Home Uncategorized แล่เนื้อเถือหนัง THE POOL นรก 6 เมตร – ท่าดี “พี่เคนดี” แต่ทีเหลว

THE POOL นรก 6 เมตร – ท่าดี “พี่เคนดี” แต่ทีเหลว

เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ผู้เขียนเฝ้ารอมาตั้งแต่วันประกาศสร้าง และมีโอกาสได้อ่านพล็อตเรื่องของมันซึ่งน่าสนใจมากเพราะถือเป็นพล็อตแนวใหม่ที่ยังไม่เคยมีหนังไทยเรื่องไหนในประเทศทำมาก่อน แต่พอเสร็จสิ้นและเข้าฉายจริงกลายเป็นว่า “The Pool นรก 6 เมตร” กลายเป็นอีกหนึ่งผลงาน ที่ดูแล้วได้แต่บ่นเสียดายเมื่อมันไม่ดีอย่างที่ควรเป็น

The Pool นรก 6 เมตร เล่าเรื่องของ เดย์ (พี่เคน-ธีรเดช ขวัญใจสาว ๆ) เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลป์ของกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีหน้าที่ต้องเคลียร์อุปกรณ์การถ่ายทำต่าง ๆ ที่อยู่ในสระน้ำ ทว่าระหว่างที่เจ้าตัวกำลังนอนหลับบนแพยางสบาย ๆ กลางสระน้ำ ปรากฏว่า เพื่อนทีมงานของเขาได้ปล่อยน้ำในสระออกก่อนกลับบ้าน เมื่อ เดย์ ตื่นขึ้นมากลายเป็นว่าเขาต้องตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดจากสระว่ายน้ำลึก 6 เมตร โดยที่ไม่มีตัวช่วยใด ๆ ขึ้นมาให้ได้ โดยมีอุปสรรคและบททดสอบสุดซวยต่าง ๆ ที่เจ้าตัวคาดไม่ถึงต้องคอยรับมือด้วย

อย่างที่บอกไปว่าพล็อตตั้งต้นน่าสนใจมากเมื่อ The Pool ถูกนำเสนอในแนว ดราม่า ธริลเลอร์ เซอร์ไวเวอร์ การเอาชีวิตรอดจากสถานที่ปิดตาย ไร้ผู้คนให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่หนังไทยยังไม่ทำกัน ทว่าเมื่อหนังปล่อยตัวโปสเตอร์หลักที่เผยให้เห็นจระเข้ สัตว์ร้ายที่พระเอกต้องต่อสู้เพื่อปีนขึ้นมาจากสระน้ำตั้งแต่ภาพนิ่ง แถมตัวอย่างหนังยังบอกรายละเอียดหมดว่า “พี่เคน” ต้องเจอกับอะไรบ้าง ก็ทำให้ความตื่นเต้นกระตือรือร้น ความอยากดูลดลงไปพอสมควร กระนั้นผู้เขียนเองก็ยังเชื่อมั่นว่า เมื่อเข้าไปดูในโรงแล้วคงมีอะไรมากกว่านั้น

แต่…..มันก็มีแค่สิ่งที่เราเห็นในหนังตัวอย่างนั่นแหละ ไม่มีเนื้อหาอะไรเซอร์ไพรส์เพิ่มเติมแต่อย่างใด (โธ่ เศร้าจัง)

องค์แรกของหนังทำได้ดี เมื่อหนังค่อย ๆ ปูพื้นตัวละครของพี่เคน ในบทฝ่ายอาร์ตกองถ่ายภาพยนตร์ กระทั่งมาโชคร้ายถูกทิ้งให้อยู่ในสระน้ำเปล่า ๆ คนเดียวในคืนวันแรก ซึ่ง ณ จุดนี้ หนังทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับตัวละครและอยากเอาใจช่วย แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ในวันติดสระที่ 2-3-4-5 ฯลฯ พร้อมกับบทที่สร้างสถานการณ์ให้ พี่เคน เจอเคราะห์กรรมต่าง ๆ ที่ตัวบทโยนเข้ามาแบบ “โคตร Fake” ทั้งแฟนสาวของพี่เคนที่เผลอ (หรือโง่) กระโดดลงสระ ทั้งที่ควรจะเห็นว่าน้ำในสระลดระดับลงไปเยอะแล้วโดดลงไปอาจตายได้ หรือใส่จระเข้เข้ามาให้พระเอกสู้ฟัดเอาตัวรอด จากหนังโทนซีเรียสขึงขังจริงจัง กลายเป็นหนังตลกคอมเมดี้ไปเฉยเลย

ในฐานะที่เคยดูภาพยนตร์แนว ธริลเลอร์ เซอร์ไวเวอร์ เอาตัวรอดจากสถานที่ปิดตายเรื่องอื่นที่ทำออกมาได้ถึงรสชาติอย่าง 127 Hours กับ Buried มาก่อน ทำให้เราเรียนรู้ว่า “ความสมจริง” คือ หัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องแนวนี้ แต่ The Pool กลับฉีกตำราดังกล่าวทิ้งหมด เมื่อทีมงานดูจะสนุกสนานกับการโยนสถานการณ์เฮงซวยเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำทำร้ายตัวพระเอกอย่างสนุกมือ จนมองข้ามเหตุผลและความสมจริงต่าง ๆ ไปหมดสิ้น สถานการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ในเรื่องดูออกชัดเจนว่ามาจากการ Set Up มากกว่าปล่อยไหลไปตามธรรมชาติ ดูแล้วชวนอึดอัดและน่าเบื่อ

และด้วยความที่บทหนังมองข้ามตรรกะ เหตุผล และความสมจริงไป กลายเป็นว่าตลอดทั้งเรื่องเราต้องเจอกับการ Set Up สถานการณ์ที่ดูปลอม ๆ เยอะมาก ทั้งเรื่องตัวละครที่โดนความโชคร้ายเล่นงานเหมือนถูกทีมงานกลั่นแกล้ง หรือการหยอดตัวช่วยเอาชีวิตรอดจากก้นสระที่มันมาแบบง่ายดายเหลือเกินเหมือนพระเจ้าเสกมาให้ (ยกตัวอย่าง ลวดราวตากผ้าที่อยู่ ๆ ก็ปลิวลงมาในสระให้พี่เคนปีนขึ้นมา หรือบันไดไม้ไผ่ที่ตกลงมาแบบบังเอิญ ฯลฯ) ยิ่งกว่านั้นคือการตัดสินใจของตัวละครหลาย ๆ ครั้งที่ดูแล้วคิดว่ามันน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้นี่นา ไม่เห็นต้องลงทุนเสียเลือดเสียเนื้อเจ็บตัวเลยสักนิด

อีกเรื่องที่รับไม่ได้เลยคือไดอะล็อก บทพูดของหนัง ที่ดูน่าขันแบบไม่คิดว่าตัวละครจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาในสถานการณ์จนตรอกถึงชีวิตเนี่ย (นางเอกตกสระ ตื่นมาเจอจระเข้แล้วถาม….เตง นั่นอะไรอ่ะ?) หรือการยัดเยียดคำพูดปลุกใจที่นางเอกมอบให้พระเอกต่อสู้เอาชีวิตรอดขึ้นจากสระ ซึ่งดูแล้วก็ได้แต่ขำว่ามันมีมนุษย์บนโลกนี้พูดประโยคแบบนี้ด้วยเหรอ? (จริง ๆ ก็ขำตั้งแต่ตัวอย่างหนังที่นางเอกบอก…เตง ขอโดดน้ำทีนึง โอ้ย!! 55555) รวมถึงการตัดต่อ หรือการแพนกล้องที่ดูเป็นมิวสิควีดีโอมากกว่าภาพยนตร์อีกต่างหากที่ไม่ส่งให้เกิดอารมณ์ร่วมใด ๆ และเมื่อทุกอย่างมันเหลวเป๋วแบบนี้ผู้เขียนก็ไม่รู้จะทำอะไรดีนอกจากภาวนาให้มันจบเร็ว ๆ เพื่อจะได้ออกไปทำอย่างอื่นเสียที ประหนึ่งเป็นพี่เคนที่ติดอยู่ในโรงภาพยนตร์ (ฮา)

แม้จะรู้สึกชื่นชม ผกก.พิง ลำพระเพลิง และทีมงานทุกคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจนำเสนอภาพยนตร์ไทยแนวใหม่ให้พ้นจาก Comfort Zone อย่างหนังแนวตลก หนังรัก และหนังผีที่ผลิตกันมาซ้ำซาก เปิดตลาดให้ผู้ชมได้ลองเสพหนังแนวอื่นบ้าง แต่น่าเสียดายที่ความตั้งใจเหล่านั้นกลับนำเสนอออกมาได้ไม่ดีพออย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่มันมีสิทธิจะเป็นหนังที่ดีได้ไม่ยากเลย และก็เสียดายแทน “พี่เคน” ที่นาน ๆ ทีจะมารับงานภาพยนตร์จอใหญ่แถมเล่นดีด้วย แต่ดันมาเจองานที่อ่อนชั้นปวกเปียกเช่นนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เหล่าคนทำหนังไทยต้องศึกษาและพัฒนากันต่อไป

ขอปรบมือให้กับความพยายามที่ดี แต่มันยังดีไม่พอ…