Home Work & Living Living นโยบายส่งเสริมให้ “คนมีลูก” จะแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยได้จริงหรือ

นโยบายส่งเสริมให้ “คนมีลูก” จะแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยได้จริงหรือ

สถานการณ์เด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงจนถึงจุดวิกฤติ กลายเป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะเมื่อผนวกรวมเข้ากับสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดต่ำจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรของไทยในอนาคตอย่างแน่นอน ช่วงเวลาอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ สัดส่วนผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานจะเพิ่มขึ้น ภาระพึ่งพิงวัยแรงงานเพิ่มขึ้นตาม ทำให้ประชากรในวัยทำงานต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเอง ครอบครัว หรือบุตรของวัยแรงงานด้วยซ้ำไป

ผลที่ตามมาอีกเป็นพรวน เมื่อวัยแรงงานไม่สมดุลกับวัยผู้สูงอายุ เพราะเด็กเกิดใหม่ในวันนี้ ก็คือแรงงานในวันข้างหน้า ถ้าวันนี้เด็กเกิดใหม่หายไปมาก แรงงานในอนาคตก็จะหายไปมากเช่นกัน เมื่อมีวัยแรงงานมีจำนวนน้อย แนวโน้มที่ภาครัฐจะมีรายได้จากการเก็บภาษีจากแรงงานก็จะมีสัดส่วนลดลง งบประมาณจากภาษีที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขและสวัสดิการในการดูแลผู้สูงอายุอาจไม่เพียงพอ ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ ปัญหาการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติมากขึ้น ที่สำคัญ เราอาจได้เห็นสภาพสังคมแบบไร้ลูกหลานได้มากขึ้นในอนาคต

เด็กเกิดใหม่น้อยลงมากจนเข้าสู่จุดวิกฤติแล้ว

ทุกวันนี้เด็กเกิดใหม่น้อยลงขนาดไหน ภาพในวันที่ครอบครัวของหลาย ๆ สังคมทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเป็นครอบครัวเดี่ยวกันมากขึ้น แถมยังเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ไม่มี “ลูก” ด้วย จากสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2553-2562) ก็มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปี หากดูตัวเลขจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (นับตามการแจ้งเกิด) จะเห็นว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2556 แล้ว มาถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการขยับขึ้นแต่อย่างใด โดยที่ยังรักษาระดับอยู่ที่ราว ๆ 600,000 คนขึ้นไปต่อปี

จนกระทั่งในปี 2563 ประเทศไทยเข้าสู่จุดที่มีเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 600,000 คนเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 587,368 คน และมีแนวโน้มจะลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องไปอีกเรื่อย ๆ สวนทางกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างในปี 2564 ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั้งสิ้น 544,570 คน โดยลดลงจากปี 2563 ถึง 42,798 คนเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าเราเข้าสู่ยุคที่อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำมากเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งปี 2564 ยังเป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนคนตายด้วยซ้ำ

มาถึงปี 2565 ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อัตราการเกิดปี 2565 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 502,107 คนเท่านั้น (ลดจากปี 2564 ลงมาอีก) และมีคนตายมากถึง 595,965 คน แสดงให้เห็นว่ามีจำนวนคนตายมากกว่าคนเกิดมากถึง 93,858 คน นั่นเท่ากับว่าอัตราเพิ่มตามธรรมชาติของประชากรไทย ติดลบเป็นปีที่ 2 นับตั้งแต่ปี 2564 ปรากฎการณ์ที่การเกิดน้อยกว่าการตาย แสดงได้เห็นว่าประเทศได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในช่วงประมาณ 10 ปีต่อจากนี้ จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตได้

เพราะปรากฎการณ์ดังกล่าว ทำให้มีการคาดการณ์ว่าไทยอาจเหลือประชากรไม่ถึง 40 ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และปัญหาโครงสร้างประชากรนี้จะกระทบกับอีกหลายเรื่อง ทั้งด้านสังคม ที่ทำให้กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ด้านเศรษฐกิจ ที่อาจมีปัญหาเรื่องแรงงานตามมา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลงไม่ได้มีแค่ที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ที่เจอพาดหัวข่าวว่าผู้หญิงเกาหลีใต้มีลูกน้อยที่สุดในโลกไปแล้ว และยังมีรายงานที่ระบุประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากอัตราการเจริญพันธุ์ปรับลดลง จนประชากรของประเทศอาจลดลงมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในปี 2643 มีมากถึง 23 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น, ไทย, สเปน, อิตาลี, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ ฯลฯซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างใหญ่หลวง จากข้อมูลนี้ จะเห็นได้ว่าปัญหาเด็กเกิดน้อยไม่ใช่แค่วาระระดับชาติ เพราะมันกลายเป็นวาระระดับโลกไปแล้ว

นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้คนไทยมีลูก ช่วยได้จริงหรือ

อัตราการเกิดที่ต่ำลงอย่างมาก เป็นปัญหาที่ภาครัฐพยายามแก้ไขมาโดยตลอด ครั้งหนึ่ง อธิบดีกรมสุขภาพจิตเคยมีการเสนอทางออกแก้ปัญหาเด็กไทยเกิดน้อยด้วยการให้รัฐบาลประกาศนโยบายประชากร รณรงค์ให้ครอบครัวที่มีความพร้อมมีบุตรครอบครัวละไม่น้อยกว่า 2 คน แต่ให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ มีการวางแผนและมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ รวมถึงมีการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภาวะมีบุตรยาก ให้เข้าถึงบริการได้เร็วขึ้นภายใต้การขับเคลื่อนมาตรการหลัก 4 เรื่อง คือ

  • เสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมแก่คนรุ่นใหม่ ในการสร้างครอบครัวและมีบุตรในวัยอันควร
  • ผลักดันให้รัฐบาลมีมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่มีเด็กอายุ 0-5 ปี
  • ส่งเสริมการจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 2 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน ในเวลากลางวันที่พ่อแม่จะต้องออกไปทำงานประกอบอาชีพ
  • ช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากให้เข้าถึงการรักษาในอายุที่น้อยลงเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีลูกมากขึ้น

จะเห็นว่าภาครัฐพยายามนำเสนอแนวทางที่จะแก้ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยด้วยการพยายามสนับสนุนให้คนไทยมีลูก แต่ต้องมีการวางแผนครอบครัวเป็นอย่างดี มีนโยบายภาครัฐต่าง ๆ มากมายที่ให้สิทธิประโยชน์คนมีลูก อย่างนโยบายมอบเงินอุดหนุนบุตร นโยบายเรียนฟรี นโยบายสร้างเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ การคุมเข้มการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ สิทธิการลางานคลอดทั้งหญิงและชาย (ข้าราชการ) ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กเพื่อผู้ใช้แรงงานเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ สิทธิการลาคลอด สิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและฝากครรภ์ ฯลฯ และยังไม่นับรวมนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่พรรคต่าง ๆ เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง

นโยบายดีแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้อยากให้คนอยากมีลูกสักเท่าไร

ความคิดของคนในสังคมเปลี่ยนไปแล้ว หากย้อนกลับไปมองแนวคิดของคนเจเนอเรชันก่อนหน้านี้ จำนวนไม่น้อยที่มีทัศนคติเกี่ยวกับการมีครอบครัว ว่าคือการแต่งงานใช้ชีวิตคู่และมีทายาทไว้สืบสกุล พวกลูกหลานที่มีก็จะเลี้ยงดูตอบแทนเมื่อตนเองถึงคราวชราภาพ แต่ปัจจุบันเป็นยุคที่คนเจนฯ มิลเลนเนียลและเจนฯ Z กลายเป็นกลุ่มคนที่มีช่วงอายุเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงวัยของการสร้างครอบครัว คนกลุ่มนี้บางส่วนกลับไม่ได้มองว่าการมีคู่ครองหรือครอบครัวเป็นเรื่องจำเป็น พวกเขาสามารถครองตัวอยู่เป็นโสด (อย่างเต็มใจ) ได้ตราบเท่าที่มีเงินและตัวเองไม่ได้เดือดร้อน ส่วนคนที่คิดจะสร้างครอบครัวก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะต้องมีทายาทอีกต่อไป แค่ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ ก็พอ

“ความไม่พร้อม” เป็นปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการจะมีลูก หรือแต่งงานแล้วแต่ยังไม่วางแผนเรื่องมีลูก คือยังไม่พร้อมจะมีภาระที่ต้องดูแลลูกไปอีกราว ๆ 20 ปี หลัก ๆ ก็คือ “ตัวเองยังเอาแทบไม่รอด ก็ไม่คิดจะมีลูกหรอก สงสารเด็ก สงสารตัวเองด้วย”

บรรดาคู่รักสมัยใหม่มองว่าการเลี้ยงลูก 1 คน ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ไม่ใช่เรื่องที่คิดอยากจะมีแล้วมีได้เลย มันมีค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนวณตั้งแต่ตั้งครรภ์ การคลอดลูก การเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดไปจนกว่าจะเรียนจบการศึกษา ไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลยที่ต้องใช้ ปัญหาเศรษฐกิจทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูลูก รวมถึงปัญหาสังคมหลาย ๆ อย่างที่ทำให้คู่รักรู้สึกว่า “ไม่ควรจะมีลูก” เพราะการมีลูกคือเรื่องใหญ่ ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา เพื่อให้เด็กที่เติบโตมามีคุณภาพ

ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนตระหนักถึง “การมีลูกเมื่อพร้อม” เพราะการมีลูกในขณะที่เศรษฐกิจแย่ ค่าครองชีพสูง ค่าแรงไม่ขึ้น และสภาพสังคมแบบในปัจจุบัน มันมี “ราคามันแพง” เกินไป มีค่าใช้จ่ายมากมายสำหรับการมีลูก เรื่องของค่านิยม ฐานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิต ที่ไม่เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งคนในยุคนี้มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันว่าการมีลูกคือภาระ และการเลี้ยงลูกคือค่าใช้จ่ายราคาแพง เพราะถ้าจะเลี้ยงลูกจริง ๆ ก็ต้องมีคุณภาพมากที่สุดทั้งด้านความเป็นอยู่และการศึกษา และเนื่องด้วยการมีลูกจะทำให้การใช้ชีวิตส่วนตัวหายไป จึงไม่คิดเรื่องการมีลูกจนกว่าความลงตัวในการใช้ชีวิตจะเข้าที่เข้าทางกว่าที่เป็นอยู่

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คู่รักยุคใหม่จะไม่ต้องการมีลูก บ้างก็กังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน กังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย กังวลเรื่องคนช่วยเลี้ยงลูก เพราะค่าครองชีพที่แพงสวนทางกับรายได้ รายจ่ายในชีวิตประจำวันเฉพาะของตัวเองยังอยู่ในภาวะเดือนชนเดือน กังวลเรื่องความยุ่งยากในการจัดสมดุลการเลี้ยงลูกและการทำงาน สภาพสังคม กังวลเรื่องการศึกษา กังวลเรื่องปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เด็กเกิดมา หลายครอบครัวจึงชะลอการมีลูก มีลูกยาก บางครอบครัวมีลูกน้อยลง หรือไม่ต้องการมีลูก ด้วยทัศนคติ ไม่จำเป็นต้องมีลูกก็ใช้ชีวิตอย่างน่าพึงพอใจได้

ไม่เพียงเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในลักษณะนี้ ยังทำให้เกิดค่านิยมอยู่เป็นโสดแพร่หลายในสังคม คนรุ่นใหม่ ครองตัวโสดแบบตั้งใจไปยาว ๆ หรือแต่งงานช้า หรือมองว่าการแต่งงานไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิต คนกลุ่มนี้พอใจที่จะอยู่ตัวคนเดียว วางแผนชีวิตหลังเกษียณและชีวิตในบั้นปลายไว้แล้ว และปัจจุบัน คนกลุ่มนี้ก็ทำงานเก็บเงินเพื่อเลี้ยงตัวเองตอนแก่ ถึงจะไม่มีลูกหลาน พวกเขาก็จะต้องอยู่อย่างสุขสบาย เมื่อคนรุ่นใหม่ ที่เป็นวัยที่สมควรจะมีลูกนิยมอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงาน และมีลูกกันน้อยลง อัตราเกิดของประชากรไทยจึงลดต่ำลงไปด้วย ดังนั้น ต่อให้นโยบายสนับสนุนคนมีลูกจะดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้คนที่ไม่อยากจะมีลูกเกิดนึกครึ้มเปลี่ยนใจอยากมีลูกขึ้นมาได้อยู่ดี

“คุณภาพ” กลายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่า “ปริมาณ”

จากอัตราการเกิดที่น้อยลง หรือค่านิยมของคนไทยที่มีลูกน้อยลง ทำให้เราต้องคำนึงถึงคุณภาพของการมีลูก ไม่ใช่ปริมาณอีกต่อไป​ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ในเมื่อค่านิยมและทัศนคติของคนยุคใหม่ซึ่งเป็นวัยเจริญพันธุ์ พวกเขาไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องความพร้อมความไม่พร้อม แต่ในเมื่อพวกเขาไม่อยากมี ต่อให้นโยบายสนับสนุนดีแค่ไหนก็ไม่อาจเปลี่ยนใจพวกเขาได้ ถ้านโยบายภาครัฐไม่สามารถทำให้คนหันมายอมมีลูกได้จริง ๆ ก็ต้องมีนโยบายที่ทำให้ประชากรที่มีอยู่มีคุณภาพมากที่สุด เช่น ให้พ่อแม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพ ภาครัฐมีนโยบายที่เอื้อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ของเด็ก หรือการสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กมีโอกาสพัฒนาทักษะชีวิตและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป คือการเฝ้าระวังประชากรเกิดใหม่ที่อาจด้อยคุณภาพ หรือก็คือเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่พร้อม ทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรือสภาพเศรษฐกิจ เด็กเกิดใหม่อาจจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายที่สนับสนุนให้คนไทยมีลูก ก็ต้องพยายามควบคุมให้เป็นเด็กที่มีคุณภาพ เพราะถ้าเด็กเกิดใหม่เป็นเด็กด้อยคุณภาพเสียส่วนมาก มันก็จะกลายเป็นอีกปัญหาที่ไม่ต่างจากเด็กเกิดน้อยเลย ในท้ายที่สุดก็ไม่อาจหวังพึ่งให้เด็กกลุ่มนี้เป็นประชากรคุณภาพที่ทำหน้าที่พลเมืองได้อย่างมีคุณภาพ แถมยังมีโอกาสสูงที่เด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคตด้วย

เด็กเกิดใหม่ที่ด้อยคุณภาพ คือเด็กที่เกิดมาโดยที่พ่อแม่ไม่พร้อม ไม่ว่าจะด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรือสภาพเศรษฐกิจ ท้องไม่พร้อม และขาดความรู้ในการเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นเด็กมีคุณภาพ จะทำให้เด็กเสี่ยงที่จะด้อยคุณภาพ ทั้งภาวะโภชนาการ สติปัญญา พฤติกรรม หรือแม้แต่เด็กที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการวางแผนครอบครัวที่ดี แม่มีลูกตอนที่อายุมากเกินไป หรือบังเอิญตั้งครรภ์ทั้งที่สุขภาพไม่พร้อม ก็เสี่ยงที่เด็กจะมีภาวะความผิดปกติทางสมองหรือผิดปกติทางการเรียนรู้ หรือพิการก็ได้เช่นกัน

คุณภาพของเด็กเกิดใหม่ สามารถวัดได้จากความพร้อมของคนที่จะเป็นพ่อและแม่เป็นหลัก เพราะเด็กเกิดใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นเด็กที่เกิดจากการวางแผนครอบครัวเป็นอย่างดี พ่อแม่พร้อมในทุกด้านที่จะสนับสนุนให้ลูกเติบโตเป็นประชากรมีคุณภาพ เตรียมทุกอย่างไว้ให้ลูกหมดแล้ว อีกกลุ่มเป็นกลุ่มพ่อแม่คนธรรมดา จะบอกว่ามีลูกทั้งที่ไม่พร้อมก็ไม่เชิง เพียงแต่ศักยภาพในการเลี้ยงลูกอาจไม่ได้เพียบพร้อมเท่ากับพ่อแม่ในกลุ่มแรก เด็กในกลุ่มนี้อาจมีพ่อแม่ที่เป็นแรงงานหรือชนชั้นกลางระดับล่าง มีงานทำ มีเงินเดือน แต่ก็ต้องใช้จ่ายหนี้สินไปด้วย ฐานะไม่รวยไม่จน ไม่ขัดสนแต่ก็ฟุ่มเฟือยบ่อย ๆ ไม่ได้ คนกลุ่มนี้ยังพอมีศักยภาพในการเลี้ยงลูก เลี้ยงอย่างตั้งใจให้เติบโตไปมีคุณภาพ

ส่วนกลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มคนที่มีลูกทั้งที่ไม่มีความพร้อมอะไรเลยสักอย่าง ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่เลี้ยงลูกแบบตามมีตามเกิดแบบสุด ๆ ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ประเภท “ท้องได้ก็เลี้ยงได้” แต่สุดท้ายก็ไม่เลี้ยงเอง ส่งให้ญาติผู้ใหญ่เลี้ยง เมื่อคนกลุ่มนี้มีลูก จะทำให้สภาพความเป็นอยู่แย่กว่าเดิม แทบจะไม่มีศักยภาพในการเลี้ยงลูกให้เติบโตไปเป็นเด็กที่มีคุณภาพได้เลย มีส่วนน้อยมาก ๆ ที่จะพยายามผลักดันให้ลูกตัวเองหลุดพ้นวงจรแบบนี้ อย่างไรก็ตาม มันก็อยู่ที่ตัวเด็กด้วย เพราะเด็กเหล่านี้มีวงจรชีวิตเหมือนลูกน้ำยุงลาย เป็นผลผลิตซ้ำของพ่อแม่ที่มีลักษณะเช่นเดียวกันมาก่อน สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก็จะใช้ชีวิตแบบมีปัญหาไปเรื่อย ๆ และส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปได้

พ่อแม่ที่ส่วนใหญ่มีลูกในวัยเรียน หรือมีลูกทั้งที่ไม่พร้อมในด้านใดเลย ตัวเองก็ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็ดันมามีภาระรับผิดชอบครอบครัวอีก ด้วยความที่เป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ความรู้อาจมีแค่มัธยมปีที่สาม หรือปวช. หรืออาจไม่จบอะไรเลย อาชีพที่พวกเขาเลือกได้ก็หนีไม่พ้นการทำงานรับจ้างที่มีค่าแรงแบบเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เมื่อมีลูกก็จะเลี้ยงลูกตามประสบการณ์ที่ตัวเองเคยได้รับ จึงทำให้เด็ก ๆ ที่เป็นผลผลิตของคนกลุ่มนี้เข้าสู่วงจรลูกน้ำยุงลายอย่างไม่จบสิ้น จะมีเพียงหนึ่งในร้อยหรือหนึ่งในพันเท่านั้นที่สามารถหลุดจากวงจรนี้ได้

นี่จึงเป็นอีกประเด็นที่ผู้มีอำนาจต้องขบคิดกันต่อไปว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ลำพังแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยก็ยากแล้ว ยังต้องควบคุมให้เด็กที่เกิดมาเป็นส่วนด้อยคุณภาพให้น้อยที่สุดด้วย เพราะภาครัฐคงไม่อาจไปบังคับให้ใครแต่งงานกันหรือบังคับให้คนต้องมีลูก จะออกกฎหมายกดดันว่าต้องมีลูกก็คงยาก ต่อให้เก็บภาษีคนโสดแพง ๆ คนเหล่านี้ก็คงไม่เลือกแก้ปัญหาด้วยการแต่งงานมีลูกอยู่ดี เพราะพวกเขามีกำลังจ่ายจากการเตรียมตัวอยู่เป็นโสดไปจนแก่ พวกเขาพร้อมสำหรับการอยู่คนเดียว ส่วนเด็กที่เกิดมาก็ต้องพยายามส่งเสริมให้มีคุณภาพให้มากที่สุด เพื่อลดปัญหาสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต