
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทย พยายามผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) หลายโครงการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบคมนาคมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT การโยกย้ายสถานที่ราชการออกไปนอกเขตพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ หรือการสร้างอาคารผู้โดยสาร และรันเวย์เพิ่มที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
และเพื่อให้เห็นภาพของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยามที่โครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ เสร็จตามแผนงานที่วางไว้ ลองไปดูความเป็นไปได้ที่จะเกิดในอนาคต ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง
เชื่อมต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยการคมนาคม แบบระบบราง
ปัจจุบัน ได้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT ในหลายเส้นทาง มีทั้งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ หรืออยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาล แต่เชื่อว่า ในปี 2564 หลายโครงการจะพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ อาทิ

โครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีน้ำเงิน
ถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ (เปิดให้บริการแล้ว), ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ, ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 โดยเมื่อเปิดครบทุกเฟส จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อของผู้ที่พักอาศัยในย่านกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก กับฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งรวมออฟฟิคของคนทำงานในกรุงเทพฯ ทันที
โครงการรถไฟใต้ดิน MRT สายสีม่วง
สำหรับโครงการถไฟใต้ดิน MRT สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ ได้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ทำให้ประชาชนใน จ.นนทบุรี ซึ่งทำงานหรือกำลังเรียนอยู่ในเขตกรุงเทพฯ เดินทางไป-มาสะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากมีตัวเลือกในการเดินทางมากขึ้นจากเดิม
** โครงการถไฟใต้ดิน MRT สายสีม่วง ยังมีแผนการก่อสร้างส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ราษฏร์บูรณะ อีกจุด คาดเปิดให้บริการ ปี 2568
โครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีแดง
เป็นอีกเส้นทางที่จัดแบ่งการก่อสร้างในแต่ละช่วงเป็นโทนสีแดงที่มีเฉดสีแตกต่างกันออกไป แต่ยังคงเป้าหมายเดียวกัน คือ แก้ไขปัญหาการจราจรบนท้องถนนซึ่งหนาแน่นทั้งช่วงเช้าและเย็น โดยโครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีแดง ประกอบด้วย สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และช่วงหัวลำโพง-มหาชัย ขณะที่สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช-ศาลายา และบางบำหรุ-มักกะสัน
หากดูเส้นทางที่มีการเชื่อมต่อของโครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีแดงทั้งหมด พบว่า เป็นจุดเชื่อมต่อของคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปริมณฑล (ปทุมธานี สมุทรสาคร และนครปฐม) แต่ทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ ทันที เรียกว่า หากโครงการนี้สร้างเสร็จทั้งหมด จะกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกการเดินทางยอดนิยมแน่ ๆ และหากราคาตั๋วไม่แรงจนเกินไป คงกระตุ้นให้มีคนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รองรับจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น
อย่างที่ทราบกันดีว่า ตอนนี้ยังมี Mega Projects ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่อยู่ระหว่างรอ ครม. อนุมัติโครงการ เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จทัน เปิดให้บริการภายในปี 2564 ถึง 2 โครงการ คือ
- โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
- โครงการก่อสร้างทางวิ่งอากาศยาน เส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
และเมื่อถึงเวลานั้น จะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมรองรับท่าอากาศยานที่รับผู้โดยสารจากทั่วโลกมากขึ้นจากเดิม
สัปปายะสภาสถาน แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ริมน้ำเจ้าพระยา

สำหรับ “สัปปายะสภาสถาน” ซึ่งเป็นรัฐสภาแห่งที่ 3 ของประเทศไทย (แทนที่อาคารเดิมบริเวณข้างสวนสัตว์ดุสิต) เป็นสถานที่ราชการอีกแห่งหนึ่งที่ถูกโยกย้ายออกไปนอกเขตพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดในเรื่องพื้นที่ใช้สอยหรือการจราจร
โดยรัฐสภาแห่งใหม่นี้ ถูกออกแบบให้เป็นอาคารที่ประหยัดพลังงาน ด้วยวิธีพึ่งพาธรรมชาติ (Passive Approach) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ที่มีความสำคัญของภูมิทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยา
ที่สำคัญ การเดินทางสะดวกสบายกว่าเดิม เนื่องจากมีโครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงใต้ ตัดผ่านอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และยังอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ
ที่พักอาศัยมีขนาดเล็กลง แต่ราคาเท่าเดิมหรือสูงขึ้น
เป็นที่ทราบกันดีกว่า แทบทุกตารางเมตรของกรุงเทพฯ ล้วนมีราคาแพงทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่ในปี 2564 ช่วงเวลาที่กรุงเทพฯ พัฒนาไปไกล ที่พักอาศัยในหลายพื้นที่โดยเฉพาะคอนโดที่อยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT สายสีต่าง ๆ ราคาห้องจะถีบสูงขึ้นจากเดิม
อาทิ คอนโดแถวท่าอากาศยานดอนเมือง ขนาด 25 ตารางเมตร จากเดิม (ปี 2561) ราคาประมาณ 1.49 ล้านบาท เมื่อโครงการรถไฟฟ้า BTS สายสีแดง เปิดให้บริการ การซื้อคอนโดในย่านนั้น ในงบประมาณ 1.49 ล้านบาท คุณอาจได้ห้องที่มีขนาด 20-22 ตารางเมตร ก็เป็นได้
Mega Projects ของภาคเอกชน จุดศูนย์กลางใหม่ของกรุงเทพฯ
อย่าคิดว่า มีเพียงภาครัฐเท่านั้นที่มีความสามารถในการผุด Mega Projects ด้วยปัจจุบัน ภาคเอกชน ก็มีศักยภาพพอที่จะดำเนินการ Mega Projects เช่นกัน อย่าง “ICONSIAM” โครงการห้างสรรพสินค้าและอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเกิดจากการจับมือของ 3 ทุนใหญ่ [บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)]
และในปี 2564 ไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ จะถูกทำให้สั่นคลอนไปกับ …
One Bangkok แลนด์มาร์คระดับโลก ใจกลางเมืองกรุง

เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย บนพื้นที่บริเวณแยกวิทยุ-สาทร หรือสวนลุมไนท์บาซ่าเก่า ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบขนส่งมวลชน และสามารถเชื่อมต่อกับระบบทางด่วนได้ง่าย
สำหรับ “One Bangkok” จะกลายเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกแห่งใหม่ ที่ประกอบด้วย
- อาคารสำนักงานมาตรฐาน LEED และ WELL 5 อาคาร
- โรงแรมหรู ที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ถึง 5 โรงแรมด้วยกัน
- พื้นที่ค้าปลีก
- พื้นที่กิจกรรมและศิลปวัฒนธรรม
- ที่พักอาศัยระดับ Ultra Luxury 3 อาคาร
ทั้งนี้ เฟสแรกของโครงการ One Bangkok คาดว่า จะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในปี 2564 ซึ่งเมื่อถึงเวลาดังกล่าวย่านเศรษฐกิจสำคัญอย่างย่านสีลม และพระราม 4 จะเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญของไทย ขณะที่ราคาที่ดินในโซนนั้น จะกระโดดสูงขึ้นอีกหลายเท่าอย่างแน่นอน ฉะนั้น ใครที่เล็งที่ดิน หรือที่อยู่อาศัยในย่านนั้น ก็รีบคว้ามาครอบครองซะนะ ขืนปล่อยไว้ อาจสู้ราคากันไม่ไหวแน่ ๆ
** โครงการ One Bangkok จะเสร็จสมบูรณ์ทุกเฟส ในปี 2568
เซ็นทรัล จับมือ ดุสิตธานี เนรมิตแลนด์มาร์คบนถนนสีลม
แม้จะยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่า โครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสมขนาดใหญ่ (Mixed-use) ที่เกิดจากความร่วมมือของ “กลุ่มเซ็นทรัล” กับ “ดุสิตธานี” จะยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครแน่นอน ด้วยที่ 2 ยักษ์ใหญ่ มุ่งหวังให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง จุดศูนย์กลางทางธุรกิจค้าปลีก และจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ จึงได้แบ่งโครงการออกเป็น 4 โครงการ ดังนี้
- โรงแรม
- อาคารที่พักอาศัย
- อาคารสำนักงาน
- พื้นที่ค้าปลีก
สำหรับในส่วนพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่นั้น คือ ในส่วนของโรงแรมดุสิตธานีเดิม ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มมีการรื้อถอนอาคารในพื้นที่บางส่วนไปบ้างแล้ว และเมื่อ “โรงแรมดุสิตธานี” ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 5 มกราคม 2562 ก็จะมีการรื้อถอนอาคารดังกล่าว เพื่อสร้างเป็นโครงการใหม่ในนาม “วิมานสุริยา” คาดว่า ชาวกรุงได้ยลโฉมใหม่ของแลนด์มาร์คบนถนนสีลม ไม่เกินปลายปี 2563
เป็นอย่างไรบ้าง กับโฉมใหม่ของกรุงเทพฯ ในปี 2564 ที่ Tonkit360 นำมาฝาก พอเห็นภาพคร่าว ๆ กันแล้ว ใครที่เตรียมลงทุนกับบรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ไม่ไกลจาก Mega Projects ของภาครัฐ และภาคเอกชน ก็รีบกว้านซื้อกันไว้นะ ถ้ามัวแต่รอ ระวังจะทุนหายกำไรหด ทุนหมดกำไรไม่เหลือ !!!






























