Home Work & Living Living งานผี-พิธีศพ ทำไมต้องใช้ “ดอกไม้จันทน์”

งานผี-พิธีศพ ทำไมต้องใช้ “ดอกไม้จันทน์”

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ใกล้เข้ามาทุกที ทางกรุงเทพมหานครจึงมีการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมจัดทำดอกไม้จันทน์ “กรองดอกไม้จันทน์ กลั่นจากดวงใจ จากปวงลูกไทย ถวายแม่ของแผ่นดิน” เพื่อใช้ในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีพระเพลิงพระบรมศพฯ ในครั้งนี้

ซึ่งสำหรับคนไทยแล้ว หากได้ไปร่วมพิธีฌาปนกิจ มักจะพบว่า “ดอกไม้จันทน์” นั้นอยู่คู่กับพิธีเผาศพในวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่หลายคนจำความได้ อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าวัฒนธรรมการใช้ดอกไม้จันทน์ในงานศพของคนระดับชาวบ้านทั่วไปนั้นอาจไม่ได้เก่าแก่อย่างที่เราเข้าใจ เพราะจริง ๆ แล้ว “ดอกไม้จันทน์” เป็นธรรมเนียมดั้งเดิมในราชสำนักมาก่อน ก่อนที่ชาวบ้านสามัญชนจะรับคตินี้มาใช้กับงานศพของคนทั่วไป ลองมาดูกันว่า วัฒนธรรมดอกไม้จันทน์ในงานศพเริ่มต้นมาจากไหน

ไม้จันทน์คืออะไร และมาจากไหน

ทุกวันนี้ เราอาจจะคุ้นเคยกับดอกไม้จันทน์ที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้กระดาษ แต่แท้จริงแล้ว ในอดีต เราเคยใช้ (ดอก) ไม้จันทน์จริง ๆ โดยนำเนื้อไม้จันทน์มาไสเป็นแถบบาง ๆ แล้วนำมาประดิษฐ์ให้เป็นช่อขนาดเล็ก

ดอกไม้จันทน์ แต่เดิมนั้นมาจาก “ไม้จันทน์” หรือต้นจันทน์หอม บ้างก็เรียกไม้จันทนา จันทน์ชะมด จันทน์ขาว และจันทน์พม่า เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 30 เมตร พบได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง กระจัดกระจายอยู่ตามภูเขาหินปูน ในจังหวัดนครราชสีมา สระบุรี ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ส่วนในต่างประเทศ พบในเมียนมาและอินเดีย

ไม้จันทน์มีลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็ง ละเอียด เปลือกนอกมีสีเทาผสมขาว ขรุขระ แตกเป็นร่องลึก กระพี้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีน้ำตาลเข้ม ไสตกแต่งง่าย เมื่อนำมาขัดเงาเนื้อไม้จะสวยงามมาก และไม้จันทน์เป็นไม้เนื้อหอม เมื่อยืนต้นตายเองตามธรรมชาติเนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เฉพาะตัว จึงนิยมนำมาเป็นไม้หอม กลั่นเป็นน้ำหอม ใช้ทำเครื่องหอม ธูปหอม และทำเป็นยาสมุนไพร จึงเป็นไม้ที่มีค่าและราคาสูงมาก

ด้วยคุณสมบัติเด่นของ “การเป็นไม้เนื้อหอม” ทำให้ไม้จันทน์เป็นไม้ล้ำค่า ยิ่งต้นที่ยืนต้นตายเองด้วยแล้วถือว่าหาได้ยากยิ่ง ไม้จันทน์จึงได้ชื่อว่าเป็นไม้มงคลชั้นสูงที่ควรคู่กับพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เป็นที่มาของธรรมเนียมการใช้ไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพหรือพิธีศพของชนชั้นสูงมาแต่โบราณ โดยนำมาทำเป็นดอกไม้จันทน์ พระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ ตลอดจนท่อนฟืนไม้จันทน์การเผาศพ

ส่วนดอกไม้จันทน์นั้น…

จะเห็นได้ว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นไม้จันทน์ถูกนำมาใช้ในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพหรือพิธีศพของเจ้านายชั้นสูง สำหรับนำมาทำพระโกศ พระหีบ ท่อนฟืน ส่วนดอกไม้จันทน์นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เคยทรงสันนิษฐานเมื่อครั้งเสด็จงานพระศพ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ว่าดอกไม้จันทน์น่าจะพัฒนามาจาก “ธูปเทียน ข้าวตอกดอกไม้” ที่ใช้สำหรับขอขมาศพ

อย่างไรก็ตาม เดิมชาวบ้านจะถือกันว่าไม้จันทน์และดอกไม้จันทน์เป็นของสูง และการใช้ดอกไม้จันทน์ในงานศพก็เป็นธรรมเนียมในหมู่เจ้านาย จึงยังไม่ได้รับคตินี้มาใช้ในงานศพทั่ว ๆ ไป กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะช่วงหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา เส้นแบ่งระหว่างพิธีของชนชั้นสูงกับสามัญชนเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดลง ชาวบ้านธรรมดาเริ่มรับเอาธรรมเนียมในราชสำนักมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ธรรมเนียมหลวงบางอย่างเริ่มกลายมาเป็นธรรมเนียมราษฎร์

ดังนั้น ชาวบ้านที่มองว่าดอกไม้จันทน์เป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียรติและให้ความเคารพผู้วายชนม์ บรรดาญาติ ๆ จึงพยายามจัดหาไม้จันทน์มาเป็นส่วนหนึ่งในพิธีเผาศพในที่สุด แต่เนื่องจากท่อนจันทน์ที่จะนำมาทำฟืนเผาศพนั้นหายาก เว้นแต่เป็นพระราชพิธีพระบรมศพหรือพิธีศพของเจ้านายระดับสูง ดอกไม้จันทน์จึงถูกใช้เป็นสิ่งแทนไม้จันทน์ในรูปแบบเครื่องขอขมา และกลายเป็นว่า “ดอกไม้จันทน์” ได้เข้ามาเป็นธรรมเนียมในงานศพของคนทั่วไปโดยปริยาย

เมื่อก่อน ดอกไม้จันทน์ถูกทำขึ้นโดยใช้เนื้อไม้จันทน์มาไสเป็นแถบบาง ๆ แล้วนำมาประดิษฐ์เป็นช่อ ๆ แต่เพราะไม้จันทน์ไม่ใช่ของพื้นบ้านที่หาได้ง่าย ๆ บวกกับธรรมเนียมราชสำนักที่ถูกรับมา ก็ต้องนำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตของสามัญชน เราจึงไม่สามารถหาไม้จันทน์หอมมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้จันทน์ได้แล้ว แต่ยังเรียกชื่อนี้ตามจารีต โดยมีการประยุกต์ใช้ไม้อื่น ๆ เช่น ไม้โมก ไม้ตีนเป็ด หรือที่ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าดอกไม้จันทน์ทำมาจากกระดาษเป็นส่วนใหญ่ นำมาทำดอกไม้ประดิษฐ์เพื่อทดแทนกันไป

แล้วทำไมเผาศพ ต้องใช้ (ดอก) ไม้จันทน์

เอาเข้าจริง วัตถุประสงค์หลัก ๆ ในการใช้ (ดอก) ไม้จันทน์ในการเผาศพนั้นไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นการใช้กลิ่นหอมของไม้จันทน์เพื่อกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์จากศพที่ถูกเผาไหม้ ในยุคที่คนโบราณยังไม่มี “ฟอร์มาลีน” ใช้ หรือยังไม่มีระบบเก็บรักษาศพที่ดีเหมือนปัจจุบัน

เพราะคนไทยเริ่มรู้จักและนำฟอร์มาลีน (สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์) มาใช้รักษาสภาพศพอย่างเป็นทางการในวงการแพทย์และการศึกษาไทยช่วง พ.ศ. 2466 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 หากลองคำนวณดูก็แค่ประมาณร้อยกว่าปีมานี้เอง โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ ซี ดับเบิลยู สตัมป์ (Prof. C.W. Stump) ได้เริ่มนำสาร “ฟอร์มาลีน” เข้ามาใช้รักษาสภาพร่างอาจารย์ใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นครั้งแรก ก่อนที่ในปีพ.ศ. 2470 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร จะทำการปรับปรุงและดัดแปลงสูตรน้ำยารักษาศพให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและลักษณะของคนไทย เพื่อใช้ในภาควิชากายวิภาคศาสตร์ และเป็นรากฐานของการดองศพและฉีดศพเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น เหตุผลในเชิงปฏิบัติของการใช้ไม้จันทน์ในการเผาศพ ก็คือการใช้กลบกลิ่นไม่พึงประสงค์เพื่อขอขมาผู้ตาย โดยตั้งต้นจากเชิงตะกอนฟืนไม้จันทน์ที่มีกลิ่นหอม ช่วยกลบกลิ่นเหม็นเน่าของศพเมื่อถูกเผาไหม้ได้ จุดเริ่มต้นก็อย่างเช่นที่กล่าวไปแล้ว เนื่องจากท่อนไม้จันทน์เป็นไม้หอมชั้นสูง เดิมถูกใช้เป็นฟืนสำหรับเผาในงานพระราชพิธีหรือพิธีของชนชั้นสูง กลิ่นหอมจากไม้จันทน์จะช่วยกลบกลิ่นเหม็นเน่าของร่างกายขณะถูกเผา

ลองนึกภาพตามว่าในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพหรือพิธีศพของเจ้านายชั้นสูง หากมีกลิ่นเหม็นเนื่องด้วยกระบวนการตามธรรมชาติกับพระบรมศพหรือพระศพ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อพระเกียรติ “ไม้จันทน์” จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นท่อนฟืนสำหรับเผาศพ ทำพระโกศ หรือทำหีบศพเฉพาะในงานพระราชพิธีหรือพิธีศพของชนชั้นสูง

ขณะที่ต่อมา ชาวบ้านทั่วไปก็รับคตินี้มาด้วยความเชื่อเรื่องไม้มงคล ว่า “ไม้จันทน์” เป็นไม้มงคลชั้นสูงและมีกลิ่นหอมบริสุทธิ์ การนำไปใช้ในงานศพเปรียบเสมือนการใช้สิ่งอันเป็นมงคลบูชา และช่วยส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่สรวงสวรรค์หรือสุคติภพ จึงใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพและความอาลัย ในการขอขมาศพเป็นสำคัญ (ชาวบ้านทั่วไปมักจะไม่ได้ตั้งศพไว้นานนับปีและไม่ได้เข้มงวดเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์มากเท่าชนชั้นสูง) แต่เนื่องจากไม้จันทน์เป็นของหายากและมีราคาแพง แรกเริ่มจึงนำเนื้อไม้จันทน์มาไสเป็นแผ่นบางแล้วประดิษฐ์เป็นดอกไม้จันทน์เพื่อใช้แทนท่อนฟืนไม้จันทน์ ก่อนที่จะหันมาใช้เป็นดอกไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของไม้จันทน์ ส่วนไม้จันทน์จริง ๆ นั้นหายาก ราคาแพง ยังคงสงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงตามเดิม

ข้อควรระวัง! เกี่ยวกับดอกไม้จันทน์ในงานศพ

ในงานฌาปนกิจ เรามักจะเห็นดอกไม้จันทน์ถูกจัดวางอยู่ในภาชนะหรือถาด เพื่อให้แขกผู้ร่วมงานหยิบขึ้นไปวางหน้าหีบศพ เป็นการส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สัมปรายภพ ทว่าสิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบก็คือ ข้อห้ามเกี่ยวกับดอกไม้จันทน์ นั่นก็คือ ห้ามหยิบแล้วยื่นส่งต่อให้กัน (มีน้ำใจ หยิบแล้วยื่นส่งต่อให้ผู้อื่น) สาเหตุหลัก เป็นเรื่องของความเชื่อในสังคมไทย รวมถึงการแสดงออกทางสังคม ดังนี้

  • งานศพ จัดเป็นงานอวมงคล ซึ่งเป็นงานพิธีกรรมที่จัดขึ้นเนื่องจากเหตุไม่เป็นมงคล หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความไม่พึงประสงค์ จึงต้องต้องระมัดระวังเรื่องพิธีรีตองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโชคร้าย เคราะห์ร้าย ซึ่งนี่ก็ไม่ได้เป็นความเชื่อที่ไร้ซึ่งเหตุผลเสียทีเดียว
  • ดังนั้น ตามความเชื่อโบราณ จึงเชื่อว่าสิ่งของที่เกี่ยวพันกับความตายถือว่าเป็นของอัปมงคล การหยิบดอกไม้จันทน์แล้วส่งต่อจากมือสู่มือ อาจเปรียบได้ว่าเป็นการ “ส่งต่อความตาย” ซึ่งไม่เป็นมงคลต่อผู้รับ
  • ด้วยความเชื่อเช่นนั้น หากมีคนหยิบดอกไม้จันทน์แล้วส่งให้ ย่อมทำให้ผู้รับเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่สบายใจได้
  • ในเชิงจิตวิญญาณ งานศพเป็นพิธีกรรมที่สื่อถึงการเชื่อมระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกของคนตาย การยื่นดอกไม้จันทน์ต่อกันอาจถูกตีความว่าเป็นการหยิบยื่นภาระหรือเคราะห์ร้ายให้ผู้รับ จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  • การหยิบดอกไม้จันทน์ด้วยตนเอง คือการแสดงความตั้งใจที่จะอำลาผู้ล่วงลับในบรรยากาศแห่งความสงบและเป็นส่วนตัว เพื่อให้แต่ละคนได้มีช่วงเวลาสั้น ๆ ของตนเองในการระลึกถึงและแสดงความอาลัย ดอกไม้จันทน์จึงไม่ใช่ของที่ควรส่งต่อกันแบบไม่สมัครใจ