Home Work & Living Living อาชีพ “ข้าราชการ” เสื่อมมนต์ขลังแล้วหรือยัง? ในศตวรรษที่ 21

อาชีพ “ข้าราชการ” เสื่อมมนต์ขลังแล้วหรือยัง? ในศตวรรษที่ 21

ทุกวันนี้ หากถามคนรุ่นใหม่ว่า “อยากเป็นข้าราชการไหม?” หรือ “คิดยังไงกับอาชีพข้าราชการ” เชื่อว่าคำตอบที่ได้รับจากคนกลุ่มหนึ่งอาจไม่เหมือนเมื่อ 40-50 ปีก่อนอีกต่อไปแล้ว ในอดีต “ข้าราชการ” ถือเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน ด้วยมุมมองที่ว่าการรับราชการนั้นมีความมั่นคงในอาชีพสูง ไม่ว่าบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีเงินเดือนประจำ มีการเลื่อนขั้น ความเสี่ยงที่จะตกงานต่ำ ทั้งยังมีสวัสดิการจูงใจมากมาย ไม่เพียงแค่ตัวเอง แต่ยังครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย นี่ยังไม่นับรวมเรื่องหน้าตาทางสังคม ที่สังคมไทยสมัยก่อนให้เกียรติข้าราชการเป็นอย่างมาก ไปไหนมาไหนก็ได้รับการนับหน้าถือตา จากการเป็น “ผู้รับใช้แผ่นดิน” ครอบครัวก็รู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย

ที่สำคัญ คนรุ่นพ่อแม่เติบโตมาในยุคที่ “งานมั่นคง” คือคำตอบของชีวิต เพราะเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ เห็นบริษัทปิดกิจการและการเลิกจ้างครั้งใหญ่ ขณะที่คนรุ่นใหม่เติบโตในยุคที่โลกเปิดกว้าง มีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดจากการมีงานประจำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงรายได้ โอกาสเติบโต ความยืดหยุ่นในการทำงาน และคุณภาพชีวิตด้วย ความแตกต่างของประสบการณ์ชีวิตนี่เอง ที่ทำให้ทั้งสองรุ่นมอง “อาชีพข้าราชการ” ไม่เหมือนกัน

นั่นทำให้ในยุคปัจจุบัน งานราชการเริ่มไม่ใช่งานในฝันของคนรุ่นใหม่ ๆ อีกต่อไปแล้ว มีเหตุผลอยู่พอสมควรที่สนับสนุนความคิดของคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นฐานเงินเดือนเริ่มต้นที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ การเติบโตในสายงานช้า ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ามันคือระบบอุปถัมภ์ ที่ถ้าไม่มีเส้นสาย ไม่ใช่ลูกรักของระดับหัวหน้า ก็อย่าได้หวังที่จะได้บินสูงในเร็ววัน เรื่องระบบการทำงานที่มีลำดับชั้นสูง กว่าจะดำเนินการแต่ละเรื่องได้ต้องผ่านหลายขั้นตอน ล่าลายเซ็นหลายคน รวมถึงการทำงานที่มักจะอยู่ภายใต้กฎระเบียบจำนวนมาก และบางหน่วยงานยังถูกมองว่าขาดความคล่องตัว ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

สาเหตุดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เพียงไม่สนใจงานราชการ แต่ยังมีทัศนคติเชิงลบต่อความเป็นข้าราชการด้วย หลัก ๆ ก็คือภาพจำเรื่องระบบอาวุโส ความล่าช้า วัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมที่ล้าหลัง หรือแม้แต่ข่าวการทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ระดับบุคคล หน่วยงาน ไปจนถึงระดับองค์กร เครือข่ายการทุจริตในการสรรหาคนเข้ารับราชการ ความไม่น่าอภิรมย์เหล่านี้ทำให้คนยุคใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่มีอะไรน่าดึงดูดเหมือนในอดีต และไม่อยากที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบอย่างเด็ดขาด

ดังนั้น ในยุคโลกาภิวัตน์ที่โลกเปิดกว้างขึ้นมาก คนรุ่นใหม่ ๆ จึงรู้สึกว่าตนเองยังมีทางเลือกมากมายในการประกอบอาชีพในภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติ ธุรกิจสตาร์ตอัป การทำงานทางไกล ฟรีแลนซ์ การทำธุรกิจส่วนตัว การสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง หรือการเป็นครีเอเตอร์เผยแพร่ผลงานบนช่องทางออนไลน์ หลายอาชีพให้ทั้งรายได้ที่สูงกว่า มีความยืดหยุ่นในการทำงาน โอกาสเติบโตที่รวดเร็วกว่า และที่สำคัญ คือความสบายใจที่ตนเองไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบที่ไม่น่าพอใจ

ทั้งหมดนี้จึงทำให้คนตั้งคำถามว่า ในศตวรรษที่ 21 อาชีพ “ข้าราชการ” เสื่อมมนต์ขลังไปแล้วหรือยัง? ยังมีคนรุ่นใหม่อยากเป็นข้าราชการอยู่อีกหรือไม่ เพราะถ้าคาดการณ์จากอคติ ภาพจำที่หลายคนมีต่ออาชีพนี้ และความคิดเห็นส่วนตัว คนส่วนใหญ่อาจตัดสินว่าไม่เห็นจะน่าเป็นเลย ทว่าเมื่อมองสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กลับพบว่าเมื่อหน่วยงานเปิดรับสมัครงานราชการ เปิดจัดสอบสรรหาบุคคลรับราชการ ก็ยังเห็นว่าจำนวนผู้สมัครสอบยังคงสูงมาก เมื่อเทียบอัตราส่วนกับจำนวนคนที่รับจริง วงการนี้ยังคงเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด รวมถึงปรากฏการณ์เครือข่ายทุจริตในการสอบบรรจุที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ช่วงที่ไม่เห็นก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี เพียงแต่ยังไม่ถูกเปิดเผย หรือเรื่องยังไม่ใหญ่พอ

หากพิจารณาดี ๆ สิ่งเหล่านี้อาจกำลังบอกเราว่าคำตอบของคำถามนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด ที่สำคัญ ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เข้ารับราชการ มีแรงผลักดันหรือแม้แต่แรงกดดันจาก “ครอบครัว” มากกว่าที่จะอยากเป็นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานราชการที่ไม่ใช่อาชีพที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนอย่าง ผู้พิพากษา อัยการ นักการทูต ครู ตำรวจ ทหาร หรือแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐบาล ซึ่งอาชีพกลุ่มนี้ยังคงมีคนอยากเป็นด้วยตัวเอง นั่นทำให้หลายบ้านเลือกที่จะผลักดันลูกหลานให้สอบราชการ แม้ว่าตัวลูกหลานจะไม่ได้อินกับงานนั้นเลยก็ตาม

เพราะอะไรหลายครอบครัวยังอยากให้ลูกหลานเป็นข้าราชการ

แม้โลกการทำงานจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ค่านิยมดังเดิมนี้ยังคงฝังอยู่ในความคิดความเชื่อของหลายครอบครัว เหตุผลที่พบได้บ่อย เช่น

  • มองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุด ในมุมมองของคนรุ่นก่อน ราชการคือ “งานที่ไม่มีวันตกงาน” ซึ่งอาจพูดได้ว่านี่เป็นความต้องการพื้นฐานของครอบครัวไทยที่ให้ความสำคัญกับการมีหลักประกันในชีวิต และการให้คุณค่ากับความมั่นคงมากกว่าความมั่งคั่ง แม้เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่สูง แต่รับประกันได้ว่ามีรายได้ประจำทุกเดือนแน่นอน ความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้างก็ต่ำจนแทบไม่มี หากไม่ได้ทำผิดวินัยร้ายแรงจริง ๆ อยู่ได้ยาว ๆ ยันเกษียณ และหลังเกษียณก็ยังมีเงินกินเงินใช้
  • สวัสดิการยังเป็นจุดแข็ง ระบบสวัสดิการของรัฐถือเป็นจุดแข็งที่หาได้ยากในภาคเอกชน แม้ระบบสวัสดิการของข้าราชการจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เช่น การใช้ระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำหรับผู้เข้ารับราชการรุ่นใหม่ หรือกระแสถกเถียงเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับแรงงานอีกจำนวนมากในระบบประกันสังคม ข้าราชการยังถูกมองว่ามีหลักประกันด้านสวัสดิการที่ดีกว่า เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล ที่ครอบคลุมทั้งของตนเอง พ่อแม่ และบุตร ถือเป็นสวัสดิการที่คุ้มค่ามากในระยะยาว ค่าเล่าเรียนบุตรที่เบิกได้ รวมถึงการมีรายได้หลังเกษียณ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกอุ่นใจว่าลูกจะมีชีวิตที่ไม่ลำบากในวัยชรา และไม่กลายเป็นภาระของผู้อื่น
  • ความภาคภูมิใจของครอบครัว ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด หรือครอบครัวชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางจำนวนไม่น้อย การมีลูกเป็นครู พยาบาล ตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการ ยังคงเป็นเรื่องที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัว และยังเชื่อว่าข้าราชการ (ข้าของพระราชา/ข้าของแผ่นดิน) เป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือในสายตาญาติพี่น้องและคนในชุมชน การที่ลูกเป็นข้าราชการเป็นสิ่งที่นำไป “บอกต่อ” ได้ง่ายในวงสังคมของผู้ใหญ่ เป็นความภาคภูมิใจที่จับต้องได้และเข้าใจตรงกันในมาตรฐานสังคมไทย
  • อิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “บารมีและอำนาจ” ในการประสานงาน ตามโครงสร้างสังคมไทยแบบดั้งเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับภาครัฐเคยมีความสำคัญมาก อาชีพรับราชการจึงมีความหมายมากกว่าแค่เรื่องเงินเดือน ในบางบริบท การมีลูกหลานเป็นข้าราชการอาจช่วยในการประสานงานหรือติดต่อราชการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสะดวกขึ้น ซึ่งเป็นความได้เปรียบในระบบสังคมไทยที่เน้นความสัมพันธ์และการรู้จักคน แม้ปัจจุบันหลายเรื่องจะเป็นระบบมากขึ้น แต่ความเชื่อนี้ยังคงตกทอดอยู่
  • กลัวความไม่แน่นอนของงานเอกชน คนรุ่นพ่อแม่จำนวนไม่น้อยเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ เห็นบริษัทปิดกิจการและการเลิกจ้างจำนวนมาก หรือมีเพื่อนฝูงที่ล้มเหลวในการทำธุรกิจ ความผันผวนในแวดวงธุรกิจทำให้บางครอบครัวให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” มากกว่า “รายได้สูง” และมีทัศนคติที่ระมัดระวังต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ การทำธุรกิจหรือการเป็นลูกจ้างเอกชนอาจเผชิญกับความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือการเลิกจ้าง ซึ่งขัดกับค่านิยมที่เน้นความนิ่งและความปลอดภัยที่สั่งสมมาจากยุคก่อน หรืออาจเป็นเป็นเพียงค่านิยมที่มองว่า “มั่นคงคือความสำเร็จ” ดีกว่าการไปแสวงหาโอกาสที่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่มีความเสี่ยงสูง
  • ภาคเอกชนมีการใช้ตัวชี้วัดผลงานและระบบประเมินที่เข้มข้น ต้องเข้าใจว่านี่กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายครอบครัวมองว่างานราชการเป็นงานที่สบายกว่า เพราะไม่ต้องดิ้นรนพิสูจน์ตัวเองมากจนเกินไป ในภาคเอกชนหากไม่พัฒนาตัวเองหรือสร้างผลงานไม่ได้ ก็อาจถูกลดบทบาทหรือถูกเลิกจ้างได้ถ้าไม่ผ่านการประเมิน ในทางกลับกัน ระบบราชการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าแม้จะมีระบบประเมินผลเช่นกัน แต่การคุ้มครองตำแหน่งมีมากกว่า การให้ออกจากราชการทำได้ยากกว่า และผู้ที่ทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม” ในบางหน่วยงานก็ยังสามารถอยู่ในระบบต่อไปได้จนเกษียณ หากไม่ได้กระทำผิดวินัยร้ายแรง อาจจะไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน แต่ก็ไม่ถึงกับตกงานแน่นอน
  • ลูกหลานหางานไม่ได้ จึงมุ่งให้สอบราชการ อาจมีอยู่น้อยแต่ก็มีอยู่จริง บางครอบครัวอาจไม่ได้วางแผนให้ลูกรับราชการตั้งแต่แรก แต่เมื่อลูกเรียนจบปริญญาตรีแล้วหางานเอกชนไม่ได้ อยู่บ้านเฉย ๆ ว่างงานเป็นเวลานาน หรือทำงานที่รายได้ไม่มั่นคง ไม่แน่นอน การสอบราชการจึงกลายเป็นความหวังใหม่ของทั้งครอบครัว เพราะมองว่าอย่างน้อยก็มีงานทำ และในบางกรณีที่ครอบครัวมีฐานะ หรือครอบครัวที่เชื่อว่ามีทางลัด ก็อาจตัดสินใจผิดด้วยการยอมจ่ายสินบน ยอมเป็นหนี้เป็นสินเพิ่มอีกสักนิด แต่มีงานทำทั้งชีวิตก็คุ้ม ดีกว่าให้เตะฝุ่นต่อไป
  • มองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการศึกษาคือการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า บางบ้านยอมลงทุนกับการส่งลูกหลานเรียนให้จบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำทั้งที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และเมื่อเรียนจบมาแต่หางานในตลาดแรงงานยากเกินไป ก็อาจจะลงทุนเพิ่มให้กับการกวดวิชา การสอบหลายสนาม และค่าเดินทาง เพราะเชื่อว่าหากสอบติดแล้ว ความมั่นคงตลอดชีวิตจะคุ้มค่ากับต้นทุนที่จ่ายไป
  • แม้มีข่าวปฏิรูประบบ ก็ยังเชื่อว่าคุ้ม ในช่วงที่ผ่านมา มีการถกเถียงทั้งเรื่องการปรับระบบบำนาญ แนวคิดลดภาระงบประมาณบุคลากรของรัฐ รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับการเปิดทางให้เกษียณก่อนกำหนดมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่าความมั่นคงของอาชีพราชการจะเปลี่ยนไปหรือไม่ แต่สำหรับหลายครอบครัว สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดยังคงเป็น “การมีงานประจำทำในตอนนี้” ก็มากกว่าผลประโยชน์หลังเกษียณซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตอีกไกล ยังพอมีเวลาวางแผนกันใหม่ จึงทำให้ค่านิยมอยากให้ลูกหลานรับราชการยังไม่หายไป

แล้ว “มนต์ขลัง” ของอาชีพข้าราชการหายไปหรือยัง

แม้ว่าปัจจุบันจะมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากกว่าเดิม แต่ทุกครั้งที่หน่วยงานราชการเปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับราชการ ก็ยังคงมีผู้สมัครสอบหลักหมื่นหรือหลักแสนคน เพื่อแข่งขันชิงตำแหน่งงานที่มีเพียงไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยอัตรา หรือทุกครั้งที่มีข่าวเปิดสอบหน่วยงานที่เป็นที่นิยม เช่น ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมต่าง ๆ หรือรัฐวิสาหกิจ ก็มักจะได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น เราจะเห็นว่าธุรกิจกวดวิชาสอบราชการยังคงเติบโต มีผู้เตรียมสอบจำนวนมาก และบางคนใช้เวลาหลายปีเพื่อสอบให้ติด

หรือการที่บางคนไม่เคยมีความคิดอยากเป็นข้าราชการ แต่เมื่อทำงานเอกชนไป 3-5 ปี ก็เจอเข้ากับความเครียดในแวดวงธุรกิจ อาจเป็นการเลิกจ้าง บางที่งานหนักจนแทบไม่มีเวลาใช้ชีวิต การประเมินผลงานอย่างเข้มข้นและไม่ผ่าน โบนัสไม่แน่นอน หรือเงินเดือนไม่ขึ้นเลยตลอดหลายปี สุดท้ายก็กลับมาสอบราชการเองก็มี เพราะประสบการณ์ทำงานทำให้มองเห็นข้อดีของความมั่นคง และระบบงานที่อาจจะดูแล้วสบายกว่าจริง ๆ เลิกงานก็กลับบ้าน ไม่ต้องทำโอที ไม่ต้องขนงานกลับไปทำวันหยุด ฯลฯ

อีกหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะเข้าสู่ระบบราชการ คือการพบเครือข่ายทุจริตในการสอบบรรจุในหลายคดีที่ผ่านมานั่นเอง เพราะปัจจัยที่เชื่อว่างานราชการมั่นคง ความคาดหวังของครอบครัว แรงกดดันจากการว่างงาน สามารถทำให้คนบางกลุ่มมองว่าค่าใช้จ่ายในการใช้ “ทางลัด” เป็นเพียงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว จึงปรากฏขบวนการทุจริตที่คอยเสนอช่องทางผิดกฎหมายให้เลือกใช้สำหรับคนที่ต้องการเป็นข้าราชการจริง แต่ความสามารถไม่ถึง สอบมากี่รอบก็ไม่ผ่าน หรือไม่อยากแบกรับความเสี่ยง ดังนั้น ในมุมมองของคนบางกลุ่ม การจ่ายเงินแล้วได้บรรจุทันที อาจถูกมองว่า “คุ้มกว่า” การสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อใด

แม้ว่าจะเป็นการกระทำของคนส่วนน้อย แต่การเกิดขบวนการที่มีการเรียกรับเงินสินบนจำนวนมหาศาล ก็สะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้ว่ามันมี “อุปสงค์” มากพอที่จะทำให้เกิด “อุปทาน” ในตลาดมืด หากไม่มีคนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าการได้เป็นข้าราชการคุ้มค่ากับการลงทุน ขบวนการลักษณะนี้ก็ยากจะเกิดขึ้นได้ หรืออยู่ได้ไม่นานเรื่องก็แดง อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าสิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครสอบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ตรงกันข้าม ผู้เข้าสอบจำนวนมากยังแข่งขันกันด้วยความสามารถและความสุจริต และมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อเกิดคดีโกงสอบด้วย เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าความต้องการที่จะเป็นข้าราชการยังมีอยู่มากถึงขนาดที่ต้องแย่งชิง และมีคนที่พยายามทำทุกทางให้ได้มีโอกาสเป็นข้าราชการเพิ่มขึ้น

สิ่งเหล่านี้พาเรากลับมาสู่ข้อสรุปเดิมที่ว่า เพราะความต้องการเข้าสู่ระบบราชการยังมีอยู่สูงนี่เอง ที่เป็นเหตุให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเปิดโปงเครือข่ายทุจริตสอบบรรจุอยู่หลายต่อหลายครั้ง ในบางกรณี มีการกล่าวหาว่ามีการเรียกรับเงินหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท เพื่อช่วยให้สอบผ่านหรือได้รับการบรรจุ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นเพียงปัญหาคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอย่างปกติธรรมดาในวงการราชการ แต่ยังทำให้เห็นว่าตำแหน่งงานราชการยังมี “มูลค่า” ในสายตาของคนจำนวนหนึ่งมากพอที่จะยอมเสี่ยงทำผิดกฎหมาย และยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลนั่นเอง

ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า อาชีพ “ข้าราชการ” เสื่อมมนต์ขลังไปแล้วหรือยัง? ในศตวรรษที่ 21 ก็น่าจะกล่าวได้ว่า มนต์ขลังของอาชีพข้าราชการอาจเสื่อมลงบ้างเมื่อเทียบกับอดีต แต่ยังไม่ถึงขั้นหมดมนต์ขลังไปเสียทีเดียว หากแต่เป็น มนต์ขลังที่เปลี่ยนรูปแบบไป มากกว่า จากในอดีต ที่คนอยากเป็นข้าราชการเพราะเป็นอาชีพที่ทั้งมั่นคง รายได้ดีเมื่อเทียบกับยุคนั้น และได้รับการยกย่องจากสังคม ทว่าโลกยุคใหม่ทำให้งานราชการไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนอีกต่อไป เพียงแต่ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง สวัสดิการ และความแน่นอนของชีวิต หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อได้เปรียบบางอย่างลดลง แต่ความนิยมกลับไม่ได้หายไปอย่างที่หลายคนคิด โดยเฉพาะบนโลกยุคใหม่ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก บางทีการรับราชการอาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในชีวิตของใครบางคนก็ได้