Home Inspiration My Dear มีเดีย Docuseries เครื่องมือการตลาดวงการกีฬายุคสตรีมมิ่ง

Docuseries เครื่องมือการตลาดวงการกีฬายุคสตรีมมิ่ง

ศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ข่าวที่ทำให้คนในวงการโปรดักชั่นชะงักการไถสมาร์ตโฟน แล้วกดเข้าไปอ่านข่าว คือเรื่องราวของลาลีก้า ลีกฟุตบอลอาชีพของสเปน ที่มีความนิยมเป็นรองแค่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้แถลงข่าวความร่วมมือกับ Netflix ในการผลิต Docuseries หรือซีรีส์สารคดีกีฬาโดยจะใช้ทีมงานชุดเดียวกับที่ผลิต Drive to Survive จนทำให้การแข่งขันเอฟวันมีแฟนหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น

ตามรายงานข่าวระบุว่าความคืบหน้าของการถ่ายทำอยู่ในระหว่างการเตรียมพร้อมของกองถ่ายหรือ Pre-Production โดยทีม Netflix จะทำการถ่ายทำในช่วงระหว่างฤดูกาล 2023-24 และจะได้ชมพร้อมกันทั่วโลกในปี 2024

โดยการตัดสินใจทำซีรีส์สารคดีครั้งนี้ของ ลาลีก้า นั้น ผู้อำนวยการอาวุโสของลีกอย่าง ออสก้าร์ มาโย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า สำหรับลาลีก้าแล้ว เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นลีกฟุตบอลอาชีพลีกแรกที่ Netflix จะทำการถ่ายทำในสเปน ซึ่งเรื่องราวที่กำลังจะถูกถ่ายทอดออกมานั้นนับเป็นโอกาสที่ดีของวงการฟุตบอลสเปนและแฟนบอลลาลีก้า ที่จะทำให้ทั้งโลกได้ตื่นเต้นไปกับลีกฟุตบอลอาชีพที่ได้รับความนิยมของสเปน และเป็นโอกาสที่ดีที่แฟนบอลลาลีก้าทั่วโลกจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิม”

เห็นข่าวนี้แล้วให้รู้สึกว่า ลาลีก้า ยกมาทั้งกองทัพเพื่อทำให้การแข่งขันฟุตบอลอาชีพจากสเปนกลายเป็นกระแสนิยมระดับโลกให้ได้ จากที่ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเองเคยเล่าถึงการเข้ามาในเมืองไทยกับแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งของ ลาลีก้า ที่ต้องการทำการตลาดแบบ B2C (Business to Consumer) ด้วยการรับชมผ่าน La Liga+ ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะทำให้เข้าถึงกลุ่มแฟนบอลโดยตรง และได้รับทราบว่ามีคนกลุ่มไหน การศึกษาระดับใด อายุเท่าไร เพศอะไร ฯลฯ ที่เข้าถึง ลาลีก้า บ้าง

เหมือน ลาลีก้า จะปูทางให้ตัวเองสวย ๆ ในปี 2024 นะคะ แต่เดี๋ยวก่อน เรื่องไม่น่าจะจบแบบ Happy Ending เพราะเอาเข้าจริงเพิ่งจะมีการเขียนถึงอีกหนึ่ง Docuseries ที่ผลิตโดยผู้ผลิตทีมเดียวกับ Drive to Survive ซึ่งซีรีส์สารคดีเรื่องดังกล่าวคือ Break Point  อันเป็นซีรีส์สารคดีที่เกี่ยวกับกีฬาเทนนิส แต่ปรากฏว่าความนิยมของ Break Point ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี สู้  Drive to Survive ไม่ได้ แถมร่วงตุ๊บ ไม่ติดในท็อปเทนของการรับชมของ Netflix

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ Break Point ไม่สามารถเดินตามรอยความสำเร็จของ Drive to Survive ได้นั้น มีการวิเคราะห์กันว่าช่วงเวลาถ่ายทำของทีมงาน Netflix นั้นรีบเร่งเกินไป ไม่มีซูเปอร์สตาร์เทนนิสมากพอในช่วงห้าตอนแรก ไม่สามารถสร้างไวรัลให้พูดถึงได้ เพราะนักเทนนิสเป็นนักกีฬาที่ต้องการสมาธิ ทั้งที่อยู่ระหว่างการฝึกซ้อมหรือแข่งขัน ซึ่งแตกต่างจาก Drive to Survive ที่ทำให้คนดูตื่นเต้นไปกับการเผชิญหน้ากันระหว่าง คริสเตียน ฮอร์เนอร์ และโตโต้ วูล์ฟ

แต่เหตุผลสำคัญที่ซีรีส์สารคดีกีฬาอย่าง Break Point ไม่ได้รับความนิยมอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ คือ เนื้อหาที่อยู่ในซีรีส์สารคดีกีฬาเทนนิสเรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างจากที่ ESPN NBC หรือแม้แต่ใน Tennis Channel เคยผลิตออกมา สิ่งเดียวที่ Break Point มีคือการให้ความรู้สึกถึงพลังของกีฬาเทนนิส เฉกเช่นที่ทีมงานเคยทำให้กับ Drive to Survive หากแต่ข้อเสียของ Break Point คือ ไม่มีอะไรใหม่สำหรับแฟนเทนนิสเลยแม้แต่น้อย

เอาเข้าจริงทั้ง ATP, WTA และลาลีก้า จะเดินตามรอยของเอฟวัน กับ Docuseries ก็มิใช่เรื่องผิดที่จะใช้เครื่องมือทางการตลาดแบบเดียวกัน เพราะถ้าแจ้งเกิดได้เหมือนกับ Drive to Survive ก็หมายถึงความนิยมในระดับโลก และเพิ่มจำนวนแฟนกีฬาขึ้นมาได้อีก เพราะมีซีรีส์สารคดีเป็นตัวกระตุ้น แต่การเดินตามรอยเท้าคนอื่น และเร่งทีมผลิตต้องทำงานแบบติดจรวด คือ เพียงแค่หนึ่งฤดูกาล โอกาสที่จะเดินตามรอยของ Break Point นั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว

เอาเป็นว่าปีหน้ารอชมซีรีส์สารคดีกีฬาของ ลาลีก้า จากนั้นลองตัดสินกันดูก็แล้วกันค่ะ ว่าจะช่วยกระตุ้นให้แฟนฟุตบอลสเปนเพิ่มขึ้นมาได้หรือไม่ ถ้างานนี้ทีมโปรดักชั่นของ Netflix กลับมาแก้ตัวได้สำเร็จ โอกาสที่เราจะเห็นกีฬาอาชีพอื่น ๆ เพิ่มขึ้นในสารคดีกีฬา ของ Netflix ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ