Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Tomorrow ยมทูตที่ไม่ได้มาเอาชีวิต แต่มามอบ “วันพรุ่งนี้”

Tomorrow ยมทูตที่ไม่ได้มาเอาชีวิต แต่มามอบ “วันพรุ่งนี้”

ภาพจาก MBC

หลายวันก่อน ขณะที่กำลังไถเฟซบุ๊กเพื่ออัปเดตข่าวสารต่าง ๆ ในหน้าฟีด นิ้ว (เบียด) เจ้ากรรมก็ดันไปกดโดนตรงส่วนของวิดีโอเข้า จนไปเจอเข้ากับคลิปวิดีโอที่แนะนำขึ้นมา เป็นคลิปสั้น ๆ ความยาวประมาณนาทีครึ่งที่ถูกตัดมาจากรายการหนึ่ง ดำเนินรายการโดยคุณ “ลิลลี่ ภัณฑิลา” และคุณ “มารี เบรินเนอร์” (ทราบทีหลังว่ามันคือคลิปจากรายการ “ว่ามาดิ” ทางยูทูบ) แขกรับเชิญในเทปนั้นเป็นคุณ “ซอ จียอน” ซึ่งหลายคนทราบดีว่าเธอเป็นคนเกาหลีใต้โดยกำเนิด แต่ย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่ไทย และปัจจุบันเธอเป็นนักแสดง นักร้อง ที่มีผลงานแจ้งเกิดในไทยมากมาย

หัวข้อที่ขึ้นในคลิปสั้นทางเฟซบุ๊กนั้น เป็นคำถามว่า “สังคมเกาหลีอยู่ยาก!! จริงไหม?” (หากสนใจจะไปดูรายการเต็ม สามารถหาดูได้ในยูทูบช่อง Marie Broenner สามสาวคุยกันในประเด็นที่ว่า “บันเทิงไทยเทียบได้ไหม? กับเกาหลี”) แล้วให้คุณจียอนตอบในฐานะที่เธอเป็นคนเกาหลี ตอบในมุมคนที่เคยเติบโตขึ้นมาในสังคมเกาหลี เธอตอบว่ามันอยู่ยากจริง ๆ ซึ่งคำตอบของเธอไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรกับคนที่เป็นติ่งเกาหลี เพราะรู้มานานแล้วว่าสังคมเกาหลีนั้นเอาเข้าจริงไม่ได้น่าอยู่เหมือนในซีรีส์ที่ดู ผู้ชายทั่ว ๆ ไปก็ไม่ได้สุภาพบุรุษแบบในซีรีส์ด้วย ติ่งเกาหลีส่วนใหญ่แยกแยะได้ ไม่ได้หลับหูหลับตาติ่งจนไม่สนสี่สนแปดอะไร

ที่ยกประสบการณ์การดูคลิปสั้น ๆ แค่นาทีครึ่งขึ้นมานี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับซีรีส์เรื่องล่าสุดที่กำลังดูอยู่ คนที่ดูซีรีส์เกาหลีจะรู้ดีว่าฝั่งเกาชอบมีประเด็นทางสังคมมาเล่าในเนื้อเรื่องแบบจัดเต็ม ไม่กลัวโดนเซ็นเซอร์ ไม่กลัวโดนแบนอะไรทั้งนั้น ถ้าจะโดนแบนก็สู้สุดใจที่จะให้ได้ออนแอร์ต่อ เว้นแต่มันเรื่องใหญ่มากจริง ๆ ก็จำต้องงดออกอากาศไปกลางคัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนไทยก็คือ การที่ซีรีส์เกาหลีจะโดนแบนได้นั้น มันมาจากการที่ประชาชนเรียกร้องให้แบน หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้มีอำนาจมากขนาดที่จะมาสั่งแบนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ภาพจาก MBC

กลับมาที่ประเด็นในซีรีส์ ช่วงนี้ประเด็นที่กลับมาน่าสนใจอีกครั้งคงหนีไม่พ้นประเด็นของสภาพสังคมที่สุดแสนจะย่ำแย่ กดดัน หลายคนเปรียบกับนรกบนดินเลยก็มี เป็นสังคมที่คนในอยากออกคนนนอกอยากเข้า (ไปเที่ยวก็พอ) และกรณีของการกลั่นแกล้ง บูลลี่ ซึ่งเกาหลีเนี่ยเป็นดินแดนแห่งการบูลลี่กันเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ผลที่ตามมาจากสองประเด็นข้างต้น คือมีสถิติการฆ่าตัวตายสูงมาก คนที่ตกเป็นเหยื่อสภาพสังคมแบบนี้กับเหยื่อการบูลลี่อย่างหนักหน่วงไม่สามารถอดทนใช้ชีวิตอยู่อีกต่อไปได้ ทั้งสองประเด็นเป็นส่วนหนึ่งที่เล่าในซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องมาก ๆ

ซีรีส์ในสัปดาห์นี้เพิ่งจะเริ่มออนแอร์เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ถัดจากนั้น 1 สัปดาห์ก็เลยคิดว่าน่าจะรีบดูให้รู้เรื่อง แล้วถ้ามันดีจริงจะได้นำมาขายต่อในคอลัมน์วันนี้เลย ซีรีส์เรื่อง Tomorrow ใช่! ที่แปลว่า “พรุ่งนี้” นั่นแหละ หาดูซับไทยถูกลิขสิทธิ์ได้ใน Netflix เป็นซีรีส์แนวดราม่า-แฟนตาซี ที่สร้างจากเว็บตูนต้นฉบับในชื่อเดียวกัน Netflix จัดระดับความเหมาะสมของเรื่องนี้ไว้ที่ 18+ เนื่องจากมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง การใช้สารเสพติด ความรุนแรงทางเพศ การฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเอง ซึ่งมันออกจะสะเทือนอารมณ์คนดูได้อย่างแรง ต้องมีสติและวิจารณญาณมาก ๆ ขณะดู

Tomorrow เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เรียนเก่ง ขยัน แต่กลับต้องเตะฝุ่นหางานทำไม่ได้สักทีมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นคนตกงานมาตั้งแต่เรียนจบ เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้มีงานทำ การไปสัมภาษณ์งานของเขาทุกครั้งได้รับการตอบรับในแง่บวกตลอดแต่ก็ตกรอบสุดท้ายเสมอ คือในสภาพสังคมที่การแข่งขันสูงมาก ๆ ต่อให้เรียนเก่ง ขยันหาความรู้ใส่ตัวจนมีใบรับรองว่าทำนั่นทำนี่ได้ แต่ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้โดดเด้งออกมาอย่างชัดเจนจากบรรดาคู่แข่ง รวมถึงการที่ไม่มีเส้นสายใด ๆ ก็เป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะผ่าน

ภาพจาก MBC

คืนนั้นหลังจากที่ผิดหวังจากการไม่ผ่านงานในรอบสัมภาษณ์ เขาไปเจอเข้ากับคนเร่ร่อนที่คิดสั้น กำลังจะกระโดดแม่น้ำฮันฆ่าตัวตาย เขาเข้าไปขัดขวางไว้เพราะไม่สามารถปล่อยผ่านได้จริง ๆ ทั้งที่รู้ว่าสถานการณ์ของตัวเองอาจจะเพลียใจกว่าเดิมเพราะเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน และก็ตามนั้น เขาโชคร้ายประสบอุบัติเหตุตามไปด้วย แม้ว่าเขาจะยังไม่ตาย แต่ก็อยู่ในอาการโคม่าใส่เครื่องช่วยหายใจ สถานะในเวลานี้จึงเป็นกึ่งวิญญาณกึ่งมนุษย์ อย่างไรก็ดี การที่เขาประสบอุบัติเหตุไปด้วยก็มีหน่วยงานหนึ่งที่รับผิดชอบอยู่ แล้ววิญญาณของเขาก็เข้าไปพัวพันด้วยในตอนนั้น

คนที่เขาเจอก่อนจะประสบอุบัติเหตุไม่ใช่คน แต่เป็นยมทูตแผนกจัดการวิกฤติจากสำนักงานจูมาดึง สำนักงานขนาดใหญ่ที่ผูกขาดการทำงานของยมโลก มีข้อเสนอบางอย่างเป็นทางเลือกให้เขาระหว่างที่ต้องนอนเป็นผักไม่ได้สติ 3 ปี แล้วจะฟื้นขึ้นมาเอง กับการมาช่วยงานในปรโลก เพื่อลดเวลาการนอนเป็นเจ้าชายนิทราลงเหลือเพียงแค่ 6 เดือน เขาจึงกลายมาพนักงานสัญญาจ้างที่มีอายุน้อยที่สุดในสำนักงานจูมาดึง และเป็นยมทูตน้องใหม่ในทีม ช่วยเหลือผู้คนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะฆ่าตัวตาย ให้คนเหล่านั้นมีเหตุผลที่จะเปลี่ยนใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่ต่อไปให้ถึงวันพรุ่งนี้

ไม่มีใครที่คิดจะฆ่าตัวตายโดยไม่มีเหตุผล

ต้องบอกว่าเกาหลีช่างสรรหาทำ กล้ามากอีกแล้วที่เอาประเด็นอ่อนไหวขนาดนี้มาทำเป็นซีรีส์ คือมันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนจริง ๆ ถ้ามีอะไรไม่เข้าตา ไม่ถูกใจเนติเซนเกาหลีขึ้นมา ก็อาจจะโดนโจมตียับเยินเหมือนหลาย ๆ เรื่องก่อนหน้านี้เอาได้ ด้วยความที่การเล่าเรื่องมันเป็นแบบละคร ที่มีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงเป็นหลัก อาจเจอชาวเน็ตปสด. แหกเอาได้ แม้ว่าสิ่งที่เรื่องต้องการนำเสนอจะเป็นการยับยั้งไม่ให้ใครฆ่าตัวตาย แล้วเลือกที่จะมีชีวิตในวันพรุ่งนี้ก็ตาม ซีรส์แนวนี้จึงจำเป็นต้องพิถีพิถันและระมัดระวังมากเป็นพิเศษในการนำเสนออะไรก็ตาม

ภาพจาก MBC

ยังไม่ต้องเปิดดูเรื่องก็พอจะบอกได้ว่าเนื้อเรื่องโดยรวมจะเป็นยังไง เพราะทุกอย่างมันบอกในเรื่องย่อหมดแล้ว แต่สิ่งที่แนะนำว่าควรจะดูเรื่องนี้ ก็คือรายละเอียดต่าง ๆ ในการช่วยเหลือ และ (โดยเฉพาะ) การเติบโตของตัวละครยมทูตหัวหน้าแผนกจัดการวิกฤติและผู้ช่วยของเธอ หลังจากที่ได้ร่วมงานกับยมทูตน้องใหม่ต่างหาก เพราะพระเอกของเรามีวิธีในการช่วยเหลือคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายแตกต่างจากวิธีเดิมที่ทีมทำ และเขาไม่เห็นด้วยเอามาก ๆ กับวิธีการนั้น โดยเฉพาะวิธีการพูดกับคนที่กำลังจะจบชีวิตตนเอง เขาเข้าใจดีว่าทีมนี้คือช่วยคนอยากตาย แต่วิธีการมันไม่ได้

ภาพจาก MBC

หลังจากที่พระเอกเข้ามาร่วมทีมช่วยเหลือคนที่ต้องการฆ่าตัวตาย ทั้งที่ตัวเองไม่มีพื้นฐานการเป็นยมทูตมาก่อน (แน่ล่ะ ก็จริง ๆ แล้วเขายังไม่ตาย) เขาถือเป็นตัวป่วนของทีมที่มักจะทำอะไรสวนทางการทำงานแบบเดิม ๆ ของทีม มันเลยดูเหมือนเป็นการสร้างปัญหากว่าช่วยงาน แต่ประสบการณ์การมีชีวิตอยู่บนโลกมันสอนให้เขารู้ว่าการที่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานแบบนั้นมันเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้มแข็งเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยิ้มสู้กับมันได้ และการที่ใครสักคนเลือกที่จะหันหน้าความตายทั้งที่ลึก ๆ ในใจไม่ได้อยากตาย มันมีอะไรที่มากกว่านั้น

แต่ไม่ใช่ว่าหัวหน้าทีมจะไม่รู้เรื่องนี้หรอก ตัวเธอเองก็เหมือนมีความลับบางอย่างที่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนกัน ดีไม่ดีที่ตายแล้วมาเป็นยมทูตอยู่ในแผนกช่วยเหลือนี้อาจเป็นเพราะเธอก็ฆ่าตัวตายมาเหมือนกันก็ได้ มันน่าสนใจตรงที่ตัวเธอเองก็เป็นวิญญาณที่มาจากนรก ประสบการณ์ที่ทำงานมานาน เธอเข้าใจว่ามนุษย์ที่จะฆ่าตัวตาย ในใจลึก ๆ ไม่ได้อยากตาย แต่มันมีเหตุผลบางอย่างที่แตกร้าวเกินกว่าจะรับได้ ไม่งั้นไม่มีใครที่พยายามฝืนสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของตัวเองด้วยการทำเรื่องแบบนั้นได้หรอก

ภาพจาก MBC

แต่วิธีที่เธอใช้ช่วยเหลือมันฮาร์ดคอร์ไปหน่อย เธอใช้วิธีให้คนเหล่านั้น “ลองมุ่งหน้าเข้าสู่ความตาย” ดู จะได้รู้ว่าช่วงเวลาที่กำลังจะตายมันรู้สึกยังไง แต่เธอไม่ปล่อยให้คนเหล่านั้นได้ตายตามใจอยาก เพราะเธอจะเข้าไป “ช่วยชีวิต” ไว้ ดังนั้น มันอาจจะไม่ใช่การช่วยให้คนเหล่านั้นอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อถึงวันพรุ่งนี้เสียทีเดียว แต่มันเป็นการต้องอยู่ต่อเพราะฆ่าตัวตายไม่สำเร็จต่างหาก

จะบอกว่านี่เข้าใจดีว่าคนที่คิดจะฆ่าตัวตายเขาคิดอะไรอยู่ เขารู้สึกยังไง จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่การคิดสั้นหรือสิ้นคิดด้วยซ้ำ ลองนึกดูว่าการจะกล้าตัดสินใจทำแบบนั้นกับตัวเองได้ มันไม่ใช่จู่ ๆ ทำได้เลย แต่ต้องผ่านการคิดแล้วคิดอีก จะทำวิธีไหน อาจลังเลด้วยว่าจะทำดีไม่ทำดี การถือมีดจ่อคอตัวเองแล้วปาดเลยมันไม่ง่ายขนาดนั้นนะอย่าลืม ถ้าคนเหล่านั้นทำได้ เขาต้องคิดมานานขนาดไหนถึงให้ความตายเป็นทางออก เขาคงลองต่อสู้มาหมดแล้วทุกทาง กว่าที่พลังงานลบจะสูงจนสุ่มเสี่ยงแบบนั้น ตามธรรมดาน่ะ ส่วนใหญ่แล้วคนเราไม่ได้ดิ่งพรวดเดียวในครั้งแรกหรอก

ภาพจาก MBC

ไม่มีใครที่คิดจะฆ่าตัวตายโดยไม่มีเหตุผลหรอก แต่นั่นแหละ ทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง เขารู้ดีว่าการตายไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยน การตายไม่ได้ช่วยให้มีอะไรได้รับการแก้ไข การตายเป็นความเห็นแก่ตัวที่ทิ้งคนข้างหลังไปแบบนั้น และการตายทั้งที่ตัวเองเป็นแค่เหยื่อ ไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่ได้ถูกนัก แต่การตายสำหรับพวกเขาคือการที่จะได้ไม่ต้องรับรู้ถึงความทรมานใด ๆ ในการมีลมหายใจ ตายไปแล้วต้องรับผิดชอบหรือชดใช้อย่างไรบ้างเขาไม่รู้ รู้แค่ว่ามันจะยุติความทรมานในเวลานี้ได้เท่านั้น อย่าไปกล่าวโทษในสิ่งที่เขาทำเลย อย่าพูดทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาอดทนกับอะไรมาบ้าง

เราไม่รู้หรอกว่า “พรุ่งนี้” มีอะไรรอเราอยู่

“พรุ่งนี้” เป็นอนาคตที่ดูไม่ได้ห่างไกลจากปัจจุบันเท่าไรนัก แค่ผ่านค่ำคืนหนึ่งไปได้ก็ก้าวเข้าสู่วันใหม่แล้ว แต่น่าแปลกตรงที่ทั้งที่มันห่างจากเวลาปัจจุบันไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้อยู่ดีว่าชีวิตของเราในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ นอกเหนือไปจากสิ่งที่ตัวเราเองควบคุมได้แล้ววางแผนไว้ เราก็ไม่รู้อะไรอีกเลย นี่แหละ สำหรับบางคน “พรุ่งนี้” มันก็เลยน่ากลัวตรงนี้แหละ ตรงที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่ามีอะไรรอเราอยู่ ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือร้าย ถ้าดีไม่มีใครมีปัญหาหรอก แต่ถ้าร้ายล่ะ เราจะรับมือกับมันไหวไหม

ภาพจาก MBC

เอาดี ๆ ซีรีส์เรื่องนี้มันก็แอบให้ความหวังชีวิตคนเราเหมือนกันนะว่าพรุ่งนี้เราอาจเจอเรื่องดี ๆ ก็ได้ เพียงแค่เรายังมีชีวิตอยู่รอให้ถึงพรุ่งนี้ การช่วยเหลือคนที่กำลังจะตัดขาดตัวเองจากวันพรุ่งนี้ มันก็คือการมอบพรุ่งนี้ให้กับเขา แต่ก็นะ พรุ่งนี้ของใครหลาย ๆ คนก็ไม่รู้ว่าต้องพรุ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน ต้องผ่านค่ำคืนไปอีกนานเท่าไรกว่าจะเจอพรุ่งนี้ที่น่าพิสมัย รู้ไหมว่าคนเหล่านี้รอพรุ่งนี้มากี่พรุ่งนี้ คาดหวังมามากขนาดไหนแล้ว ในทางกลับกัน ปัจจุบันก็โหดร้ายจะแย่อยู่แล้ว ใครมันจะไปมีแก่ใจ มีอารมณ์ที่จะมีความหวังกับพรุ่งนี้ เขาอยากจบความทุกข์ทรมานในวันนี้ไปเลยมากกว่า เร็วกว่า ไม่อยากรอพรุ่งนี้ที่ไม่มีจริง

ภาพจาก MBC

ชีวิตแบบนี้ ใกล้เคียงกับข้อความที่เป็นไวรัลและเป็นมีมให้คนไทยเล่นอยู่ในเวลานี้ “สู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับ” อยากเห็นหน้าคนที่คิดข้อความนี้ขึ้นมามาก ๆ ว่าคิดขึ้นมาได้ไง เอาคำง่าย ๆ ไม่กี่คำมาร้อยเรียงกันแต่มันมีพลังไปทัชใจคนมากขนาดนี้ มันเป็นข้อความที่ไม่ต้องการคำแปลเพิ่มเติม เพราะมันแปลกระจ่างในตัวเองอยู่แล้ว สู้ชีวิต แต่ชีวิตสู้กลับ 555 แบบว่าอะไรมันไม่ได้ได้มาง่าย ๆ ทุกคนรู้เรื่องนั้นดี อยากได้อะไรก็ต้องสู้กันบ้าง แต่…ไม่เห็นต้องยากขนาดนั้นเลยก็ได้นี่นา ไม่เห็นต้องสู้กลับเลย ปล่อยให้เราสู้ตามลำพังก็แย่แล้ว ยัง…ยังจะมาสู้กลับอีก!

นิยามของวันพรุ่งนี้ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกันและไม่มีทางที่จะเหมือนกันด้วย กับคนที่พยายามมาตั้งเท่าไรแต่มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำยังถูกคนอื่นที่ไม่ได้มารับรู้ชีวิตอะไรด้วยตัดสินว่ายังพยายามไม่มากพออีก แบบนั้นมันก็ไม่ยุติธรรมกับพวกเขาเหมือนกัน คนอื่นมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินเขาจากสิ่งที่ตัวเองเห็นแค่ชั่วครู่ชั่วยามในด้านเดียว ถ้าไม่เคยมาร่วมต่อสู้ ร่วมพยายาม ร่วมอดทน ก็จะไม่รู้หรอกว่ามันแย่แค่ไหน ลิมิตความอดทนต่อเรื่องแย่ ๆ ของคนเราก็ไม่เท่ากันด้วย อย่าตัดสินว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย มองมุมกลับถึงในวันที่ตัวเองถึงจุดต่ำสุด ไม่มีความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้ดูบ้าง

ความรู้สึกที่คนอื่นต่างเดินไปข้างหน้า มีแค่ฉันที่ออกนอกเส้นทาง

นี่เป็นคำพูดของตัวละครยมทูตน้องใหม่ (ที่เรียกเขาว่าเป็นพระเอก) ที่พูดเมื่อปลอบใจเพื่อนสนิทที่กำลังอารมณ์ดิ่งจนถึงจุดเกือบต่ำสุด มีพลังงานลบที่สุ่มเสี่ยงจะฆ่าตัวตายสูงมาก เป็นซีนใน EP3 ที่อยากให้ทุกคนได้เห็นภาพในเรื่องด้วย แล้วจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จริง ๆ พระเอกพูดประโยคที่ยาวกว่านี้ ซับตามใน Netflix ก็คือ “ฉันเข้าใจ ความรู้สึกที่เหมือนคนอื่นต่างก็เดินไปข้างหน้า และมีแต่ฉันที่ออกไปนอกเส้นทาง เหมือนมีแต่ฉันที่เป็นคนแพ้ เหมือนมีแต่ฉันที่หยุดอยู่กับที่” พร้อมกับภาพเคลื่อนไหวที่เป็นชีวิตของพระเอกจริง ๆ

ภาพจาก MBC

อย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้น พระเอกเป็นเด็กเรียนเก่ง ขยัน จิตใจดี แต่เขาเป็นคนว่างงานมานานถึง 3 ปี ตั้งแต่เรียนจบ เพิ่งไปสัมภาษณ์งานมาก็ตกรอบสุดท้าย (ยิ่งในครั้งล่าสุดยิ่งเจ็บใจ ถ้าสาเหตุเป็นอย่างที่พระเอกคิดจริง ๆ) ในทุกวันที่คนอื่น ๆ เดินทางไปทำงาน พระเอกจะเดินสวนทางกับคนเหล่านั้น มีเพียงตัวเขาที่ออกนอกเส้นทางจากคนอื่น เพราะเขาไม่มีงานทำ ชีวิตเหมือนหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น เวลาที่เจอเรื่องแบบนี้เป็นปกติของคนเราที่ในใจจะรู้สึกเปรียบเทียบ แม้จะรู้ว่าการเปรียบเทียบนั้นทำร้ายตัวเองก็ตาม แต่ในเมื่อภาพมันฟ้องให้เห็นอยู่ทนโท่ ต่อให้เข้มแข็งแค่ไหนก็รู้สึก

ความรู้สึกที่เหมือนตัวเองเป็นคนแแพ้ เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมาก โลกของการแข่งขันน่ะไม่มีใครอยากจะเป็นคนแพ้หรอก ทุกคนรู้ดีว่าการเป็นคนชนะมีรางวัลที่น่าประทับใจรออยู่ และทุกคนก็รู้ดีอีกเช่นกันว่ารางวัลทั้งหลายมันไม่ได้มีมากพอที่จะทำให้ทุกคนชนะร่วมกัน มันต้องมีคนแพ้แน่ ๆ สักคน มันต้องมีคนที่เสียใจ ใครก็ไม่อยากเป็นคนนั้น จึงพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ถ้ามันหล่นตุ๊บลงมากลายเป็นคนแพ้จริง ๆ มันก็รู้สึกแย่เหมือนกัน ทั้งที่ฉันก็พยายามอย่างหนักไม่ต่างจากคนอื่น แต่ทำไมฉันถึงยังแพ้ ทำไมฉันอยู่ที่เดิม เราจะตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้แหละ

ภาพจาก MBC

กับคนที่พยายามอย่างเต็มที่ทุกครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับไม่ได้น่าพึงพอใจ ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะท้อแท้ อย่างที่บอกแหละว่าคนเรามีลิมิตในการรับเรื่องแย่ ๆ ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะต้องล้มถึงสิบครั้งถึงจะรู้สึกท้อ แต่บางคนแค่ครั้งสองครั้งก็เริ่มรู้สึกแล้ว ทว่ามันก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะรีบล้มเลิกไม่สู้ต่อเสียหน่อย “ความล้มเหลวหมายถึงให้ลองใหม่อีกครั้ง” แต่ต้องอีกกี่ครั้งล่ะ ถ้ามันไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้รู้สึกพอใจได้เลย กว่าคนเราจะมีความคิดว่าแล้วฉันจะต้องสู้ไปอีกนานเท่าไร แปลว่าเขาคงต้องลอง พยายาม สู้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่มันไม่สำเร็จเสียทีไง

ใครที่กำลังรู้สึกหงุดหงิดที่ชีวิตของตัวเองมันไม่ค่อยได้ดั่งใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นจิตตกคิดอยากฆ่าตัวตาย (แบบนั้นไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาเถอะ) อยากให้ลองดูซีรีส์เรื่องนี้ดู ในช่วงแรก ๆ มันอาจไม่ได้ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจอะไรมากขนาดนั้น แต่มันก็ทำให้เราได้ขบคิดตามในคำพูดหลาย ๆ อย่างของตัวละคร ได้ลองกลับมาพิจารณาชีวิตของตนเองให้มาก ๆ อีกครั้ง และมุกตลกที่แทรกมาเป็นพัก ๆ รวมถึงความน่ารักของคาแรกเตอร์พระเอกที่เปลี่ยนบรรยากาศหม่น ๆ ของเรื่องให้สดใสขึ้นเยอะ ลุ้นว่าตัวแถมชั่วคราวของทีมจะช่วยให้ทีมไม่ถูกยุบได้อย่างไร

มันเป็นสิทธิ์ของเราก็จริงที่จะอยู่หรือตาย แต่ถ้าจะตายไปทั้งแบบนั้น จะโอเคจริง ๆ หรือ นี่ชอบการซีรีส์พยายามสื่อว่าคนที่อยากตายเหล่านั้น จริง ๆ แล้วเขาก็อยากมีชีวิตอยู่เหมือนอย่างเรา ๆ นี่แหละ โลกยังมีคนที่เขารัก มีอะไรที่เขาอยากทำอีกตั้งเยอะแยะ ไม่ได้อยากที่จะตายไปแบบนี้ แต่มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถอยู่ได้อย่างที่อยาก ซีรีส์จะชวนเราไปสัมผัสให้ถึงตรงนั้น ดังนั้น ถ้าหากมีใครสักคนยื่นมือช่วยเหลือจริงจัง เขาอาจจะเปลี่ยนใจหันมาสู้ชีวิตที่ชีวิตเอาแต่สู้กลับไปจนกว่าจะหมดอายุขัยจริง ๆ ก็ได้ 🥊