
งดงามขนาดนี้ ไม่ไปไม่ได้แล้วไหมล่ะ! เปิดประสบการณ์เที่ยววังเก่าอยุธยายามค่ำคืน สถานที่ที่มีประวัติและเรื่องเล่ามากมาย ทั้งเรื่องเล่าตามพงศาวดารและตำนานลึกลับปากต่อปากของชาวบ้าน!
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม หรือ พระราชวังจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่จะต้องอยู่ในลิสต์ทริปเที่ยวกรุงเก่าเสมอ ด้วยเหตุที่ว่าสถานที่แห่งนี้มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีบทบาทสำคัญและถูกกล่าวถึงในหน้าประวัติศาสตร์หลายรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ไทย ทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งหลายคนเคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ในช่วงเวลากลางวันมาแล้ว และบางคนอาจจะเคยลองนึกเล่น ๆ ดูเหมือนกันว่าในยามค่ำคืน สถานที่แห่งนี้จะสวยงามขนาดไหน เวลานี้โอกาสในการหาคำตอบนั้นมาถึงแล้ว!

ข้อมูลจาก Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum ได้ประกาศการจัดกิจกรรมพิเศษ ซึ่งก็คือ กิจกรรม Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม หรือก็คือการเปิดให้เข้าชมความงดงามของพระราชวังจันทรเกษมในเวลากลางคืน โดยกิจกรรมจะมีในทุก ๆ คืนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ยาวไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และการจัดงานนี้เป็นอย่างไร ติดตามได้จากที่นี่เลย
รู้จักพระราชวังจันทรเกษม
พระราชวังจันทรเกษม หรือวังหน้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก (คลองคูขื่อหน้า) ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระราชวังเดิมที่ปรากฏหลักฐานตามพระราชพงศาวดารสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2120 ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งที่เสด็จจากเมืองพิษณุโลกลงมาเข้าเฝ้าพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา ภายหลังใช้เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช อีกทั้งที่พระราชวังแห่งนี้ สมเด็จพระนเรศวรยังทรงใช้เป็นกองบัญชาการเพื่อรับศึกหงสาวดีเมื่อปี พ.ศ. 2129 อีกด้วย
นอกจากนี้ สถานที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระมหาอุปราชที่สำคัญถึง 8 พระองค์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และกรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์
อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 พระราชวังแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมเพื่อใช้เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเมื่อพระองค์เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และโปรดพระราชทานนามใหม่ว่า พระราชวังจันทรเกษม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2436
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เป็นพระราชวังจันทรเกษมให้เป็น “ที่ว่าการมณฑลเทศาภิบาล” ที่ทำการของมณฑลกรุงเก่า ครั้งที่พระยาโบราณราชธานินทร์ ได้รับพระราชทานตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้รวบรวมโบราณวัตถุจากบริเวณกรุงเก่าและใกล้เคียง มาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษม จนในปี พ.ศ. 2445 มีการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยใช้ตึกโรงม้าพระที่นั่งเป็นสถานที่เก็บรักษา เรียกว่า โบราณพิพิธภัณฑ์
ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายโบราณวัตถุต่าง ๆ จากโรงม้าพระที่นั่งเข้ามาเก็บรักษาและตั้งแสดงที่บริเวณอาคารพลับพลาจตุรมุข และต่อเติมระเบียงตามแนวอาคารด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก เพื่อจัดตั้งวัตถุ ศิลาจารึก และประติมากรรมต่าง ๆ โดยใช้ชื่อพิพิธภัณฑ์ว่า อยุธยาพิพิธภัณฑ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2479 กรมศิลปากร ได้ประกาศให้อยุธยาพิพิธภัณฑ์เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในนามว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
จะเห็นว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม มีแนวทางในการจัดเป็นแนวทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดี อาคารต่าง ๆ เป็นอาคารประวัติศาสตร์ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชการที่ 6
สถาปัตยกรรมภายในพิพิธภัณฑ์
โดยสิ่งก่อสร้างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และต่อมาได้กลายเป็นที่ทำการมณฑลเทศาภิบาล จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมอีกครั้ง สถาปัตยกรรมภายในมีรายละเอียด ดังนี้
- กำแพงพระราชวัง ปัจจุบันก่อเป็นกำแพงอิฐ มีใบเสมา มีประตูด้านละ 1 ประตู รวม 4 ด้าน โดยแต่เดิมนั้นคาดว่ามีกำแพง 2 ชั้น เช่นเดียวกับวังหลวง
- พลับพลาจตุรมุข ตั้งอยู่บริเวณกำแพงด้านหน้าชานของพลับพลา ในสมัย รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารพลับพลาทรงจตุรมุขแฝด เพื่อใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับออกงานว่าราชการและที่ประทับในเวลาเดียวกัน เดิมทีบริเวณที่ตั้งพลับพลาจตุรมุขเป็นซากแนวอาคารก่ออิฐถือปูน
- พระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นหมู่ตึกกลางพระราชวัง มี 4 หลัง คือ อาคารปรัศว์ซ้าย อาคารปรัศว์ขวา พระที่นั่งพิมานรัตยา และศาลาเชิญเครื่อง
- หอพิสัยศัลลักษณ์ (หอส่องกล้อง) ตั้งอยู่บริเวณกำแพงด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ เป็นอาคารหอสูง 4 ชั้น ที่สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งตามแนวรากฐานอาคารเดิม และใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดวงดาว
- โรงม้าพระที่นั่ง ตั้งอยู่ริมกำแพงด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น
- อาคารสโมสรเสือป่า ตั้งอยู่บริเวณกำแพงพระราชวังด้านทิศตะวันออก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6
- ตึกที่ทำการภาค (อาคารมหาดไทย) เป็นอาคารชั้นเดียว สร้างขนานไปกับแนวกำแพงด้านทิศตะวันตกต่อกับทิศใต้ สร้างขึ้นในสมัยพระยาโบราณราชธานินทร์ ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า
- ระเบียงจัดตั้งศิลาจำหลัก ใช้สำหรับเป็นที่เก็บรักษาบรรดาโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ แต่เดิมสร้างเป็นระเบียงหลังคามุงสังกะสี ยาวไปตามแนวกำแพงด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก
Night at The Palace พระราชวังจันทรเกษม มีกิจกรรมอะไรน่าสนใจบ้าง
- กิจกรรมนำชมพระราชวังสุดพิเศษ
- กิจกรรม “ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ” เชิญชวนแต่งชุดไทยเข้าชมพระราชวัง
- กิจกรรม “ชวน ชม ชิม” ฉลองเดือนแห่งความรักที่วังจันทน์
- กิจกรรม “ชาววัง ชวนขึ้นหอ” ชมทิวทัศน์อยุธยา บนหอสังเกตการณ์ยุคแรกของสยาม
- กิจกรรม “สายมู ยูต้องมา” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัง
- กรมศิลปากรเปิดพื้นที่พระราชวังจันทรเกษมให้หน่วยงาน องค์กร ภาคส่วนต่าง ๆ แสดงกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม การสาธิต การประดิษฐ์ งานศิลปะในช่วงกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการแสดง ศิลปะ ดนตรี งานหัตถกรรมพื้นบ้าน
- คืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีกิจกรรม “นำชม รอบเปิดวัง” ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป
รายละเอียดการเข้าชม Night at The Palace พระราชวังจันทรเกษม
- ชาวไทย 20 บาท
- ชาวต่างชาติ 100 บาท
- ผู้พิการ และชาวไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-3525-1586 E-mail: [email protected] หรือ เฟซบุ๊ก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum






























