หากใครเคยลองลองสังเกตดู จะพบว่าสื่อในปัจจุบันให้ความสำคัญกั
การออกเสียงควบกล้ำไม่ชัด หรือไม่รัวลิ้นกับ /ร/ ไม่ใช่แค่ทำให้ผู้พูดหมดเสน่ห์ เพราะเรื่องร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นคือ อาจทำให้การสื่อสารผิดพลาดไปหมด และต่อไปในอนาคตอาจส่งผลต่อการเขียน โดยเฉพาะการเขียนจาก “เสียงที่ได้ยิน” ที่หากผู้พูดออกเสียงควบกล้ำหรือเสียง /ร/ ไม่ชัด คนเขียนก็จะเขียนตามคำที่ตนเองได้ยิน ซึ่งคำจำนวนมากในภาษาไทย หากออกเสียงควบกล้ำหรือ /ร/ ไม่ชัด ความหมายของคำจะเปลี่ยนทันที และอาจทำให้การเขียนนั้นผิดเพี้ยนไปจากเดิมที่ต้องการสื่อสาร
ปัญหานี้ถูกสะท้อนออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อ “คุณนก สินจัย เปล่งพานิช” ออกมาพูดผ่านรายการที่ให้สัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าการออกเสียงภาษาไทยชัดเจนของเจ้าตัว กลายเป็นสิ่งที่ดูเชยไปแล้ว เพราะถูกผู้กำกับรุ่นใหม่คอยเตือนว่
ในเบื้องต้นลองมาดูว่าอาจเกิดอะไรขึ้น เมื่อเสียงควบกล้ำและเสียง /ร/ ค่อย ๆ หายไป
เกิดวิกฤติคำพ้องเสียง จนแยกความหมายของคำได้ยากขึ้น
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ช่วยแยกความหมายของคำ แต่เสียงควบกล้ำแท้อย่าง /กร/ /คร/ /ปร/ /พร/ /ตร/ /กล/ /คล/ /ปล/ /พล/ /กว/ /คว/ และเสียง /ร/ ทำให้คลังคำมีมากและหลากหลายขึ้น โดยเสียงควบกล้ำและเสียง /ร/ มีส่วนช่วยในการสร้างความแตกต่างระหว่างคำ ซึ่งหากเสียงเหล่านี้หายไป คำจำนวนมากที่เคยมีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิงอาจกลายเป็นคำเดียวกัน เพราะออกเสียงเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากขึ้น จนแยกความหมายของคำได้ยากขึ้น และนั่นอาจสร้างความกำกวมในการสื่อสารด้วย เช่น
- กราบ (การแสดงความเคารพ) กับ กาบ (เปลือกไม้/ใบไม้)
- โคลน (ดินเลน) กับ โคน (ส่วนล่างสุด)
- ปลอด (ปราศจาก) กับ ปอด (อวัยวะทำหน้าที่เกี่ยวกับการหายใจ)
- พลู (ใบไม้ที่ใช้กินกับหมาก) กับ พู (กลีบทุเรียน)
- รัก (ความรู้สึก) กับ ลัก (ขโมย)
- รอด (พ้นไป ถึงจุดหมายปลายทาง) กับ ลอด (ผ่านเข้าไปในช่อง หรือใต้สิ่งที่มีพื้น)
- โรง (สิ่งปลูกสร้างที่มีหลังคาคลุม) กับ โลง (หีบสำหรับบรรจุศพ)
จะเห็นว่าหากเสียงควบกล้ำหรือเสียง /ร/ หายไป ความแตกต่างระหว่างคำสองคำนี้ก็อาจหายไปด้วย แม้ว่าในการสนทนา ผู้ฟังอาจจะยังพอเดาความหมายของคำได้จากบริบท แต่การฟังคำโดด ๆ จะยากขึ้น จึงอาจเกิดความกำกวมได้ในบางสถานการณ์
ที่น่าสนใจคือ การหายไปของเสียง /ร/ อาจไม่ได้กระทบกับความหมายของคำทุกตำแหน่งเท่ากัน โดยเฉพาะเสียง /ร/ ท้ายพยางค์ เพราะโดยทั่วไปเราออกเสียงเป็น /น/ ในมาตราแม่กนอยู่แล้ว แต่หากเสียง /ร/ หายไปจากระบบการออกเสียงจริง ๆ ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดอาจอยู่ที่ /ร/ ในพยัญชนะต้น และ /ร/ ในคำควบกล้ำ มากกว่า /ร/ ที่เป็นตัวสะกด
ผลกระทบต่อกลวิธีทางวรรณศิลป์ในวรรณคดีและฉันทลักษณ์
วรรณศิลป์ หมายถึง ศิลปะในการประพันธ์หนังสือ ศิลปะทางวรรณกรรม ซึ่งก็คือ การเลือกใช้ถ้อยคำ สำนวน ลีลา ประโยค ความเรียงอย่างสละสลวย เพื่อสื่อสารอารมณ์ของผู้ประพันธ์ ในงานวรรณคดี ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง จะมีความโดดเด่นเรื่อง “เสียงและจังหวะจะโคน” ที่ร้อยเรียงกันอย่างประณีต
หากเสียงควบกล้ำและเสียง /ร/ หายไป เสียงในการอ่านบทประพันธ์จะสูญเสียความสุนทรีย์ทางภาษาไปอย่างชัดเจน เพราะการสรรคำ การเล่นคำคล้องจอง หรือการเล่นเสียงสัมผัส ที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจให้มีเพื่อความงามทางภาษาในบทประพันธ์จะหายไป แม้คำแต่ละคำจะมีรูปเขียนแตกต่างกัน มีการออกเสียงต่างกัน (ควบกล้ำไม่ควบกล้ำ เสียง /ร/ และ /ล/) และความหมายก็ต่างกัน แต่ถ้าถูกอ่านด้วยเสียงที่ควบกล้ำและเสียง /ร/ หายไป แต่ละคำที่ถูกสรรมาอาจออกเสียงเหมือนกันหมด จนแยกความหมายไม่ออก และขาดความไพเราะไป
อาจส่งผลต่อวิธีเขียน
แน่นอนว่าเสียงพูดอาจส่งผลต่อวิธีเขียน กล่าวคือ เมื่อวิธีอ่านเปลี่ยนไป การเขียนภาษาไทย “จากเสียงที่ได้ยิน” ก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย ในปัจจุบัน มีเพียงเสียงพูดที่เปลี่ยนไปในการใช้งานจริง แต่ระบบการเขียนยังเหมือนเดิม เรายังต้องเขียนคำว่า “ปลา” “กล้วย” และ “ครู” ตามรูปสะกดเดิม แม้ใครหลายคนจะออกเสียงเป็น “ปา” ก้วย” และ “คู” อย่างไรก็ตาม การได้ยินคำโดด ๆ ที่อาจมีบริบทไม่ชัดเจน ก็อาจทำให้เกิดการเขียนผิดเนื่องจาก “เสียงที่ได้ยิน” ไม่ชัดเจน และนั่นอาจทำให้การสื่อสารล้มเหลวได้ในบางสถานการณ์
ผลที่ตามมาคือ การเรียนภาษาไทยอาจง่ายขึ้นบางเรื่อง แต่ก็จะยากขึ้นบางเรื่อง หากเสียงควบกล้ำหรือเสียง /ร/ หายไป ผู้เรียนอาจไม่จำเป็นต้องฝึกออกเสียงพยัญชนะต้นสองตัวพร้อมกันในคำเหล่านั้นอีกต่อไป หรือไม่ต้องพยายามออกเสียงรัวลิ้นเวลาพูดคำที่มี /ร/ แต่การเรียนรู้คำศัพท์และการแยกความหมายอาจซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เพราะคำจำนวนมากจะมีเสียงใกล้เคียงกัน ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เรียนยังต้องเรียนรู้รูปสะกดเดิม เมื่อระบบการเขียนไม่ได้เปลี่ยนตามการออกเสียง และเมื่อระบบการอ่านและเขียนไม่สอดคล้องกับเสียงพูด การเรียนภาษาไทยในอนาคตก็อาจต้องปรับเปลี่ยน ทั้งการฝึกออกเสียง การจดจำคำศัพท์ และการสอนความสัมพันธ์ระหว่างรูปเขียนกับเสียงอ่าน หากการเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในสักวัน
การสื่อสารอาจต้องพึ่งบริบทมากขึ้น
เมื่อคำมีเสียงแตกต่างกันน้อยลง ผู้ฟังอาจต้องใช้บริบทในการช่วยตีความหมายของคำมากขึ้น จากที่ฟังก็เข้าใจได้ทันที กลายเป็นว่าต้องพึ่งบริบทจากการสนทนาในขณะนั้นมากขึ้นในการแยกความหมาย เช่น “ฉันซื้อปลา” กับ “ฉันซื้อปา” ที่หากไม่มีเสียงควบกล้ำ คำหลังอาจทำให้ผู้ฟังต้องย้อนถามว่าผู้พูดหมายถึงอะไร
หรือคำว่า “มิดโคลน” กับ “มิดโคน” หรือ “รอดพ้น” กับ “ลอดพ้น” ที่ถูกพูดขึ้นมาเป็นคำโดด ๆ บริบทไม่แน่ชัด ก็อาจจะต้องย้อนถามเช่นกันว่าผู้พูดต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ เพราะความหมายไม่เหมือนกัน หรือคำสั่งที่มีเสียงใกล้เคียงกันอาจฟังผิดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพูดเร็ว ๆ หรือมีเสียงรบกวน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการสื่อสารจะล้มเหลวในทุกสถานการณ์เสมอไป
จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่าเสียงเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้ามหรือไม่ให้สาระสำคัญ สามารถมีบทบาทต่อระบบภาษาได้มากกว่าที่คิด และการเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนคำศัพท์หรือหลักไวยากรณ์ แต่อาจเริ่มจากวิธีที่คนพูดออกเสียงในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น ภาษาเขียนและระบบการศึกษา จึงมีหน้าที่คอยดึงมาตรฐานของภาษาเอาไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ภาษาไทยอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว หากคนหลายรุ่นออกเสียงต่างจากเดิมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้คำศัพท์และหลักการเขียนถูกปรับตามการใช้จริงได้ แต่ไม่ใช่ผลที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ





























