เห็นข่าวการเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport บนแพลตฟอร์ม AiPass เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมกับการแถลงข่าวด้วยสีหน้ามุ่งมั่นของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่เปรียบเปรยว่า AI เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคปัจจุบันที่ประชาชนควรได้สิทธิเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ได้ยิน “สปีช” ที่เหมือนได้รับการร่างมาเป็นอย่างดี ทำให้เคลิ้มตามท่านรัฐมนตรีไปบ้าง
แต่พอถึงช่วงเวลาสัมภาษณ์แล้วนักข่าวถามว่า “ท่านรัฐมนตรีลงทะเบียนหรือยัง” ท่านตอบประมาณว่า “ตอนนี้ให้สิทธิพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ หากมีสิทธิเหลือจะไปลงทะเบียนบ้าง” พอฟังคำตอบเป็นหายเคลิ้มทันที เพราะถ้าเจ้ากระทรวงไม่ตรวจสอบ ไม่เข้าไปทดลองระบบเพื่อดูว่าควรมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง แล้วท่านจะควบคุมคุณภาพอย่างไร
แล้วพอดีกับที่ฟีดข่าวหนังสือพิมพ์ The Straits Times ของสิงคโปร์ ลงบทความเกี่ยวกับ AI ในสิงคโปร์ ที่ ดร.ตัน ซี เลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (รับผิดชอบด้านพลังงานและอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในแขกรับเชิญเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ AI ซึ่ง ดร.ตัน ซี เลง นั้นเกิดปี 1967 เป็นบูมเมอร์คนหนึ่งที่มองอนาคตได้ไม่แพ้คนเจเนอเรชันไหน
ซึ่งประเด็นที่ ดร.ตัน ซี เลง กล่าวเกี่ยวกับ AI นั้นระบุเอาไว้ว่า “AI จะนำมาซึ่งความเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ แต่จะไม่ใช่การเติบโตที่สร้างงานใหม่ขึ้นมาเหมือนในอดีต” พร้อมระบุว่า AI คือยาขมที่สิงคโปร์ต้องกิน โดยในเนื้อหาของปาฐกถาของ ดร.ตัน ซี เลง นั้นมีคำสำคัญที่น่าสนใจอยู่สามประโยค ประโยคแรกคือ “การสร้างมูลค่าคนหนึ่งคนได้มากขึ้นจาก AI” ประโยคที่สองคือ AI ของสิงคโปร์ ต้องเป็นแบบ “Human-Centric AI” หมายถึงมนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อช่วยสนับสนุนความสามารถได้ และสุดท้ายคือ “Career Bridges” การเข้ามาของ AI ย่อมส่งผลกระทบต่อคนบางกลุ่ม ดังนั้น รัฐบาลจะสนับสนุนให้การใช้ AI นำคนจากอาชีพเดิมไปสู่อาชีพใหม่
และคำสำคัญที่ทำให้ต้องเล่าเรื่องของ ดร.ตัน ซี เลง เปรียบเทียบกับท่านรัฐมนตรีดีอีของไทย เพราะ ดร.ตัน ซี เลง มองว่า AI Literacy จะเป็น “ทักษะพื้นฐาน” แบบเดียวกับ Digital Literacy ที่ทำให้สังคมในปัจจุบันเปลี่ยนไป
งานเสวนาของ ดร.ตัน ซี เลง นั้นจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ก่อนหน้าวันเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอีบ้านเราประมาณสองวัน ช่างเป็นความคิดที่บังเอิญคล้ายกัน (ฮา) เพียงแต่เปลี่ยนคำว่า “ทักษะพื้นฐาน” เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ส่วน Digital Literacy อาจเปลี่ยนให้คนไทยเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าเป็นไฟฟ้า น้ำประปา แต่ไม่เป็นไร คนไทยเราคิดบวก เหมือนโน้ตเพลงมี 7 โน้ต เพลงยังมีทำนองซ้ำกันได้
ทีนี้แนวคิดของ ดร.ตัน ซี เลง ที่พูดในงานที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางนั้นน่าสนใจ ตรงสามคำที่ระบุไว้ข้างต้น เพราะแนวทางดังกล่าวเป็นการนำ AI เข้าสู่การทำงานอย่างมีสติ ในขณะที่สังคมการทำงานบ้านเรานั้น ไม่ใช่แค่ท่านรัฐมนตรี แต่เหล่าผู้บริหารองค์กร ทั้งขนาดใหญ่ เล็ก กลาง ต่างหายใจเข้าหายใจออกเป็น AI พากันเรียกหาหวังจะลดต้นทุน แต่จะมี “ผู้บอ (บริหาร)” สักกี่ท่านเคยใช้อย่างจริงจัง และรู้ทันว่าข้อมูลจาก AI นั้นยังไม่สามารถใช้ทดแทนได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
การเปลี่ยนผ่านสังคมเข้าสู่ศักราช AI อย่างมีสติแบบที่ ดร.ตัน กล่าวนั้น คือสร้างความเข้าใจกับคนทำงานให้รู้จักเพิ่มมูลค่าตนเองด้วยการเรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ยังมองเห็นความสำคัญของมนุษย์ ด้วยแนวคิด Human-Centric AI มนุษย์ต้องเป็นศูนย์กลางที่จะเลือกใช้เครื่องมือ และท้ายที่สุด คือ Career Bridge สะพานเชื่อมงาน ที่จะไม่ทิ้งแรงงานที่ถูก AI เข้ามาแย่งงานไว้ข้างหลัง แต่จะป้องกันด้วยการสนับสนุนความสามารถพวกเขาให้ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกันในสายอาชีพและเป็นผู้ควบคุม AI อีกที
เชื่อไหมคะว่าอ่านบทความ Straits Times จบพร้อมกับ เห็นข่าวการเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport รู้สึกว่าเพื่อนบ้านเราช่างมีความหวังอันสดใส เพราะแม้จะเป็นนโยยายจากภาครัฐเหมือนกัน แต่ทางสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับภาคการทำงาน “จริง” ที่ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพและก้าวทันโลก ส่วนของบ้านเรานั้น คงต้องรอท่านรัฐมนตรีลองใช้งานด้วยตัวเอง แล้วมาดูกันว่านอกจากลดความเหลื่อมล้ำ แล้ว TH-AI Passport จะเพิ่มศักยภาพให้กับพี่น้องร่วมชาติได้มากน้อยแค่ไหน
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























