Home Work & Living Living รู้จักกับ “บึงฉวาก” ที่เที่ยวในตำนานของสุพรรณบุรี

รู้จักกับ “บึงฉวาก” ที่เที่ยวในตำนานของสุพรรณบุรี

ภาพจาก FB: สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจทันได้เห็นการแชร์ภาพไวรัลความอ้างว้างและเงียบเหงา พ่วงด้วยดราม่าเบา ๆ ที่เกี่ยวกับ “บึงฉวาก” กันมาบ้างแล้ว ซึ่งเชื่อว่าแทบทุกคนทราบดีที่ “บึงฉวาก” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะรู้จักสถานที่นี้แบบรู้แค่ชื่อมากกว่า รวมถึงการเดินทางที่ค่อนข้างอยู่ไกลจากตัวเมืองด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุให้บึงฉวากค่อนข้างเงียบเหงาในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หลังจากจบประเด็นดังกล่าวแล้ว ดูเหมือนว่า “บึงฉวาก” จะกลับมาคึกคักดังเช่นที่เคยเป็นอีกครั้ง

ถ้าใครสนใจอยากไปเที่ยวที่ “บึงฉวาก” บทความนี้จะขอนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “บึงฉวาก” ก่อนที่จะไปเที่ยวกัน เพื่อที่จะได้รู้ว่าที่เที่ยวในตำนานแห่งนี้ มีสิ่งที่น่าไปเที่ยวชมมากกว่าที่เราคิด

ประวัติความเป็นมาของบึงฉวาก

บึงฉวาก หรือชื่อเต็มว่า บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่ และอยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 64 กิโลเมตร เดิมพื้นที่นี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำท่าจีน เมื่อผ่านระยะเวลาและการทับถมของตะกอนดินโคลน จึงทำให้ส่วนหนึ่งของแม่น้ำแยกตัวออกมาเป็นบึงรูปโค้งขนาดใหญ่ กินพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท

ต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีในขณะนั้น ได้มีแผนที่จะพัฒนาหมู่บ้านรอบบึงฉวาก เพราะเป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีนกนานาชนิด และทำเรื่องประกาศให้พื้นที่บึงฉวากกลายเป็นพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 โดยกำหนดชนิดสัตว์ป่าที่ห้ามล่าไว้ 59 ชนิด เป็นนก 58 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1 ชนิด ผ่านมาอีกหลายปี บึงฉวากถูกจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโครงการเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี โดยนายบรรหาร ศิลปอาชา ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับความสำคัญของบึงฉวาก คือได้รับการประกาศให้เป็นเขตคุ้มครองสัตว์ป่า มีศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก สังกัดสำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษา สำรวจค้นคว้าวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ดำรงสายพันธุ์สัตว์ป่า พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งอาหารของสัตว์ป่า หลังจากที่พัฒนาให้บึงฉวากกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็มีการสร้างกรงนกขนาดใหญ่ มีตู้ปลาน้ำจืด ตู้ปลาน้ำเค็ม บ่อจระเข้ และอุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ

และเนื่องจากความหลากหลายทางสายพันธุ์ของสัตว์และพืชน้ำ ทำให้บึงฉวากได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ คือเป็นพื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ น้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น มีน้ำขังถาวรหรือชั่วคราว ทั้งที่น้ำนิ่ง น้ำไหว ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตร จากนั้นก็เปิดให้ประชาชนสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2546 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

บึงฉวากมีอะไรน่าสนใจบ้าง

ภายในพื้นที่กว่า 2,700 ไร่ของบึงฉวากนั้น ถูกจัดแบ่งออกเป็นหลายโซนด้วยกัน โดยมีสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้

1. โซนสวนสัตว์บึงฉวาก

ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในวโรกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50 ประกอบด้วย อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ การดูนก สภาพทางภูมิศาสตร์ ประวัติความเป็นมาของบึงฉวาก มีตู้จำลองระบบนิเวศ และห้องฉายสไลด์วีดิทัศน์

ส่วนด้านนอกอาคารมีกรงเลี้ยงนกขนาดใหญ่ พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ สูง 25 เมตร ภายในกรงได้รับการตกแต่งให้ดูคล้าย สภาพธรรมชาติ ประกอบด้วยนกกว่า 45 ชนิด ที่น่าสนใจ ได้แก่ นกกาบบัว นกเป็ดแดง ไก่ฟ้าพญาลอ และไก่ฟ้าสีทอง มีการจำลองน้ำตกขนาดเล็กเอาไว้ภายในกรง ผู้เข้าชมจะเดินตามทางเดินที่จัดไว้ และได้สัมผัสใกล้ชิดกับนกต่าง ๆ ที่ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ในสภาพแบบธรรมชาติ ถัดไปจากกรงนก จะเป็นกรงเสือขนาดใหญ่ กรงเสือขนาดเล็ก มีเสือชนิดต่าง ๆ ให้ชม และสัตว์สวยงามอีกหลายชนิด โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ในสวนสัตว์ คือ

สิ่งที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ในสวนสัตว์ คือ

  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
  • กรงเสือและกรงสิงโต
  • สถานที่ถ่ายภาพร่วมกับสัตว์
  • ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่า และกรงนกใหญ่
  • เกาะกระต่าย
  • ศูนย์รวมพันธุ์ไก่ และกรงสัตว์หายาก
  • เรือจักรยานน้ำ

2. โซนสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ

แสดงพันธุ์สัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแค่ปี พ.ศ. 2541 สิ่งที่น่าสนใจภายในสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ได้แก่

อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 1 เป็นอาคารที่จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่น่าสนใจ ในส่วนของพันธุ์สัตว์น้ำจืดมีทั้งพันธุ์ปลาไทย พันธุ์ปลาต่างประเทศ และพันธุ์ปลาสวยงามชนิดต่าง ๆ รวมแล้วมากว่า 50 ชนิด ประกอบด้วยตู้ปลาน้ำจืดขนาด 30 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 ตู้ และตู้ปลาน้ำจืดขนาด 1-3 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 24 ตู้ นอกจากตู้ปลาน้ำจืด ยังจัดแสดงตู้ปลาทะเลด้วย โดยจัดแสดงอยู่ในอาคาร จำนวน 5 ตู้

อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 2 เนื่องจากอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 1 มีขนาดเล็ก สามารถจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำได้เพียง 50 กว่าชนิดเท่านั้น จึงมีการสร้างอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 2 ขึ้น โดยให้ตัวอาคารทั้งสองหลังเชื่อมติดกัน ภายในตัวอาคารประกอบด้วย ตู้ปลาขนาดใหญ่ บรรจุน้ำได้ 400 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 ตู้ สามารถเดินดูปลาได้รอบตู้ และมีอุโมงค์อะคริลิกลอดใต้ตู้สามารถชมความเคลื่อนไหวของสัตว์น้ำในตู้จากอุโมงค์ได้ อุโมงค์มีความยาวประมาณ 8.5 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรกของประเทศไทย มีนักประดาน้ำหญิงสาธิตการให้อาหารปลา นอกจากตู้ปลาใหญ่ ยังมีตู้ปลาน้ำจืดขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร 30 ตู้ ตู้ปลาทะเลสวยงาม จำนวน 7 ตู้

โดยการแสดงตู้ปลาใหญ่ มีเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ มี 4 รอบ ตั้งแต่เวลา 10.30 น. 12.00 น. 13.30 น. และ 15.00 น.

อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 3 (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลมากมายหลายชนิด มีตู้ปลาขนาดใหญ่ และตู้ปลาทรงกระบอกรูปทรงแปลกตา (ว่ากันว่าใหญ่และสูงที่สุดในเมืองไทย) รอบ ๆ มีตู้สัตว์น้ำให้ได้ดูแบบใกล้ชิดอีกมากมาย โดยจะแบ่งออกเป็นโซน ๆ ตามแต่ชนิดของสัตว์น้ำ เช่น ตู้ยักษ์ใต้สมุทร (ปลาหมอทะเล เต่าทะเล) ตู้แนวปะการัง (ปลาปักเป้า ปลาผีเสื้อ) ตู้ปะการังสีฟ้าจากโอกินาวา เป็นต้น เพื่อคอยบริการนักท่องเที่ยวให้ได้ชื่นชมกับความสวยงามของบรรยากาศโลกใต้ทะเล ตื่นตาตื่นใจกับอุโมงค์ปลา และบันไดเลื่อน ขนาดความยาว 75 เมตร เพื่อศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเล โดยไฮไลต์ของที่นี่ คือบ้านของเจ้าแห่งท้องทะเล หรืออุโมงค์ฉลาม ยาว 16 เมตร กว้าง 6 เมตร มีการแสดงให้อาหารฉลาม ที่จะจัดการแสดงโชว์ทุกวัน ในช่วงเวลา 14.00 น.

บ่อจระเข้น้ำจืด เป็นบ่อจระเข้ที่ได้จำลองให้มีสภาพใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ มีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยขนาด 1.5-4.0 เมตร ประมาณ 60 ตัว ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นความเป็นอยู่แบบธรรมชาติของจระเข้ และสามารถเข้าชมอย่างใกล้ชิด รวมถึงการแสดงจระเข้ที่คุณจะต้องอึ้ง ทึ่ง เสียว ขณะที่นักแสดงผู้ช่ำชองโชว์ทริกน่าหวาดเสียวต่าง ๆ กับจระเข้ฟันแหลม โดยการแสดงโชว์จระเข้ มีในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ รอบโชว์เวลา 11.30 น. 13.00 น. และ 15.00 น.

3. โซนอุทยานพืชผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ

อุทยานพืชผักพื้นบ้าน อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นสถานที่ที่นำพืชผักพื้นบ้านกว่า 500 ชนิดมาปลูกรวมไว้บนเกาะกลางบึงฉวากโดยจัดเป็นสวนสวยงาม ภายในมีโรงปลูกพืชระบบระเหยน้ำและมีการสาธิตการปลูกพืชในลักษณะไม่ใช้ดินตลอดจนการสาธิตการจัดสวนด้วยพืชผักพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีจุดจำหน่ายพันธุ์พืชพื้นบ้านให้นำกลับไปปลูกอีกด้วย

วันเวลาทำการบึงฉวาก

สำหรับใครที่สนใจอยากจะไปเที่ยว บึงฉวากเปิดให้บริการทุกวัน แต่เวลาจะแตกต่างกันในวันธรรมดาและวันหยุด ดังนี้

  • วันจันทร์-วันศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.
  • วันเสาร์-วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น.

ค่าเข้าชมบึงฉวาก

  • ค่าเข้าชมอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 1 อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 2 และบ่อจระเข้ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท
  • ค่าเข้าชมอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 3 (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 50 บาท ต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท ต่างชาติเด็ก 100 บาท
  • ** อายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี

ข้อมูลจาก Buengchawak