เคยได้ยินสำนวนไทยที่ว่า “ตบหัวกลางศาลา ขอขมาที่บ้าน” กันใช่ไหมคะ เป็นสำนวนที่ใช้กับคนประเภทที่ทำให้คนอื่นเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่พอจะขอโทษหรือแสดงความรับผิดชอบ กลับเลือกทำกันเงียบ ๆ ในที่ลับตาคน
เรียกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักเท่าไร แต่ถ้าคนที่ทำเช่นนี้เป็นคนมีตำแหน่งแห่งหน ยิ่งเป็นผู้นำที่มีอำนาจอยู่ในมือด้วยแล้ว เรื่องนี้คงไม่ใช่แค่ความไม่น่ารัก แต่เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามกันถึงวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำเลยทีเดียว
เพราะคนเป็นผู้นำไม่ใช่แค่มีอำนาจสั่งซ้ายหันขวาหันได้เท่านั้น แต่ยังต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ของตัวเอง รู้ว่าคำพูดของเราจะไปกระทบใครบ้าง กล้ารับผิดชอบเมื่อทำอะไรผิดพลาด และที่สำคัญต้องไม่ใช้อำนาจไปทำร้ายศักดิ์ศรีของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา
หลายท่านอาจนึกแย้งว่า คนเป็นหัวหน้ามีสิทธิตำหนิลูกน้อง มีสิทธิสั่งการ และมีสิทธิไม่พอใจเมื่อเห็นว่างานไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น แต่เรื่องนี้ต้องแยกให้ออกระหว่างการตำหนิเพื่อแก้ไขปัญหา กับการตำหนิจนทำให้คนคนหนึ่งเสียชื่อเสียง
เหมือนข่าวเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวตำหนินายอำเภอคนหนึ่งอย่างรุนแรงกลางห้องประชุมที่มีสื่อมวลชนอยู่ด้วย ถึงขั้นพูดว่า หากทำงานบกพร่องจริงก็ไม่ควรอยู่ในระบบราชการ พร้อมให้ตรวจสอบเรื่องวินัยและทัศนคติ
แต่พอเรื่องกลายเป็นข่าวใหญ่ มีเสียงทักท้วงจากหลายฝ่าย รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ออกมาบอกว่า นายอำเภอคนนี้ลงพื้นที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอยู่เหมือนกัน วันต่อมานายกรัฐมนตรีก็ออกมาชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเพียงการโยกย้ายเพื่อการบริหารงาน ไม่ใช่การลงโทษ
ฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเป็นแค่เรื่องการโยกย้ายเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำไมถึงต้องใช้คำพูดรุนแรงกันขนาดนั้น แล้วชื่อเสียงของคนที่ถูกตำหนิต่อหน้าสาธารณชนไปแล้ว ใครจะรับผิดชอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนเสพข่าวอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ต้องลองคิดต่อว่า หากเราเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ในพื้นที่ แล้วเห็นเพื่อนร่วมงานถูกตำหนิอย่างรุนแรงต่อหน้าคนทั้งประเทศ ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ เราจะรู้สึกอย่างไร
เราจะยังกล้ารายงานปัญหาตรงไปตรงมาหรือเปล่า จะยังกล้าเสนอความเห็นที่แตกต่างจากผู้บังคับบัญชาหรือไม่ หรือสุดท้ายจะเลือกทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ผู้ใหญ่พอใจเอาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
ถ้าระบบราชการต้องทำงานกันด้วยความรู้สึกแบบนี้ ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน เพราะประเทศต้องการข้าราชการที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และกล้ารับผิดชอบ ไม่ใช่คนที่เก่งแต่เอาใจนาย
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของคนเป็นผู้นำ นั่นคือความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง อาจเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่พอมีอำนาจมากขึ้น บางครั้งคนเราก็อาจลืมไปว่า ไม่ใช่ทุกความไม่พอใจที่จำเป็นต้องแสดงออกมา และไม่ใช่ทุกเรื่องที่ตัวเองคิดว่าถูก จะถูกต้องเสมอไป
คนเป็นผู้นำมีสิทธิโกรธค่ะ แต่ต้องไม่ปล่อยให้ความโกรธไปทำหน้าที่แทนเหตุผล
เพราะความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการที่ผู้นำพูดว่า “เชื่อมั่นผมได้” แต่เกิดจากการที่ประชาชนเห็นแล้วรู้สึกว่า คนคนนี้คิดรอบคอบ รับฟังคนอื่น และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองพูดและทำ
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งอะไร สูงใหญ่แค่ไหน ก็ควรตระหนักว่าอำนาจเป็นสิ่งที่มาพร้อมความรับผิดชอบเสมอ
ก่อนจะใช้อำนาจไปตัดสินใคร ผู้นำควรมีสติมากพอที่จะคิดสักนิดว่า สิ่งที่กำลังจะพูดออกไปนั้น จะช่วยแก้ปัญหา หรือกำลังจะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก
คำพูดไม่กี่ประโยคสามารถทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นได้ กับเรื่องแค่นี้ยังใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แล้วเรื่องใหญ่กว่านี้จะเป็นอย่างไร
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ




























