“รู้จักตนเอง” พลังที่จะทำให้คุณรอดในยุคนี้

“ช่วงเวลานี้มีความผันผวนสูง อยู่นิ่ง ๆ แล้วคอยฟังข่าวดูความเคลื่อนไหวที่มีอยู่รอบโลก เพราะจะส่งผลกระทบถึงกันหมด จากนั้นค่อยพิจารณาว่าในหน้าตักของเรามีอะไรอยู่บ้าง จากนั้นก็ลงมือทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะจากสถานการณ์ในเวลานี้แล้ว เศรษฐกิจทั่วโลกจะกลับมาปกติอย่างเร็วที่สุดก็กลางปี 2024″

เป็นบทสนทนาที่ผู้เขียนได้มีโอกาสนั่งคุยกับนักวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐกิจ ที่ได้กล่าวถึงช่วงเวลานี้ที่เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดความผันผวนมากที่สุด เพราะสาเหตุจากสงครามทั้งในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออก ได้ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยที่กัดกินไปทั่วโลก ซึ่งในช่วงเวลาแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกกลัว และมักจะคิดหาหนทางนำเงินของตนเองไปลงทุน เพื่อสู้กับความผันผวนที่เกิดขึ้

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ช่วงเวลาที่ผันผวนเช่นนี้ คือช่วงเวลาที่ต้องตั้งสติมากที่สุด การฟังกูรูทั้งหลายต้องเป็นการฟังพร้อมกับพิจารณา อย่างที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ปรมาจารย์ด้านการลงทุนได้กล่าวถึงการรับฟังคำพูดของคนอื่น ต้องเป็นการรับฟังด้วยสติว่า

“คุณจะพบกับความผิดหวัง หรือความผิดพลาดอยู่เรื่อย ๆ ถ้าหากยังใช้อารมณ์ในการตอบโต้กับทุกสิ่งรอบตัว พลังที่แท้จริงในชีวิตคนเรา คือการนั่งลงแล้วดูความเคลื่อนไหวรอบด้านด้วยสติ รู้จักตัวเองและรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจ แต่ถ้าปล่อยให้คำพูดคนอื่นมามีอิทธิพลกับการตัดสินใจของคุณ นั่นหมายความว่าใครก็ได้สามารถเข้ามาควบคุมชีวิตของคุณได้ เวลาพบกับปัญหา จงหายใจยาว ๆ และปล่อยให้ทุกสิ่งเคลื่อนผ่านไป โดยที่คุณเองก็มีสติรับรู้ในทุก ๆ เรื่อง”

เช่นเดียวกับในเวลานี้ การรับฟังข้อมูลหรือติดตามสถานการณ์ข่าวทั้งในประเทศและในโลกอย่างใกล้ชิดนั้นสำคัญมาก หากแต่ต้องตระหนักรู้ด้วยสติ ไม่ตื่นตระหนกเกินไป หรือเพิกเฉยไม่สนใจ เพราะข้อมูลทั้งหลายนั้น เมื่อเรารับรู้ด้วยสติ เราจะเห็นได้ว่าเรื่องใดเกินจริงหรือเรื่องใดเป็นความจริง ซึ่งในเวลานี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เอง ยังพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจโลกเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราไม่ได้อยู่กับเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อตลอดไป ทุกเรื่องต้องมีจุดสิ้นสุด หลังจากนั้นก็จะมีการเริ่มต้นใหม่ ในโลกทุกวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จะแก้ไขได้เร็ว เราไม่จำเป็นต้องรีบเอาเงินไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่แน่ใจ ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจ”

เหลือเวลาอีกประมาณ 60 วันก็จะเปลี่ยนเข้าสู่ปี 2567 นี่คือช่วงระยะเวลาไตรมาสสุดท้ายของปีที่ทุกคนเคยคาดหวังว่าจะเห็นกราฟเศรษฐกิจของประเทศเป็นลูกศรขาขึ้น แต่การประเมินของแบงก์ชาติล่าสุด ต้องตัดตัวเลขจีดีพีของประเทศ เหลือ 2.8% ขณะที่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยยังสูงจนทำให้หลายฝ่ายกังวล เพียงแค่สองเรื่องนี้ก็ทำให้การมองภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2567 ยังไม่น่าจะมีข่าวดี ประกอบกับสถานการณ์โลกที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐ ดูจะบานปลายในหลายทวีป

เมื่อฝุ่นตลบแบบนี้ ผู้เขียนเลยนึกถึงข้อเเขียนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในข้างต้น และนำมาให้คุณผู้อ่านได้ลองพิจาณาก่อนจะตัดสินใจนำเงินที่เก็บหอมรอบริบมาไปลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่มั่นใจ ไม่มีความรู้ และไม่มีข้อมูล เพราะช่วงเวลาเช่นนี้ นอกจากสภาพเศรษฐกิจที่จะเป็นปัญหาแล้ว มิจฉาชีพ หรือ 18 มงกุฎยังระบาดไปทั่วเมือง เพราะยิ่งเกิดความโกลาหลมากเท่าไร ความกลัวของผู้คนก็จะทะยานสูงขึ้นเท่านั้น และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราเห็นหลาย ๆ คนตัดสินใจผิดพลาด

ดังนั้น หายใจยาว ๆ และตั้งสติ อย่างที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ น่าจะเหมาะสมมากที่สุด จากนั้นคุณจะลงมือทำอะไร ก็มั่นใจได้ว่ามีแผนรองรับที่ดี และถ้าเกิดเหตุผิดพลาดก็ยังมีแพลน บี เป็นฟูกเอาไว้รองรับเพื่อไม่ให้บาดเจ็บมากเกินไป หวังว่าทุกท่านจะโชคดีนะคะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ