ความอยากเป็น “คนสำคัญ”

ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่อง The Social Network เป็นบทสนทนาสั้น ๆ ระหว่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กับทนายความสาว แมรีลิน เดลฟี ในบทสนทนาดังกล่าว ซักเคอร์เบิร์ก พยายามจะพูดเพื่อให้ เดลฟี ได้เห็นด้านดีในตัวของเขาบ้าง แต่ดูเหมือนว่าทนายความสาวที่ได้นั่งฟังคำให้การจะรู้ทันในทุกสิ่งที่ ซักเคอร์เบิร์ก พยายามทำ หนังปิดจบด้วยคำพูดที่เรียกว่าได้ทุบเจ้าของเฟซบุ๊กเข้าให้ ว่า

“มาร์ก คุณไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอก คุณแค่พยายามอย่างมากที่จะเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ”

เป็นประโยคจบที่เหมือนถูกลากมาตบกลางสี่แยก เพราะนอกจากหน้าจะชาแล้ว ซักเคอร์เบิร์ก ที่ส่งคำขอเป็นเพื่อนไปยัง เดลฟี ได้แต่นั่งรีเฟรช เพื่อหวังเห็นเธอรับคำขอ จนกระทั่งซีนสุดท้ายของภาพยนตร์ปิดลงไป

หลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วต่างรู้สึกว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก นั้นเก่งมาก แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มีปมที่ต้องการการยอมรับเป็นอย่างมาก เห็นได้จากตอนจบที่เขานั่งรีเฟรชหน้าเฟซบุ๊ก หวังที่จะเห็นเดลฟี ตอบรับเป็นเพื่อน แต่จนกระทั่งปิดซีน ก็ยังไม่มีการตอบรับจากเดลฟี แม้ว่าคนที่ส่งคำขอจะเป็นเจ้าของโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊กก็ตาม

ที่หยิบเอาตอนจบเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะในยุคที่คอนเทนต์ (Contents = เนื้อหา) เป็นใหญ่นั้น มีหลายคนพยายามเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ได้รับความสนใจ เพื่อให้ตัวเองได้มีคำนำหน้าว่าเป็น Influencer, TikToker หรือ  Youtuber ความพยายามที่จะเป็นนั้นไม่ผิด เพราะคนเราต่างก็มีความคิดความฝันไม่เหมือนกัน แต่ความอยากจะเป็นจนเกิดความพยายามจนเกินพอดี และทำให้เราได้เห็นคอนเทนต์ขยะท่วมโซเชียลนั้น ไม่น่าจะใช่สิ่งที่สร้างสรรค์ให้ เหล่า Netizen ชาวไทยได้

คอนเทนต์ขยะอันเกิดจากความพยายามจนเกินพอดีนั้น มีคำอธิบายจากนิตยสารจิตวิทยา ที่ชื่อ Psychologs ว่ามาจากเหตุผล 4 ประการที่ผลักดันให้คนในปัจจุบันสร้างคอนเทนต์ที่ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไมขึ้นมา เรามาดูกันค่ะ

เหตุผลประการแรกคือ “ความปราถนาให้ตนเองนั้นมีคุณค่า และได้รับความสนใจ” บนโซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ เราสามารถโชว์อะไรก็ได้ตามแต่ใจคุณจะปรารถนาเพื่อให้ผู้คนสนใจ จะติดแกลม (Glamorous) จะโชว์รวย ลงภาพเซ็กซี่ของตนเอง โพสต์ภาพความสำเร็จ หรือแม้แต่สร้างคอนเทนต์เรียกทัวร์ เพื่อให้ตนเองได้เป็นคนสำคัญถูกพูดถึง แต่ยิ่งคนอยากให้คนสนใจมากเท่าไร ดีกรีความแรงของเนื้อหาจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด คนที่สร้างคอนเทนต์จะไม่สามารถควบคุมมันได้

เหตุผลประการที่สองคือ “กลัวที่จะตกเทรนด์และคนจะลืม” เป็นความกลัวในโลกยุคดิจิทัลค่ะ ความที่เราต้องอยู่กับ Social Media กันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง หน้าฟีดมักจะฟลัชข่าวหรือคอนเทนต์ใหม่ ๆ ขึ้นมาให้ คนส่วนใหญ่จึงต้องวิ่งตามกระแส กลายเป็นพวก FOMO หรือ Fear of Missing Out ต้องสร้างคอนเทนต์ให้ตนเองอยู่ตลอดเวลา และอาการแบบนี้จะทำให้เกิดความต้องการจนไม่มีที่สิ้นสุด

เหตุผลประการที่สามคือ “ความรู้สึกไม่มั่นคง และพยายามหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนการกระทำของตนเอง” เราต่างต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึกไม่มั่นคง” กันมาทั้งชีวิตนะคะ แต่ในโลกยุคโซเชียลมีเดียครองเมือง ความรู้สึกไม่มั่นคงสร้างผลกระทบให้ผู้คนเป็นอย่างมาก เพราะคนที่รู้สึกเช่นนี้จะไม่ฟังคำแนะนำจากใคร และมักจะหาการสนับสนุนจากคนอื่นเพื่อให้สิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แม้ว่าหลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องผิดก็ตาม

เหตุผลประการสุดท้ายคือ “ผลจากโลกวัตถุนิยม” เมื่อผู้คนต่างให้ค่ากับเงินทองและอำนาจ ทุกวันนี้เมื่อคุณเข้าไปในโซเชียลมีเดีย ไทม์ไลน์มักจะฟลัชให้เห็นแคมเปญทางการตลาด การใช้อินฟลูเอนเซอร์สร้างคอนเทนต์เพื่อขายผลิตภัณฑ์ และไม่ต้องแปลกใจ ถ้าเราจะได้เห็นการรีวิวแปลก ๆ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์โดยแฝงโฆษณาเข้ามาในคอนเทนต์ แน่นอนว่าไม่มีใครพูดความจริงกับคุณเลย