Home Work & Living Living TMS เทคฯ รักษาโรคซึมเศร้าแบบใหม่ สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษาแบบเดิม

TMS เทคฯ รักษาโรคซึมเศร้าแบบใหม่ สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษาแบบเดิม

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยมากในสังคมปัจจุบัน แต่ผู้คนมักไม่ค่อยตระหนักว่าเป็นโรคที่ต้องรับการรักษาจากจิตแพทย์ ด้วยเข้าใจว่าผู้ป่วยกำลังคิดมากไปเอง และมักใช้คำพูดเป็นคำปลอบใจว่า “อย่าคิดมาก” ซึ่งก็ไม่มีผลช่วยให้อารมณ์เศร้าดีขึ้นแม้แต่น้อย เนื่องจากอาการเศร้าเป็นมากจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง เพราะฉะนั้นการรักษาจึงเน้นการใช้ยาต้านอารมณ์เศร้าเป็นหลัก แต่ในผู้ป่วยบางรายก็ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเหตุเพราะมีอาการดื้อยา ซึ่งน่าเป็นห่วงผู้ป่วยในกลุ่มนี้มาก

โรคซึมเศร้ามีผลต่อภาวะอารมณ์ เช่น ไม่สดชื่น หดหู่ เศร้าหมอง หงุดหงิด และความคิดเป็นลบ เช่น มองตัวเองและผู้อื่นในทางลบ รวมทั้งอาการต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ไม่มีสมาธิ อ่อนเพลีย หมดอารมณ์ทางเพศ และที่อันตรายมากที่สุด คือมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ดังนั้น โรคซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่ทำลายความเป็นตัวตน พรากความสุขและรอยยิ้มของผู้ป่วยและครอบครัว ผู้ป่วยที่เผชิญกับโรคและรับการรักษามาอย่างยาวนาน อาจมีประสบการณ์การดื้อยาและดื้อการรักษาได้ การรักษาแบบ TMS เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถคืนความสุข เวลา และรอยยิ้มให้ผู้ป่วยได้

ลองเช็กอาการโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง ที่อาจบ่งบอกได้ว่ากำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้าอยู่ ซึ่งหากใครที่มีอาการเหล่านี้ครบหรือเกิน 5 ข้อ และมีอาการติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ รวมถึงมีความรู้สึกเหล่านี้ตลอดเวลา แสดงว่าคุณมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า

  • มีความรู้สึกเศร้า เบื่อ หรือหงุดหงิดตลอดทั้งวัน
  • สนใจในสิ่งรอบตัวหรือกิจกรรมที่เคยชอบน้อยลง
  • พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป น้ำหนักเพิ่มหรือลดลงอย่างมาก
  • นอนไม่หลับหรือหลับมากผิดปกติ
  • กระวนกระวายหรือเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
  • อ่อนแรง ไร้เรี่ยวแรง ไม่อยากทำอะไรเลย
  • รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า โทษตัวเองในทุกเรื่อง
  • สมาธิลดลง ใจลอย มีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ
  • คิดเรื่องความตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่บ่อยครั้ง

การรักษาโรคซึมเศร้า จำเป็นต้องกินยาต้านเศร้าอย่างต่อเนื่อง บางรายอาจต้องทำจิตบำบัด เช่น Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ร่วมด้วย และเนื่องจากยาออกฤทธิ์ปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ดังนั้น ต้องอาศัยระยะเวลาในการรักษาและรอการออกฤทธิ์เต็มที่ของยา เช่น Fluoxetine ใช้เวลาในการเริ่มเห็นฤทธิ์ในการรักษาคือ 1-2 สัปดาห์ และเห็นผลการรักษาเต็มที่ภายใน 1 เดือน หรือ Nortriptyline เริ่มเห็นผลการรักษาภายใน 14 วัน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องรับทราบ โดยเภสัชกรจะอธิบายลักษณะการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ยาตามแพทย์สั่งได้

โดยทั่วไป อาการของโรคไม่ได้หายทันทีที่กินยา ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด ยามีส่วนช่วยในระยะแรก ๆ ทำให้ผู้ป่วยหลับได้ดี เจริญอาหารขึ้น มีเรี่ยวแรงทำอะไรมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่ายเริ่มลดลง แต่หากทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นในผู้ป่วยบางรายที่มีการรรักษาที่ยาวนาน อาจพบอาการดื้อยาตามมาได้

ซึมเศร้าที่ดื้อต่อการรักษา

ในทางปฏิบัติผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มักได้รับการรักษาด้วยยา แต่มีผู้ป่วยจำนวน 1 ใน 3 เท่านั้นที่หายจากโรคได้จากยาต้านเศร้าตัวแรก (Antidepressants) แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการปรับเปลี่ยนยาและทำจิตบำบัด (Psychotherapy) ร่วมด้วย ก็ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ทนทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ถือว่าเป็นโรคซึมเศร้าที่ดื้อต่อการรักษา (Treatment – Resistant Depression) และ TMS มีบทบาทอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้

นอกจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่ดื้อต่อการรักษาจะต้องเผชิญกับอาการของโรคซึมเศร้าแล้ว ผู้ป่วยยังพลาดโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต เช่น พลาดการพบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ พลาดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างหรือคนในครอบครัว ไม่สามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้เต็มที่ การงานหรือการเรียนอาจจะมีปัญหาตามมา ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรโอกาสที่ผู้ป่วยจะฟื้นตัวจากโรคและจากสถานการณ์ในชีวิตก็จะยากขึ้นเท่านั้น

ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพจึงใช้ TMS กระตุ้นสมองในส่วนที่จำเพาะต่อการรักษา เพื่อลดอารมณ์เศร้า ความกังวล เพิ่มแรงจูงใจ ลดความคิดอยากตาย และเพิ่มความจำในผู้ป่วยกลุ่มนี้ นอกจากนั้น TMS ยังมีผลข้างเคียงต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายน้อยมากเมื่อเทียบกับการรับประทานยา ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้โดยไม่ถูกรบกวนด้วยผลข้างเคียง

รักษาด้วย TMS

นพ.ภคิน แก้วพิจิตร จิตแพทย์ ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

วิธีการรักษาด้วย Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการกระตุ้นด้วย TMS ครั้งละประมาณ 30 นาที เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ และต้องทำการรักษานาน 4-6 สัปดาห์ โดยก่อนเข้ารับการรักษาแพทย์จะทำการประเมินตัวโรค การรักษาที่ผ่านมา ข้อควรระวังหรือข้อห้ามในการรักษา การหาตำแหน่งที่ใช้ในการกระตุ้นบนศีรษะ การปรับค่าการกระตุ้น รวมถึงอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และมีการประเมินเป็นช่วง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดการรักษา

ผลข้างเคียง TMS

การรักษาด้วย Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) มีผลข้างเคียงต่ำ ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยบริเวณหนังศีรษะที่ได้รับการกระตุ้นหรือปวดศีรษะ แต่อยู่ในระดับที่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยทนได้ ซึ่งอาการจะทุเลาได้โดยการกินยาแก้ปวด และอาการเหล่านี้จะลดลงเรื่อย ๆ โดยแพทย์จะติดตามอาการและปรับค่าของการกระตุ้นเพื่อช่วยลดอาการข้างเคียง แต่ยังคงได้ผลต่อการรักษา ผลข้างเคียงที่รุนแรงของ TMS คือ ชัก ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก อย่างไรก็ตามก่อนการรักษาด้วย TMS แพทย์จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงในการเกิดการชักในผู้ป่วยทุกราย กรณีที่มีความเสี่ยงถือเป็นข้อห้ามในการรักษาด้วย TMS 

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ