“มารยาททางสังคมบกพร่อง” จุดเริ่มต้นจากความมักง่าย ก็สะดวกแบบนี้!

มีใครรู้สึกเหมือนกันบ้างหรือไม่ ว่าผู้คนที่เราพบเจออยู่ในชีวิตประจำวันทั่ว ๆ ไปนั้น “มีมารยาท” น้อยลงเรื่อย ๆ หรือในอีกมุมก็คือ คนไม่มี (ไม่สน) มารยาทเพิ่มมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องไปหาคำตอบด้วยการนั่งสังเกตวิถีชีวิตของผู้คนในสถานที่ที่คนพลุกพล่าน หรือพยายามตั้งสมมติฐานแล้วหาคำตอบด้วยการทดลอง แต่คุณจะค้นพบคำตอบได้ด้วยตัวเองทั้งที่คุณใช้ชีวิตของคุณแบบปกติ เพราะคุณสามารถกลายเป็นผู้ประสบภัยจากความไร้มารยาทของผู้คนได้ทุกเมื่อ คุณสามารถเจอมนุษย์จำพวกที่ไม่ค่อยมีมารยาท สร้างความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจให้คุณได้แทบจะทุกครั้ง

สถานการณ์สมมติเมื่อคุณอยู่บนรถโดยสารสาธารณะ คุณอาจเจอมนุษย์ป้าคนหนึ่งที่ใช้เสียงเต็มลิมิตในการคุยวิดีโอคอลกับใครสักคน คุยด้วยระดับเสียงเดิมตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง คุณจึงได้ยินทุกสิ่งอย่างที่เขาพูดคุยกัน แม้ว่าตัวต้นกำเนิดเสียงจะนั่งอยู่ช่วงด้านหน้ารถและคุณนั่งอยู่เบาะหลังสุดก็ตาม หรือคุณอาจเจอเด็กน้อยคนหนึ่งที่พ่อแม่เปิดการ์ตูนในยูทูบให้ดูโดยไม่มีหูฟังใช้ ใช่! เปิดลำโพงแบบที่เผื่อแผ่ให้ได้ยินกันทั้งรถไปเลย หรือแม้กระทั่งตอนจะขึ้นรถ คุณยืนหลบอยู่หน้าประตูเพื่อให้คนบนรถลงก่อน คุณจะพบว่ามีใครหลายคนพยายามแทรกตัวเข้ามาข้างหน้าคุณแล้วยัดตัวเองเดินสวนขึ้นไป หรือเวลาที่คุณกำลังจะลงรถ ก็จะมีคนพยายามสวนคุณขึ้นมาให้ได้ ไม่รอให้คุณลงรถไปก่อน!

ยัง ยังไม่หมด วันดีคืนดีคุณอาจเจอคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ เดินมาชนคุณที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์เฉย ๆ โดยไม่มีคำขอโทษสักคำ หรือคุณยืนอยู่ในลิฟต์แคบ ๆ ผู้หญิงคนข้างหน้าก็สะบัดผมมาโดนหน้าคุณ ทั้งที่รู้ว่าผมตัวเองฟาดหน้าคนอื่น แต่ก็ไม่มีคำขอโทษเหมือนกัน นัดเจอกับเพื่อนที่เอาแต่บอกว่าใกล้ถึงแล้ว แต่พอคาดคั้นมาก ๆ ก็บอกยกเลิกนัดตอนนั้นเลย ก็นะ! ความจริงคือยังไม่ออกจากบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานในทีมเดียวกัน วันนี้ทำงานผิดพลาด และไม่บอกคุณว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทว่าวันรุ่งขึ้นกลับลางาน ทิ้งงานไว้พลาด ๆ ไว้แบบนั้น คุณพอจะเห็นภาพหรือยังว่าคุณจะเจอคนที่ทำกิริยาหรือพฤติกรรมไร้มารยาท ไร้ความรับผิดชอบ และไร้สามัญสำนึกกับคุณยังไงบ้าง

หรือเพราะว่า Thailand Only เมืองไทยอะไรก็ได้

คำว่า “Thailand Only” เป็นคำใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาได้ไม่นาน ใช้เปรียบเปรยถึงสิ่งที่มีเฉพาะแค่ในประเทศไทยเท่านั้น เริ่มแรกความหมายของคำเป็นไปในทางบวก เพราะทำให้เห็นเสน่ห์ต่าง ๆ ของเมืองไทยที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ เป็นความแตกต่างที่หาไม่ได้จากที่ไหนบนโลก นอกจากที่ประเทศไทย แต่หลัง ๆ มา คำนี้มักใช้สื่อความหมายไปในทางลบเสียมากกว่า โดยมักใช้ร่วมกับคำว่า “เมืองไทยอะไรก็ได้” ที่ใช้สื่อถึงพฤติกรรมแบบมักง่าย สบาย ๆ อะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องสนใจคนอื่น ไม่ต้องสนใจระเบียบ ไม่ต้องสนใจกฎหมาย เอาแค่สะดวกตัวเองก็พอ หลังจากนั้นอะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน

การนำคำว่า “Thailand Only” และ “เมืองไทยอะไรก็ได้” มาใช้สื่อถึงพฤติกรรมมักง่ายของประชากรส่วนหนึ่ง เพราะหลาย ๆ คนเห็นจนชินตาและกลายเป็นภาพจำในด้านลบไปแล้ว ว่าการทำอะไรก็ได้ของคนมักง่ายที่มันไปลิดรอนสิทธิคนอื่น หรือแม้แต่ละเมิดกฎหมายนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะได้รับการ “อะลุ่มอล่วย” หรืออาจหมายถึง “ไม่ได้รับการลงโทษอะไรเลย” ก็ได้เช่นกัน (มันจะตามมาด้วยเรื่องของการส่งส่วยและติดสินบนเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ตนเองไม่ต้องได้รับโทษทั้งที่ทำผิด) ซึ่งที่ประเทศอื่นมีอะไรแบบนี้ไหมคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้หรอก แต่ที่ประเทศนี้มีแน่ ๆ บางคนเคยเจอสถานการณ์ที่ต้องต่อรองให้ตัวเองพ้นผิดมาแล้วด้วยซ้ำ หรือที่พบเห็นทั่วไปก็คือคนทำมักง่ายละเมิดกฎหมายก็ยังทำอยู่เรื่อย ๆ ไม่เห็นโดนลงโทษอะไร ยังทำให้คนอื่นเดือดร้อนยังไง ตอนนี้ก็ยังทำอยู่

มันจึงกลายเป็นภาพรวมใหญ่ของสังคมไทยที่ว่าการทำอะไรก็ได้สบาย ๆ มักง่ายแค่ไหนก็ได้ ไม่เห็นหัวคนอื่นแค่ไหนก็ได้ หรือทำผิดกฎหมายแค่ไหนก็ได้ ทำได้ที่เมืองไทย คุณมีโอกาสที่จะ “ไม่ถูกลงโทษ” ใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น กฎหมายเรื่องการจอดรถในที่ห้ามจอดมีโทษอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนมักง่ายเปิดไฟฉุกเฉินไว้แล้วจอดตรงเส้นขาวแดงกันเยอะแยะ ถึงจะอ้างว่าแค่ลงไปทำธุระนั่นนี่แค่แป๊บเดียว แต่ความผิดมันสำเร็จไปแล้ว แปลว่ามีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นจริงแล้ว ทว่าทุกคนยังอยู่รอดปลอดภัย ไม่โดนลงโทษอะไรให้รู้สึกเข็ดหลาบว่าไม่ควรทำอีก ในเมื่อไม่เคยโดนลงโทษอะไร มันก็จะเกิดพฤติกรรมที่ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ มีคนเดือดร้อนไปเรื่อย ๆ เพราะที่ห้ามจอดมันมีเหตุผลอยู่แล้วว่าทำไมถึงห้ามจอด!

หรือการวางขายของบนทางเท้าจนคนเดินเท้าแทบจะไม่สามารถเดินบนทางเท้าได้ ฝั่งด้านในก็มีแผงนู่นนี่นั่นยื่นออกมาจากร้านค้ามากพอแล้ว ฝั่งที่ติดริมถนนก็ยังจะมีมาวางแบกับพื้นขายกันอีก เหลือช่องแคบ ๆ ตรงกลางที่คนเดินสวนกันยังลำบาก ทางเท้าเกือบทั่วทั้งกรุงเทพฯ เป็นแบบนี้ ทั้งที่มันมีกฎหมายห้ามวางขายของบนทางเท้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้สนใจจะกวดขันอย่างจริงจังว่าห้ามก็คือห้าม แต่สนใจแค่ว่าถ้าเจ้าหน้าที่เดินตรวจแล้วไม่เจอก็คือไม่มีการกระทำผิด ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นได้ก็คือการที่ร้านค้าต่าง ๆ ช่วยกันเตือนว่าเทศกิจกำลังมา แต่ละร้านก็รีบวิ่งออกมาเก็บแผงแบกับพื้นออกไปก่อนที่เทศกิจจะมาถึง และเมื่อเทศกิจไปพ้นแล้ว ก็นำเอากลับมาวางขายใหม่!

ซึ่งถ้าคนเหล่านี้เจอเจ้าหน้าที่คนจริงที่ทำงานแบบเถรตรง ทำผิดก็ถูกเอาผิดจริงและโดนกฎหมายเล่นงานจริง ๆ ก็จะเปิดโหมดกฎหมายรังแกประชาชนไม่มีทางสู้ขึ้นมาต่อสู้อีก หงายการ์ดกฎหมายรังแกคนจน คนหาเช้ากินค่ำแบบนี้จะไปมีเงินมากมายจ่ายค่าปรับได้ยังไง แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทำคนอื่น ๆ ที่ต้องใช้ทางเท้าสัญจรตั้งกี่ร้อยกี่พันคน เพราะคนเหล่านี้ไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดแค่ไหน รู้แค่ว่าทำได้เพราะจะทำและร้านอื่น ๆ ที่อื่น ๆ เขาก็ทำ

จากสถานการณ์ที่อ้างถึงในข้างต้น ทำให้เราเห็นอีกสิ่งที่เกี่ยวข้องผูกพันกับคำว่า “Thailand Only” และ “เมืองไทยอะไรก็ได้” คือ เรื่องของกฎหมายที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์พอจะให้คนเคารพ กฎหมายเป็นสิ่งที่ประชาชนหาเช้ากินค่ำเข้าไม่ถึง ด้วยระบบการศึกษาที่ไม่ค่อยจะสอน ทำให้ใครต่อใครก็อ้างได้หมดว่า “ไม่รู้ว่ามันผิดกฎหมาย” ซึ่งคนไม่รู้จริง ๆ ก็มี คนที่รู้แต่หัวหมออ้างไม่รู้ก็เยอะ ก็ทำมาจนชินแล้ว กฎหมายจะมาห้ามได้ไงไม่สนหรอก ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น จะมาโลกสวยปฏิบัติตามกฎหมายไปเพื่ออะไร รวมถึงเรื่องที่ตัวผู้บังคับใช้กฎหมายเองก็ไม่ได้เคร่งครัดกับหน้าที่ตัวเอง ไม่ได้น่าศรัทธา น่าเชื่อถือ น่ายำเกรงใด ๆ ผ่อนปรนเก่ง หรือทำผิดกฎหมายเองก็เยอะแยะ แล้วไปบังคับประชาชน

เมื่อความมักง่ายที่ถูกส่งต่อมาจากความเชื่อที่ว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” ผนวกรวมกับกฎหมายที่ไม่มีใครกลัว และผู้บังคับใช้กฎหมายที่ไม่น่ายำเกรง ไม่ทำให้คนรู้สึกว่ากฎหมายมันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ใครต่อใครก็ทำอะไรแบบที่มันง่าย ๆ อะไรก็ได้ ทำตามใจตัวเอง เอาสะดวกตัวเอง ไม่สนหัวคนอื่นว่าใครจะเดือดร้อน ไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าตัวเองเป็นตัวปัญหา ไม่สนกฎหมายว่ามันผิดกฎหมาย ทำมาตั้งนานก็ไม่เห็นว่าจะโดนจับโดนปรับจริง ๆ สักที มันจึงกลายเป็นภาพจำที่ว่า “Thailand Only เมืองไทยอะไรก็ได้” ไปโดยปริยาย

ทำอะไรตามใจคือไทยแท้

สืบเนื่องมาจากการที่คำว่า “Thailand Only เมืองไทยอะไรก็ได้” เป็นคำที่ใช้แซะถึงพฤติกรรมแบบมักง่ายของคนไทยส่วนหนึ่ง ทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่สนว่าคนอื่นจะเดือดร้อน ไม่สนถูกผิด ถ้าฉันอยากทำฉันก็จะทำ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นพฤติกรรมที่ถูกส่งต่อกันมานมนานจากรุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่พ่อแม่ที่ไม่ได้อบรมสั่งสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ไม่ชี้แนะว่าอะไรถูกผิด หรือแม้แต่ทำพฤติกรรมไม่ดีเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นซะเอง ลูกก็จะจำว่าพ่อแม่ทำได้เราก็ทำได้ ยิ่งออกไปสู่สังคมใหญ่ เจอแบบที่ว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ หรือพ่อแม่คาดหวังว่าส่งไปเรียนหนังสือ จ่ายเงินค่าเทอมแล้วก็ให้ที่โรงเรียนสอนไปสิ แต่ที่โรงเรียนก็คิดว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานที่พ่อแม่เด็กน่าจะอบรมสั่งสอนมาบ้างแล้วเลยไม่ได้กวดขันให้มากขึ้น สรุปก็เลยไม่มีใครสอนให้รู้เลยว่าถูกผิดคืออะไร

ต้องบอกว่าเรื่องไม่ธรรมดาเช่นนี้ถูกส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ จนมันกลายเป็นความปกติธรรมดาในสายตาของคนกลุ่มนี้ไปแล้ว ว่าตนเองจะทำอะไรก็ได้ที่สะดวกแบบนี้ เพราะไม่ได้ถูกปลูกฝังมาว่าต้องเคารพกฎกติกาในการอยู่ร่วมกับคนอื่น ต้องเคารพสิทธิของคนอื่น ไม่ได้ถูกอบรมสั่งสอนมาว่าจะทำอะไรต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าตัวเราเองไม่ชอบ คนอื่นก็ไม่ชอบเหมือนกัน จะได้ไม่ไปทำกับคนอื่น การที่หลายครอบครัวไม่เคยสอนอะไรแบบนี้จากรุ่นแรก ๆ รุ่นต่อมาก็ไม่มีอะไรจะสอนรุ่นต่อ ๆ ไป รุ่นหลัง ๆ ไปก็ยิ่งหนัก ความเกรงใจคนอื่นไม่มี มารยาทพื้นฐานในการเข้าสังคมอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่มี และทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ คือการทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น

รากเหง้าของวัฒนธรรมไทยหลายอย่าง หากลองสืบสาวประวัติศาสตร์ จะพบว่าเรามักได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ก่อนที่จะนำมาดัดแปลงให้เป็นแบบไทย ๆ แต่เมื่อเอ่ยถามถึงว่าประเทศไทยเรานั้นมีอะไรบ้างที่เป็นไทยแท้ ๆ เรื่องของ “การทำอะไรตามใจคือไทยแท้” จึงถูกหยิบยกมาจิกกัดอยู่เสมอ เพราะมันถูกส่งต่อมานานมากพอจนกลายเป็นภาพจำแบบเหมารวมอย่างหนึ่งของคนไทยไปเลย หลายคนอาจบอกว่ามันเป็นวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ดีนะ ส่งออกภาพจำแบบคนไทยรักอิสระ ทำอะไรสบาย ๆ ซึ่งมันดูเข้าถึงง่าย และเป็นมิตรดี (ทั้งที่จริง ๆ แล้ว คนไทยนี่ยึดถือพิธีรีตองแบบจ๋า ๆ เลยนะ)

ถ้าแค่ทำอะไรสบาย ๆ ง่าย ๆ ไม่เครียดมันก็ดี แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่มันเริ่มเข้าข่ายว่า “อะไรก็ได้” แบบที่ไม่เกรงใจคนอื่น ไม่สนใจถูกผิด แบบนี้คงจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมไม่ได้ เพราะวัฒนธรรม หมายถึงสิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ การทำอะไรตามใจตัวเองแบบไม่สนว่าคนอื่นเดือดร้อน ไม่สนว่าผิดกฎหมาย เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางว่าสิ่งที่ฉันทำคือถูกเสมอ แบบที่คนไทยหลาย ๆ คนชอบทำ ก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องเจริญงอกงามตรงไหน

การทำอะไรง่าย ๆ อะไรก็ได้ แสดงให้เห็นข้อดีว่าคนไทยมีอิสระและรักเสรี แต่ถ้ามันมากถึงขั้นที่ไม่มีวินัยในตัวเองเลย และยึดถือตรรกะที่ว่าระเบียบวินัยเป็นเรื่องไม่สำคัญมันก็แย่ หลายคนเริ่มมองว่าวินัยเป็นเรื่องของการแสดงอำนาจ เป็นเรื่องของการบีบบังคับว่าต้องมี ต้องทำตาม ทั้งที่ความจริง วินัยในตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบีบบังคับ มันคือสามัญสำนึกของแต่ละคนเองว่าต้องมี ไม่เช่นนั้นมันก็จะเละเทะแบบที่เห็น เพราะไม่มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนเลยว่าควบคุมตนเองอย่างไรไม่ให้ทำอะไรละเมิดสิทธิคนอื่น ละเมิดกฎหมาย การไม่มีวินัยทำให้คนทำอะไรตามใจตัวเองแบบสะเปะสะปะ เพราะไม่มีกรอบกำหนดว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ กลายเป็นคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด และเป็นคนทำผิดแต่คิดว่าตัวเองถูก ด้วยการอ้างว่า “ถนัดแบบนี้” หรือ “พอใจแบบนี้” เพื่อหาความชอบธรรมให้สิ่ที่ตัวเองทำ

เมื่ออยู่กับคนหมู่มาก การที่ “ถนัดแบบนี้” หรือ “พอใจแบบนี้” มันจึงกลายเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น เอาแต่อ้างถึงสิทธิของตัวเองที่ทำได้แล้วละเมิดสิทธิของคนอื่น ละเมิดกฎหมาย ปัญหาก็คือการที่คนเหล่านี้ไม่รู้ (หรือโนสนโนแคร์) ว่าขอบเขตของสิทธิของตัวเองอยู่ตรงไหน รู้แต่ว่าฉันพึงพอใจที่จะทำ ฉันก็จะทำ มองว่าตัวเองสำคัญเกินกว่าจะต้องลดตัวไปทำดีกับใคร สำคัญจนไม่จำเป็นต้องเคารพกติกา มารยาท หรือกาลเทศะใด ๆ ในสังคม เป็นหน้าที่ของคนรอบข้างที่ต้องคอยมาเอาอกเอาใจตัวเองมากกว่า นี่เป็นลักษณะของคนที่ทำอะไรตามใจตัวเองจนเข้าข่าย “มารยาททางสังคมบกพร่อง” อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมก็ทำเขาเดือดร้อนกันหมด

มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนะ ที่จะใคร่ทำในสิ่งที่สะดวกตัวเองอย่างเดียว ทั้งที่ตัวเองอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม เพราะมันมีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ มันคือความไม่เกรงใจและละเมิดสิทธิของผู้อื่น และอาจละเมิดกฎหมายด้วยในบางกรณี ซึ่งในความเป็นจริง เรื่องของมารยาทพื้นฐานในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม จะต้องถูกอบรมสั่งสอนกันมาจากที่บ้านแล้ว ว่าเมื่อเราต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในที่สาธารณะ เราต้องมีมารยาทอย่างไรบ้าง ไม่ใช่จะทำแต่สิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ

ซึ่งทุกวันนี้ เรามักจะเจอแต่คนที่มี “ภาวะมารยาททางสังคมบกพร่อง” เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด พบเจอแต่คนที่แสดงพฤติกรรมมักง่ายและไม่มีมารยาทในที่สาธารณะอยู่เสมอ บางพฤติกรรมแค่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้ผู้อื่น แต่บางพฤติกรรมก่อสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นมากมาย พฤติกรรมเหล่านั้นทำให้ชวนคิดว่าคนเหล่านี้เติบโตมาอย่างไร พ่อแม่เคยอบรมสั่งสอนเรื่องมารยาทพื้นฐานทางสังคมบ้างหรือเปล่า หรือคนใกล้ตัวไม่คิดจะมีน้ำใจตักเตือนเขาหน่อยเหรอว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ถูกต้อง และควรเลิกพฤติกรรมเช่นนี้ซะ

เมื่อเราต้องอยู่ร่วมกับคนมักง่ายที่มารยาททางสังคมบกพร่อง

เป็นเรื่องน่าเศร้านะ ที่ทุกวันนี้เราต้องอยู่ในสังคมร่วมกับคนที่ไม่รู้ว่ามารยาททางสังคมพื้นฐานที่มนุษย์ควรมีเวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่นมีอะไรบ้าง คนเหล่านี้ไม่ใช่แค่แสดงพฤติกรรมที่ก่อความรำคาญ สร้างความวุ่นวาย ทำคนอื่นเดือดร้อน เห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นใจซึ่งกันและกัน หรือปราศจากความคิดในการเอาใจเขามาใส่ใจเราโดยสิ้นเชิงเท่านั้น แต่มีปัญหาไปถึงขั้นที่แยกแยะถูกผิดไม่ได้ด้วย นับวันยิ่งไร้สามัญสำนึก ทำตัวถ่อยไร้มารยาทโดยเข้าใจว่าทำให้เท่ แล้วที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ คนพวกนี้สามารถทำพฤติกรรมไร้มารยาทกับใครก็ได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย แต่ถ้าตัวเองเจอคนไร้มารยาทยิ่งกว่า คนพวกนี้จะเดือดร้อนจะเป็นจะตายให้ได้ ปาหินใส่คนอื่นได้แต่พยายามหลีกเลี่ยงหินที่จะปาใส่ตัวเอง

ซึ่งนี่คือสิ่งที่น่ากลัว ยิ่งเข้าใจว่าการทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นเรื่องที่ทำให้เท่ คนเหล่านี้จะยิ่ง “โอ้อวด” เวลาที่ตัวเองทำเรื่องแย่ ๆ ให้คนอื่น และถึงแม้จะมีทัวร์ตามไปลง คนพวกนี้จะคิดไม่ได้ และไม่รู้สึกสำนึกอะไรเลย ที่เถียงข้าง ๆ คู ๆ จะเอาชนะก็มีอยู่ไม่น้อย ที่ด่ากลับคนอื่นเพราะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดตรงไหนก็มีอยู่เกลื่อนกลาดในทุกพื้นที่ของสังคมชนิดที่ว่าแทบจะร้องไห้เลยล่ะถ้าจะต้องให้ลูกหลานของเราอยู่ในสังคมแบบนี้ ที่ในอนาคตมันอาจจะเละเทะกว่านี้อีก เหมือนโลกกำลังเข้าสู่กลียุคที่น่ากลัว

เพราะประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ สภาพสังคมไทยในปัจจุบัน เราจะพบเห็นคนไร้มารยาทและคนมักง่ายเกลื่อนเมืองไปหมด ทุกคนรู้ว่าสังคมมีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ที่ตรงไหนดี บางทีเข้าไปยุ่งมาก ๆ ก็เจ็บตัวกลับมา แล้วคนผิดก็ลอยนวลอยู่ร่ำไป เราก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าการทำให้ตัวเองพ้นความผิดในสังคมนี้มันไม่ได้ยาก ช่องโหว่ของกฎหมายมีเยอะแยะที่ทำได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะรณรงค์ให้คนมีสำนึกถึงความถูกต้อง ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความมีวินัยในตัวเอง ที่จะมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมมีมารยาทหรือไม่มีมารยาท เมื่อต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

แม้ว่ามันจะยากที่จะแก้ไขปัญหาผู้คนไร้มารยาทและมักง่ายกันสุด ๆ ในทุกวันนี้ ที่ความไม่ปกติค่อย ๆ ถูกทำให้กลายเป็นความปกติไปเรื่อย ๆ แต่เราทุกคนสามารถมีส่วนช่วยในการสร้างสังคมที่น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมในอนาคต เพียงแค่รักษาไว้ซึ่งความความมีวินัยในตัวเอง รู้ผิดชอบชั่วดี อยู่กับความมีมารยาทของตัวเองต่อไป ไม่ต้องสนใจว่าจะกลายเป็นพวกโลกสวย แล้วค่อย ๆ ถ่ายทอดความมีมารยาทนี้ไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของตัวเอง (แต่ควรสอนวิธีรับมือกับพวกไม่มีมารยาทไว้ด้วยเพื่อรักษาสิทธิตัวเอง) ให้มันไปเริ่มงอกงามในรุ่นต่อ ๆ ไปก็ยังได้ เด็ก เลี้ยงแบบไหน ปลูกฝังอย่างไรก็ได้แบบนั้น ถ้าเลี้ยงมาดี ปลูกฝังแต่สิ่งดี ๆ เขาจะเป็นคนดีที่รักษาความดีได้เอง แบบที่เรากำลังรักษาไว้อยู่