ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยสงสัยว่าทำไมเวลาที่ใจพัง คนส่วนหนึ่งถึงอยากจะหนีไปนั่งโง่ ๆ ริมทะเล เราคือเพื่อนกัน! ส่วนตัวเคยสงสัยเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่เคยคิดที่จะหาคำตอบจริงจัง อย่างไรก็ตาม ซีรีส์ในวันนี้เป็นซีรีสืที่ดูเหมือนจะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ เพราะมันคือซีรีส์แนวฟีลกู้ดฮีลใจอีกเรื่องที่พระเอกนางเอกหนีอะไรบางอย่างจากในเมืองที่วุ่นวายไปซ่อมใจที่พังทลาย ณ ทะเล แล้วคน 2 คนที่พังมาเหมือน ๆ กันก็ได้เจอกัน จุดนี้ทำให้ได้เห็นข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับทะเล ก็คือในวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยเฉพาะในละคร ทะเลถูกผูกกับภาพของ “การเริ่มใหม่” มานานแล้ว เวลาที่ตัวละครอยากจะรีเซ็ตชีวิตก็มักจะหนีไปทะเล เหมือนมันเป็นพื้นที่พักฟื้นระหว่างอดีตที่เจ็บปวดกับการค้นพบตัวเองในเวอร์ชันใหม่ ซึ่งมันอาจจะทำให้เราซึมซับรับมาก็ได้
ซีรีส์ Azure Spring หรือชื่อภาษาไทยจากแอปฯ viu คลื่นสีคราม เป็นซีรีส์ที่สร้างจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน เล่าเรื่องราวของคน 2 คนที่กำลังเผชิญกับความพังในชีวิต “ซออันนา” หญิงสาวที่กลัวการเริ่มต้นใหม่จนชีวิตหยุดนิ่ง เธอเป็นอดีตนักกีฬาว่ายน้ำดาวรุ่งอนาคตไกล ฉายาเงือกสาวแห่งหมู่บ้านพารัง ทว่าความฝันของเธอกลับพังทลายลงเนื่องจากอาการบาดเจ็บ บวกกับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถคว้าเหรียญทองมาให้แม่ได้เห็นก่อนที่แม่จะตาย หลังจากสูญเสียความฝัน เธอพยายามอยู่หลายครั้งที่จะกลับไปว่ายน้ำ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเธอหมดความเชื่อใจในตัวเองไปแล้ว เธอกลายเป็นคนสิ้นหวัง และเมื่อแบกรับความผิดหวังไม่ไหว เธอจึงทิ้งการตามหาความฝันในเมืองหลวง เดินทางกลับไปซ่อมใจที่บ้านเกิดซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ในทะเล ตรงไปยังบ้านที่เธอเกิดและเติบโตมา

ที่บ้านหลังนั้น เธอเจอเข้ากับชายแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จัก หลังจากที่ถามไถ่ เธอพบว่าชายหนุ่มคือคนที่มาขอเช่าบ้านหลังนี้เมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากแม่จากไป เธอลืมไปเสียสนิทว่าเป็นคนอนุญาตให้เขาเข้ามาพักที่บ้านหลังนี้ได้ฟรี ๆ ผ่านผู้ใหญ่บ้านที่ช่วยดูแลบ้านให้ เพราะอย่างไรเสียบ้านหลังนี้ก็ไม่มีคนอยู่อยู่แล้ว ในเมื่อเธอหนีกลับมาบ้านโดยที่ลืมไปว่ามีคนอื่นมาอาศัยอยู่ และเธอไม่ได้บอกใครล่วงหน้าว่าเธอจะกลับมา เธอจึงจำต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับเขาในฐานะเจ้าของบ้านกับผู้เช่าบ้าน แม้ว่าบ้านจะไม่ได้หลังใหญ่โตอะไร แต่เธอก็เคยอาศัยอยู่กับแม่ มีกันคนละห้องนอน ทั้งคู่เลยแยกกันอยู่เป็นสัดส่วนโดยไม่มีปัญหา ทว่าปัญหาคือเธอต้องกลับมาเจอกับเพื่อนเก่าสมัยเด็ก ซึ่งเป็นลูกสาวของผู้ใหญ่บ้าน ทำให้แผนและความปรารถนาที่จะหนีกลับมาพักใจเงียบ ๆ เป็นอันล่มไป
สำหรับ “ยุนด็อกฮยอน” เขาผู้นี้โผล่มาที่หมู่บ้านนี้โดยไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนในวันหนึ่งเมื่อ 3 ปีก่อน เขาเดินทางมาที่เกาะแห่งนี้และมาหาที่อยู่และได้พักอยู่ที่บ้าน “ซออันนา” เขาดูเป็นชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่จริง ๆ กลับซ่อนบาดแผลเอาไว้ภายในใจ แบกปมบางอย่างเอาไว้หนักอึ้งพอ ๆ กับความลึกของมหาสมุทร เขาจึงหนีจากเรื่องนั้นมาอยู่ที่นี่ด้วยความที่ยังจมอยู่กับอดีตของตัวเองจนก้าวต่อไปไม่ได้ หลังจากมาที่เกาะแห่งนี้ เขาจึงเริ่มต้นการเป็นนักประดาน้ำชาย (แฮนัม) ที่ดำน้ำลงไปเก็บของทะเล การที่เธอมาเจอกับเขาในช่วงเวลาที่เธอเองก็กำลังหาที่พึ่งทางใจ เธอจึงขอให้เขาช่วยสอนการดำน้ำให้ ซึ่งมันแตกต่างจากการว่ายน้ำปกติ แล้วเริ่มต้นที่จะเป็นนักประดาน้ำหญิง (แฮนยอ) อาชีพเก่าของแม่ โดยใช้อุปกรณ์ทำมาหากินอันเก่าของแม่ดำดิ่งสู่ห้วงสมุทร

แม้จุดเริ่มต้นของการดำน้ำจะเป็นการเสาะแสวงหาอาหารทะเลสด ๆ และเลี้ยงชีพ แต่พวกเขากลับเริ่มค้นพบความหมายของชีวิตจากผืนทะเลอันกว้างใหญ่ บาดแผลที่พวกเขาพกมาเริ่มได้รับการเยียวยา เกลียวคืนที่ถาโถมในท้องทะเลกลายเป็นที่พักใจของหนุ่มสาวที่ใจว้าวุ่นจากโลกที่วุ่นวาย ราวกับเป็นที่หลบภัยให้กับนักเดินทางที่หลงทาง มันโอบกอดตัวตน และปลุกหัวใจที่เคยหม่นหมองด้านชา รวมถึงนำพาตัวตนที่เคยถูกลืมของพวกเขาให้กลับสู่ปลายทางที่อบอุ่นเหมือนบ้าน ในขณะเดียวกัน ความผูกพันที่เงียบงันของทั้งคู่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น พร้อมกับบทเรียนสำคัญที่สอนให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและก้าวข้ามความเจ็บปวดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
การใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้ ก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คน 2 คนมาเจอกันในวันที่พวกเขาทำอะไรบางอย่างในชีวิตหายไป เพราะดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งคู่จะหนีมาใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ที่เกาะแห่งนี้เพื่อรักษาบาดแผลในใจของตัวเอง ให้ทะเลโอบกอด อันที่จริงนี่ก็เคยตั้งคำถามกับตัวเองมาสักพักละว่าทำไมเวลาที่คนเราจิตใจบอบช้ำถึงมักจะโหยหาทะเล มันมาจากความสงสัยและประสบการณ์ตรง คือทุกครั้งที่รู้สึกหดหู่หรือใจพัง มันจะเริ่มมีความรู้สึกอยากไปสูดกลิ่นเค็ม ๆ ริมทะเลยังไงก็ไม่รู้ วันนี้ก็เลยลองหาคำตอบจาก AI เพื่อนรักดู ว่ามันมีเหตุผลทางจิตวิทยายังไงบ้าง แล้วนางให้คำตอบมาประมาณว่า เพราะทะเลเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่ให้ทั้งความรู้สึก “ได้หนีออกมา” และรู้สึกเหมือน “ถูกโอบรับ” ไปพร้อม ๆ กัน

ต่อไปนี้จะเป็นสิ่งที่เรียบเรียงมาจากคำอธิบายของนางนะ “ทะเลเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่กว้างใหญ่ มีเส้นขอบฟ้าจรดน้ำ ซึ่งต่างจากชีวิตในเมืองที่เต็มไปด้วยกำแพงของตึกรามบ้างช่อง มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ เวลาที่คนเราเป็นทุกข์ มีปัญหารุมเร้า มันมักจะสร้างความรู้สึกอัดแน่น ตีบตันในใจอยู่แล้ว มองไปทางไหนก็อึดอัดไปหมด มันเลยทำให้เราอยากจะหนีออกไปจากตรงนั้น และการได้ไปมองผืนน้ำที่กว้างใหญ่จนสุดสายตา มองเส้นขอบฟ้ายาว ๆ นั่น สมองจะรับรู้ได้ถึงพื้นที่เปิดกว้าง ทั้งตัวเราและปัญหาจะดูเล็กลงเมื่อเทียบกับพื้นที่กว้างขวางของธรรมชาติ การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากที่คับแคบมาสู่พื้นที่ที่กว้างไกล จึงทำให้เรามีพื้นที่ในการคิดและหายใจมากขึ้น ความรู้สึกเหมือนถูกขังก็พลันหายไปชั่วคราว”
ไม่เพียงเท่านั้น “เสียงคลื่นที่มีจังหวะสม่ำเสมอก็ทำหน้าที่กล่อมประสาทได้ดี มันช่วยให้คลื่นสมองเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายคล้ายกับการทำสมาธิ และที่สำคัญ เสียงคลื่นมันก็ดังมากพอที่จะกลบเสียงวุ่นวายในหัวของเราลงได้ ส่วนสีฟ้าและสีน้ำเงินของทะเล ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้อารมณ์สงบลง หรือธรรมชาติของคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งแล้วไหลกลับไป หากมองในเชิงสัญลักษณ์ มันก็เป็นตัวแทนของการชำระล้าง ความเจ็บปวดที่ซัดเข้ามาหามันไม่ได้อยู่ตลอดไป ไม่มีคลื่นลูกไหนค้างอยู่ที่เดิม เดี๋ยวมันก็ไหลกลับออกไปสู่ธรรมชาติที่ว่างเปล่า ทะเลไม่ตั้งคำถาม ไม่เร่งเร้าให้เราต้องทำอะไร มันจึงเป็นสถานที่ที่เราสามารถวางความรับผิดชอบไว้ข้างหลังได้ชั่วคราว ให้เราได้อยู่กับความเงียบที่ไม่เหงา เพราะมีเสียงของลมและคลื่นช่วยเติมเต็มความอ้างว้าง ทำให้เรารู้สึกถึงการได้อยู่กับตัวเองโดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป”

การที่คน 2 คนติดอยู่ในอดีตที่เจ็บช้ำและหวั่นไหวต่ออนาคตจนไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้ การหนีมาทะเล ทำความรู้จักกันในฐานะคนแปลกหน้า เรียนรู้กันและกันผ่านชีวิตประจำวันที่ตื่นมาเจอหน้ากันทุกวัน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็น “แฮนยอ” และ “แฮนัม” นักดำน้ำพื้นบ้านที่เก็บของทะเลด้วยการกลั้นหายใจแบบดั้งเดิม พวกเขาต้องโฟกัสอยู่กับลมหายใจของตัวเองและผืนน้ำใต้ท้องทะเลลึก มันทำให้พวกเขาได้เผชิญหน้ากับความทรงจำ ความกลัว และตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง นี่คือประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้ในโลกที่พวกเขาจากมา ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ได้โอบกอดพวกเขาไว้ และการที่ทั้งคู่ต่างมีบาดแผลคล้าย ๆ กัน ทำให้ต่างคนต่างเข้าใจกันโดยไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ ความเงียบระหว่างพวกเขาสองคนจึงค่อย ๆ เยียวยากันและกัน พยุงกันขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม
คนเราก็มีจังหวะเหมาะ ๆ เหมือนทะเลนั่นแหละครับ ถ้าพลาดไปก็จะไม่ได้เจอโอกาสอีกครั้งเป็นเวลาหลายปี
แหม! นายนี่มันพระเอกมากเลยนะพ่อคุณ สอนคนอื่นได้ ปลอบใจคนอื่นเก่ง แต่สุดท้ายตัวเองนั่นแหละที่ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากอดีตที่มืดมิดของตัวเองได้ หลังจากพระเอกรู้ปมของนางเอกที่ว่ายน้ำไม่ได้อีก เขาก็พยายามปลอบเธอว่าชีวิตคนเราไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่มันเดินเป็นจังหวะเหมือนน้ำขึ้นน้ำลง บางช่วงที่จังหวะเหมาะก็จะดูเหมือนว่าทุกอย่างจะง่ายไปหมด คนพร้อม โอกาสมี เวลาดี ความกล้ามา จนทำให้สิ่งบางอย่างเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ และความรู้สึกแบบนี้เรามักจะไม่ค่อยโฟกัสที่ความลงตัวของมันเท่าไรนัก เพราะมัวแต่ชื่นอกชื่นใจกับความสุขที่ได้ ในทางกลับกัน เมื่ออะไร ๆ มันไม่พอดี ไม่ลงล็อก เราจะมองว่าเกิดอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้เราเจ็บปวด ด้วยทรมาน เราจะขยายความรู้สึกนั้นออกไปหลายเท่า และมองว่ามันคือความล้มเหลวที่ยากที่จะก้าวข้ามไป

นางเอกขอให้พระเอกช่วยสอนการดำน้ำหาของทะเลให้กับเธอ นอกจากเขาจะไล่เธอไปฝึกกลั้นหายใจในน้ำเค็มแล้ว เขายังพยายามจะสอนจังหวะในการลงทะเลให้กับเธอด้วย เขาบอกว่าทะเลมันมีช่วงเวลาที่นิ่งสงบและเหมาะแก่การดำน้ำอย่างปลอดภัยอยู่ เป็นช่วงเดียวที่เกิดขึ้นวันละสองครั้ง และอยู่ได้นานสุดประมาณ 3 ชั่วโมง ถึงมันจะนิ่งได้ไม่นานนักแต่มันก็มี แต่บางช่วงมันก็อันตรายมาก จึงจำเป็นต้อง “รอ” เวลาที่จะทะเลจะนิ่งอีกครั้ง ทว่าจังหวะที่ทะเลนิ่ง ถ้าพลาดไปจนช่วงเวลานั้นผ่านไปแล้ว ทุกอย่างก็อาจไม่เหมือนเดิมอีก นี่เลยอาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหลายคนถึงเจ็บปวดกับโอกาสที่เคยมีและนำไปสู่จุดที่เรียกว่า “เกือบ” มากกว่า “ไม่เคย” เพราะพวกเขาเคยได้สัมผัสกับจังหวะนั้นแล้ว เห็นมันอยู่ตรงหน้า แต่สุดท้ายคลาดกันไปแค่นิดเดียวเท่านั้น
ส่วนเหตุผลที่พระเอกยกเรื่องจังหวะของทะเลขึ้นมาสอนนางเอกว่าชีวิตคนเราก็มีจังหวะเหมาะ ๆ เหมือนกับทะเล ก็เพราะเขาเห็นว่าเธอกับเพื่อนกำลังเข้าใจผิดกัน (เพราะเรื่องของเขา) เขาแนะนำให้เธอรีบคืนดีกับเพื่อนในตอนที่ยังพอมีโอกาส แต่นั่นกลับทำให้เธอมองเห็นอดีตของตนที่เคยมองข้ามโอกาสหลาย ๆ อย่างในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย และโอกาสหนึ่งที่ทำให้เธอเสียใจที่สุดก็คือ โอกาสที่จะทำดีกับแม่ คนเดียวในชีวิตที่พร้อมจะสนับสนุนสิ่งที่เธออยากทำทุกอย่าง (ขนาดเธอคิดจะเป็นแฮนยอ เธอก็ยังมีชุดดำน้ำเก่าและอุปกรณ์ของแม่ที่ทิ้งไว้ให้ใช้) ในวันที่เธอกำลังวิ่งวุ่นทำตามความฝัน เธอเอาแต่ผลักไสทุกอย่างออกไปจนทำร้ายแม่ หลังจากที่แม่เสียไปแล้ว เธอถึงตระหนักได้ว่าเธอพลาดจังหวะสำคัญนี้ไป เพียงเพราะกำลังไล่ตามอีกจังหวะหนึ่งอยู่

แต่ในอีกมุม บทเรียนจากทะเลก็ยังสอนว่าต่อให้คลื่นลูกเดิมไม่กลับมา มันก็ยังมีคลื่นลูกใหม่พัดเข้าฝั่งมาเสมอ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันจะพาเอาบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมเข้ามาแทน สิ่งนั้นไม่ใช่สำเนาหรือเงาของอดีต มันเป็นโอกาสคนละแบบ และเราจะมองเห็นมันได้ก็ต่อเมื่อเรียนรู้ที่จะยอมปล่อยวางคลื่นลูกเก่าที่มันไม่กลับมา เอาจริง ๆ เวลานี้นางเอกเริ่มจะเรียนรู้และตระหนักอะไรได้หลายอย่างแล้วนะ จุดเปลี่ยนสำคัญก็คือ เธอกล้าที่จะลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่ด้วยการฝึกดำน้ำและขอให้พระเอกสอน เธอกลัวการว่ายน้ำ แต่เธอก็ยังกระโดดลงทะเล เราจึงเห็นว่าเธอค่อน ๆ คลี่ปมที่ผูกมัดตัวเองไว้ได้หลายอย่างละ ต่อไปก็คือตัวพระเอกนั่นแหละที่จะต้องยอมปล่อยวางอะไรบางอย่างที่เขาแบกไว้ และทำให้ต้องหนีจากอดีตในครั้งนั้นมาที่เกาะเล็ก ๆ กลางทะเลนี้
สำหรับซีรีส์ Azure Spring เป็นซีรีส์สั้นที่มีแค่ 6 ตอน (ล่าสุดสตรีมไป 4 ตอน) ตอนละประมาณครึ่งชั่วโมง บอกตามตรงว่าปกติจะไม่ค่อยถูกจริตกับซีรีส์ slow burn ที่เดินเรื่องเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ สักเท่าไร แต่อาจเพราะเรื่องมันเป็นแนวฮีลใจ ชูความฟีลกู้ด แล้วเปิดดูในวันที่ก็อยากเปลี่ยนฟีลมาปล่อยจอยปล่อยใจให้ไหลไปตามกระแสคลื่น แถมภาพสวยมาก สวยตาแตก บรรยากาศก็อบอุ่น ให้ฟีลเหมือนกับได้เข้าไปเดินเตะทราย ดำผุดดำว่ายอยู่ริมชายหาด เลยแทบไม่ได้สนใจกับความเนิบนาบในการเดินเรื่อง เน้นดูเพลิน ๆ แป๊บเดียวจบ ที่สำคัญมันยังสะท้อนให้เห็นชีวิตธรรมดาของคนธรรมดาที่ล้มเหลวและยังคงจมอยู่กับความผิดหวัง เอาเข้าจริง แค่พยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อไปท่ามกลางเศษซากของตัวเองที่กอบกู้กลับมาได้ และประคองใจตัวเองให้ยังคงหายใจต่อไปนี่ก็เก่งมาก ๆ แล้ว ถึงมันจะไม่หวือหวา และขัดกับจริตเดิมที่ชอบดูแนวสืบสวนสอบสวน แต่การดูซีรีส์แนวนี้นาน ๆ ครั้ง มันก็ปลอบประโลมใจดีเหมือนกัน 🌊





























