วงการฟุตบอลอังกฤษกับเยอรมนีนั้นเขม่นกันมาแต่ไหนแต่ไรเราก็ทราบกันดีอยู่ ตั้งแต่สมัยปี 1966 ซึ่ง “สิงโตคำราม” ใช้ความได้เปรียบจากการเป็นเจ้าภาพความแชมป์โลกด้วยประตูปริศนาเหนือทีมดอยช์ จนมาถึงเวิลด์คัพ 1990 และทัวร์นาเมนต์ยูโร 1996 แต่วันดีคืนดีใน ค.ศ. นี้ เอฟเอกลับแต่งตั้งกุนซือทรีไลออนส์คนใหม่เป็นคนเยอรมันอย่าง โธมัส ทูเคิล ท่ามกลางเสียงยี้ของคนอังกฤษเสียอย่างนั้น
บารมีไม่ถึง
ในอดีตทีมชาติอังกฤษนั้นเคยใช้บริการกุนซือต่างชาติมากบารมีระดับ สเวน โกรัน อีริคส์สัน และ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ทั้งคู่เจนพรรษาและได้รับการยกย่องจากคนในวงการลูกหนัง แต่กับ โธมัส ทูเคิล นั้น เรียกได้ว่ายังไม่เคยพิสูจน์ผลงานด้วยการประสบความสำเร็จกับสโมสรใดในระยะเวลายาวนาน เคยคุม ดอร์ทมุนด์, เชลซี, เปแอสเช, บาเยิร์น มิวนิก แต่ทุกทีมที่กล่าวมาไม่เคยมีที่ไหนที่พี่สองอยู่ได้เกิน 2 ฤดูกาล
ความสำเร็จสูงสุดของ ทูเคิล ในการคุมทีมนั่นก็คือ ถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 2022 ที่พาเชลซี เฉือนชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 แต่ไม่มีใครมั่นใจว่านั่นคือทีมของเขาจริงหรือไม่
จะว่าไปแล้วหากจะตั้งเฮดโค้ชเป็นคนต่างชาติ ผมมองว่ามีกุนซือเพียง 2 รายที่คนอังกฤษรับได้ นั่นก็คือคนแรก เป๊ป กวาดิโอล่า หรือไม่ก็เจอร์เก้น คล็อปป์ เท่านั้น ไหน ๆ ก็ใช้ สตีฟ สโตนส์ ชั่วคราวแล้ว ทำไมสมาคมฯ ไม่ปล่อยให้เขาดูแลไปก่อนจนจบฤดูกาล เผื่อโอกาสจะเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับการหาคนที่ใช่จริง ๆ นั่นคือคำถามที่คาใจแฟนลูกหนังเมืองผู้ดี
ทำไมไม่ใช้คนอังกฤษ
“สิงโตคำราม” ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับเยาวชนกับการใช้โครงสร้างโค้ชในประเทศยุค แกเร็ธ เซาธ์เกต โดยตัวของเซาธ์เกตเองก็สามารถพาทีมเป็นรองแชมป์ยูโรได้ถึงสองสมัย และยังเข้ารอบตัดเชือกฟุตบอลโลกได้อีกหนึ่งหนด้วย น่าเสียดายการพัฒนาแบบต่อเนื่องนี้อาจสะดุดหยุดลงหาก ทูเคิล เข้ามาเปลี่ยนแปลง
ที่จริงแล้วทางเอฟ.เอ. เองมีแคนดิเดตที่เป็นคนอังกฤษเองอย่าง เกรแฮม พ็อตเตอร์, เอ็ดดี้ ฮาวล์, แฟรงค์ แลมพาร์ด ฯลฯ หรือแม้กระทั่ง เฮดโค้ชรายอื่นที่ไม่ได้มาจากเมืองเบียร์อย่าง เมาริซิโอ โปเชตติโน่ รวมทั้ง อันโตนิโอ คอนเต้ แต่ด้วยสไตล์การเล่นในช่วงท้าย ๆ ของทีมชาติยุค เซาธ์เกต อาจจะแผ่วลงไปเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องแทคติคและสไตล์การเล่น นั่นคือเหตุผลสำคัญว่าทำไมสมาคมฟุตบอลอังกฤษจึงจำเป็นต้องตัดสินใจกลับไปใช้โค้ชต่างชาติอีกครั้ง
เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน
แฟนบอลอังกฤษเองรอคอยความสำเร็จในระดับเมเจอร์มานานเกือบ 60 ปีเข้าไปแล้ว นับจากเวิลด์คัพ 1966 นี่คือความกดดันอย่างใหญ่หลวง แถมทีมจากเมืองผู้ดียังแบกความคาดหวังจากมวลชน ให้เล่นฟุตบอลในลักษณะเอนเตอร์เทนคนดูด้วย ถ้าจะไปมัวเล่นแบบจด ๆ จ้อง ๆ เหมือนใน ยูโร 2024 ที่ผ่านมาก็คงไม่แคล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์อีก นั่นคือสิ่งที่เฮดโค้ชคนใหม่จะต้องแบกรับ
กุนซืออย่าง ทูเคิล ดูเหมือนจะตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่องบอลสไตล์ตื่นเต้น และความกดดันที่ต้องแบกรับ อย่างน้อยเขาก็รู้จักนักเตะและวงการลูกหนังเมืองผู้ดีมากพอสมควร เนื่องจากเคยทำงานกับเชลซีมาไม่นาน แถมยังเป็นโค้ชที่เต็มไปด้วยแพสชันในเกมอย่างเต็มเปี่ยม
นั่นน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ สมาคมฯ ตัดสินใจเลือกใช้งาน บอสทูเคิล เพื่อเพิ่มมิติด้านแทคติคให้กับทีม รวมทั้งจิตใจที่มุ่งมั่นของตัวเฮดโค้ชในการพาอังกฤษ ไปสู่ถ้วยรางวัลเมเจอร์ที่รอคอยกันมายาวนานให้ได้ โดยเริ่มจากภารกิจในฟุตบอลโลก 2026 ไม่ว่าเขาคนนั้นจะมาจากชาติใดก็ตาม.






























