Home Trending Story Trend ในประเทศ โลกอุดมคติ VS โลกอคติ คุณอยู่บนโลกใบไหน?

โลกอุดมคติ VS โลกอคติ คุณอยู่บนโลกใบไหน?

สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมแบบใด ๆ ในโลกล้วนดราม่า เราจะพบว่ามีประเด็นอ่อนไหวมากมายนับไม่ถ้วน แน่นอนว่าการที่เราเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับอะไรก็ตามที่เคยถูกเพิกเฉยก่อนหน้านี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี คนรุ่นใหม่ฉุกคิดอะไรได้หลายอย่าง น่าชื่นชมที่ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่หลาย ๆ ครั้ง เรามักจะพบว่าสังคม โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียมัน “อุดมดราม่า” มากเกินไป และปรากฏการณ์ที่เห็นตามมาก็คือ “เอะอะแบน” และผุดแฮชแท็ก save ได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้

การตระหนักรู้ในปัญหาต่าง ๆ เช่น การบูลลี่ การเหยียด การละเมิดความเป็นส่วนตัว ทำให้เราได้รู้ว่าเราไม่ควรปฏิบัติต่อบุคคลอื่นอย่างไร แต่บ่อยครั้ง เราลืมมอง “โลกของความเป็นจริง” ว่ามันไม่ได้เปลี่ยนหรือพลิกหลังมือเป็นหน้ามือได้ง่ายขนาดนั้น

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะคาดหวังให้สังคมที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

โลกอุดมคติ VS โลกอคติ

ความคาดหวังที่ไม่ได้มองตามพื้นฐานของความเป็นจริง จะขอเรียกว่า โลกอุดมคติ ซึ่งเป็นโลกแบบที่เราคาดหวังจะให้เป็น ถ้ายึดความหมายตามพจนานุกรมแล้ว อุดมคติก็ไม่ต่างจากจินตนาการ ฉะนั้น โลกอุดมคติจึงเป็นโลกที่เราจินตนาการว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริง ที่มนุษย์ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิต เมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้ว โลกอุดมคติจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ หรือจะเป็นเพียงโลกที่สวยงามแค่ในจินตนาการก็ได้ อยู่ที่มนุษย์จะกำหนด

ส่วนโลกอคติ หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนในความหมายของอคติ หลายคนจะเข้าใจว่าอคติเป็นการมองคนในแง่ลบ แต่ทางพระพุทธศาสนา อคติ คือ ความลำเอียง ที่ประกอบด้วย 4 อย่าง คือ ฉันทาคติ ความลำเอียงที่เกิดจากรัก โทสาคติ ความลำเอียงที่เกิดเพราะโกรธ ภยาคติ ความลำเอียงที่เกิดเพราะกลัว และโมหาคติ เป็นความลำเอียงที่เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา

จะเห็นว่าโลกสองใบต่างกันตรงที่ โลกอุดมคติ เป็นโลกแบบที่เราอยากจะให้เป็น ส่วนโลกอคติ คือโลกที่เรายึดว่ามันต้องเป็น แต่โลกทั้งสองใบเหมือนกันตรงที่ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง อุดมคติมาจากจินตนาการ ส่วนอคติมาจากการยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ที่ทุกอย่างต้องถูกจัดวางให้เป็นแบบนี้

ซึ่งถ้าลองกลับมาพิจารณาทุกอย่างบนพื้นฐานของความเป็นจริง โลกอุดมคติที่เราเฝ้าใฝ่ฝันถึงนั้น มีแนวโน้มเป็นไปได้มากแค่ไหน หรือเพราะว่ามันดูเป็นไปไม่ได้เราถึงหวังให้เกิดขึ้น มีคนหลายคนใฝ่ฝันที่อยากจะเปลี่ยนโลกปัจจุบันให้เป็นโลกตามแบบอุดมคติ เขาเหล่านั้นมีอุดมการณ์แรงกล้าที่อยากจะขับเคลื่อน

แต่พอเวลาผ่านไป คนเหล่านี้จะเริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งที่พยายามทำอยู่นั้นไร้ประโยชน์ โดดเดี่ยว และสิ้นหวัง นี่คือความจริงที่ว่า เราเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้ และเราจะไม่สิ้นหวังถ้าเราไม่คาดหวัง การไม่คาดหวังก็คือ การอยู่กับความจริง ยอมรับความจริงว่าตัวเราเปลี่ยนโลกไม่ได้ เปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ เพราะคนเราต่างคิดต่างเชื่อไม่เหมือนกัน แต่…เราเปลี่ยนตัวเองได้ (บางเรื่องยังเปลี่ยนตัวเองไม่ได้เลย จะไปเปลี่ยนใครเขาได้)

ส่วนโลกที่เต็มไปด้วยอคติ จะเป็นโลกที่เราลำเอียงเข้าหาทุกสิ่งทุกอย่างตามใจตัวเอง จนลืมเปิดหู เปิดตา เปิดใจรับข้อเท็จจริงอีกด้านว่าเป็นเช่นไร ซึ่งก็ไม่ต่างจากการหลงอยู่ในวังวนของห้องเสียงสะท้อน ที่จะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ นานวันเข้าเราจะเชื่อโดยไม่รู้ผิดรู้ถูก ไม่รู้จริงรู้เท็จ เพราะเราตั้งธงไปแล้วว่าอันนี้แหละจริง สิ่งที่ตรงข้ามจากนี้คือไม่จริง

การมองโลกโดยเริ่มเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นต้นเหตุของดราม่าหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่ไม่เห็นด้วยเองแล้วประกาศออกสื่อ แสดงความเห็นของตัวเองและมาถกเถียงกันโดยมักจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล แล้วปิดท้ายว่า “ความเห็นส่วนตัว” ถกเถียงกันด้วยตรรกะวิบัติ พ่นถ้อยคำหยาบคายและถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง ส่วนมากมาจากการอ่านไม่แตก อ่านไม่จบ อ่านแต่พาดหัว หรือแม้กระทั่งไม่อ่าน แค่เห็นคอมเมนต์ก่อนหน้าก็มโนเรื่องราวขึ้นมาเอง จากนั้นก็รีบเข้ามาผสมโรงฉอดอย่างเร็วพลัน อยากจะมีส่วนร่วมให้ได้

และต่อให้คดีพลิก ที่ฉอดไปนั้นหาได้มีสาระไม่ ก็ไม่ได้รู้สึกกระดากอายอะไร แค่ปล่อยให้คอมเมนต์นั้นเบลอไปจนต้องมีคนมาประกาศตามหาคนหาย แล้วไปหาฉอดประเด็นอื่นต่อก็จบ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนจะฉอดก็ไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย ไม่แม้แต่จะใช้เสี้ยววินาทีพิจารณาไตร่ตรอง เพราะไม่ค่อยอยากจะใช้อวัยวะที่เรียกว่าสมองเท่าไร ใช้แค่ปากด่ากับมือพิมพ์ก็พอ

ยังมีความหวังอยู่ไหม?

ก่อนอื่นต้องเลิกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เลิกใช้สายตาแบบพระเจ้าในการมองโลก เพราะเป็นเหมือนบ่วงที่ทำให้เราไม่สามารถเปิดตา เปิดหู เปิดใจมองสถานการณ์อื่น ๆ จากมุมมองแบบคนอื่น ทำให้ติดอยู่ในโลกที่ตัวเองคิดว่าเป็นแบบนี้ แต่ไม่ได้มองว่าโลกที่ยืนอยู่จริง ๆ เป็นโลกแบบไหน

หรือคิดเพียงแต่ว่าอยากให้โลกดีขึ้น แต่ไม่ได้ประเมินว่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ แบบตัวเองนั้น สามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน มีอำนาจต่อรองได้แค่ไหน มีอำนาจสั่งคนอื่นได้แค่ไหน ต้องจำไว้ว่าคนทำลายมีหนึ่งถึงจะน้อย แต่คนคนเดียวนี่ล่ะที่สามารถทำลายสิ่งที่คนนับร้อยนับพันค่อย ๆ สร้างขึ้นมาได้เหมือนกัน

ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวคุณเองแล้วล่ะว่าจะอยู่ในโลกใบไหน โลกอุดมคติสุดสวยดั่งทุ่งลาเวนเดอร์ แล้วปฏิเสธที่จะมองความจริงไปวัน ๆ หรือจะมองโลกแบบอคติ ที่เชื่อเพียงตัวเองเท่านั้นว่าทำถูก เชื่อถูก คนมองต่างคือผิด โดยไม่เคยคิดที่จะมาปรับจูนหรือทำความเข้าใจให้ตรงกัน และไม่รับข้อมูลอีกด้านทั้งที่มีคนนำมาป้อนให้ถึงที่

ลองคิดและพิจารณาดูให้ดี ๆ ว่าความสุข (?) ของคุณเอง อยู่ที่ตรงไหน จะเป็นโลกใบที่ 1 2 3 4 ก็ได้หมด ขอแค่ไม่ลืมความเป็นจริงก็พอ การปิดตาข้างหนึ่งอาจจะมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตบนความจริงมากขึ้น ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง และไม่ได้มีใครเดือดร้อน ก็ไม่ต้องดราม่าทุกเรื่อง ไม่ต้องแบนทุกอย่าง สังเกตและตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่ตรงจุดไหน แม้ว่าอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคุณคุ้นเคยกับเงาของตัวเองมากเกินไปก็ตาม