและสองขาที่มีเท่านั้น คนที่อยู่ชั้นสูง ๆ ก็ต้องวิ่งมากกว่าคนที่อยู่ชั้นเตี้ย ๆ และต้องใช้เวลานานกว่ากว่าที่เท้าจะถึงพื้น ในขณะที่ในหัวมีแต่เรื่องน่ากลัว ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ หลายคนอาจคิดใหม่เรื่องซื้อคอนโดอยู่ชั้นสูง ๆ เลือกที่จะอยู่ชั้นล่าง ๆ หรือเลือกบ้านพื้นราบดีกว่า เพราะการรับรู้แรงสั่นสะเทือนจะน้อยกว่า อีกทั้งยังไม่ไหวจะวิ่ง มันหนีออกมาง่ายกว่ามาก

  • เลือกทำเลแถวชานเมือง หรือที่ตั้งที่อยู่ห่างจากตึกสูง

ความนิยมในการย้ายไปอยู่ในพื้นที่แถบชานเมืองอาจเพิ่มขึ้น เพราะความกังวลเรื่องความปลอดภัยจากอาคารสูงในใจกลางเมืองที่ดูจะมีความเสี่ยงมากกว่า ใจกลางกรุงเทพฯ ถูกรายล้อมไปด้วยอาคารสูง ๆ มากมาย รวมถึงสิ่งก่อสร้างสูง ๆ อย่างสะพานยกระดับ รางรถไฟฟ้า ฯลฯ คือแทบไม่มีพื้นที่เปิดโล่งให้ใช้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในกรณีฉุกเฉินเลย ในกรณีที่เกิดเหตุร้ายแรงจนมีอะไรถล่มลงมา ก็อาจจะส่งผลกระทบถึงกันไปหมด หรือไม่มีพื้นที่โล่งแจ้งให้อพยพไปอยู่ พื้นที่แถวชานเมืองจึงดูจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า อย่างน้อย ๆ ก็มีสิ่งก่อสร้างสูง ๆ ไม่มากเท่าใจกลางเมือง

  • ทำประกันแผ่นดินไหว

หลายคนอาจเริ่มสนใจที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำประกันแผ่นดินไหว ซึ่งจะกลายเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น บ้าน อาคาร หรือโรงงาน เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยอาจเลือกแผนความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าเสียหายต่อโครงสร้างบ้านและทรัพย์สินภายใน

  • การตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารเดิม

ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าอยู่ในอาคารใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว เพราะในกรุงเทพฯ ก็มีอาคารที่อยู่อาศัยมากมายที่เป็นตึกเก่า บ้านมือสองหรือคอนโดมีเนียมมือสองยังคงมีขายอยู่ในตลาด ที่ถูกออกแบบให้มีความแข็งแกร่งแบบไม่ยืดหยุ่น แม้ว่าแผ่นดินไหวครั้งที่ผ่านมาจะมีรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตึกเก่าน้อยมาก ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าตึกเก่าจะไม่มีปัญหาเลย ทั้งการออกแบบที่ไม่ได้รับแรงแผ่นดินไหว วัสดุที่เก่าและเสื่อมสภาพ การเลือกที่อยู่อาศัยที่เป็นตึกเก่า จึงอาจจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าตึกได้มีการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเสริมความแข็งแรงของอาคารหรือไม่ มีการปรับรูปแบบอาคารบ้างไหม ติดตั้งอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือน ฯลฯ

นี่เป็นเพียงปัจจัยอย่างคร่าว ๆ ที่เราอาจต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในการเลือกที่อยู่อาศัยหลังจากที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งที่ผ่านมา สิ่งที่เราจะต้องตระหนักก็คือ ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบร้ายแรงที่เกิดตามหลังภัยธรรมชาติได้ เพื่อที่จะอยู่กับมันให้ได้โดยที่เราไม่เสียหายมากนัก