Home Work & Living Living “คนพิการ” ใช้ชีวิตประจำวันยากแค่ไหนในเมืองไทย

“คนพิการ” ใช้ชีวิตประจำวันยากแค่ไหนในเมืองไทย

“การใช้ชีวิตประจำวัน” ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ใคร ๆ บนโลกนี้ก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน ออกไปซื้อของ ใช้บริการสาธารณะ หรือเดินทางไปโรงพยาบาล ทว่าในความเป็นจริง สิ่งที่ดูธรรมดาเหล่านี้กลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะสำหรับ “คนพิการ” ที่นอกจากจะมีข้อจำกัดด้านร่างกายเป็นทุนเดิมแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับอุปสรรคจำนวนมากตั้งแต่ก้าวแรกของการออกจากบ้าน ทั้งที่พวกเขาเองก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ควรมีสิทธิใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเท่าเทียมไม่ต่างจากคนอื่น

ซึ่งถ้าหากลองมาพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน จะพบว่าปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ มันอาจไม่ได้อยู่ที่ “ความพิการ” ของผู้พิการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบของสังคม ระบบเมือง และทัศนคติของผู้คน ที่ยังตั้งต้นจากสมมติฐานว่าคนส่วนใหญ่ต้องมีร่างกายสมบูรณ์พร้อม ทำให้คนบางกลุ่มถูกผลักออกจากการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะโดยไม่รู้ตัว หลายสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่สำหรับคนพิการ จนทำให้การใช้ชีวิตอย่างปกติ กลายเป็นเรื่องยากกว่าที่ควรจะเป็น และถ้าถามว่ามันยากขนาดไหน ก็ขนาดที่ผู้คนทั่วไปจำนวนมากที่ไม่ได้มีความพิการ ก็ไม่เคยรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องง่ายเช่นกัน ถ้าคนทั่วไปยังรู้สึกเหนื่อย การใช้ชีวิตของคนพิการก็คงยิ่งยากลำบากมากกว่านั้นอีกหลายเท่า!

1. เมืองที่ไม่ได้ออกแบบมาให้คนพิการใช้ร่วมกับคนทั่วไป

ยกตัวอย่างกรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบเมืองใหญ่ทั่วไป แต่การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็ยังยากเกินไปสำหรับคนพิการ หรือพูดให้ตรงกว่านั้น แม้แต่คนทั่วไปเองก็ยังใช้ชีวิตลำบากไม่น้อย ทำให้การใช้ชีวิตนอกบ้านเป็นเรื่องที่มีความท้าทายสูง จนอาจจะเรียกได้ว่านี่คือโครงสร้างที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะมันมีผลกระทบตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้าน และหลังจากที่กฎหมายเริ่มให้ความสำคัญกับผู้พิการและความเท่าเทียม หลาย ๆ อย่างก็ถูก “ทำขึ้นมาเพิ่มทีหลัง” หรือเบิกงบประมาณเพื่อ “ทำขึ้นมาแบบขอไปที” เพื่อให้มันมีตามที่กฎหมายกำหนด แต่ใช้งานจริงแทบไม่ได้เลย ยิ่งตามต่างจังหวัด สภาพหนักกว่าเมืองใหญ่หลายเท่า ผู้พิการบางคนจึงไม่ได้แค่ใช้ชีวิตลำบาก แต่แทบไม่มีโอกาสออกจากบ้านเลย

และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การใช้ชีวิตในเมืองไทยพึ่งพาการมองเห็นสูงมาก ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมและระบบสาธารณะก็ยังขาดความเป็นระเบียบและคาดเดาได้ยาก โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์และการเดินทางบนทางเท้า ซึ่งนี่คือปัญหาใหญ่ของผู้พิการทางสายตา เพราะมันไม่ใช่แค่การที่พวกเขามองไม่เห็น แต่ยังต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่คาดเดาไม่ได้อีกต่างหาก เนื่องจากสภาพเมืองที่ขาดความเป็นระบบ ทั้งที่ในความเป็นจริง หากอะไร ๆ มีความเป็นระเบียบ ผู้พิการก็ยังพอใช้ชีวิตด้วยการคาดเดาจากความคุ้นเคยได้ แต่ในสภาพเมืองที่ไม่มีอะไรคาดเดาได้แบบนี้ ทำให้คนพิการใช้ชีวิตยากขึ้น

ระบบขนส่งสาธารณะ

เหมือนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองไทยถูกออกแบบมาบนสมมติฐานที่ว่า “ทุกคนต้องเดินได้ปกติ หรือไม่ก็ต้องมีรถส่วนตัว” ระบบขนส่งจึงเป็นอุปสรรคด่านแรกที่ตัดโอกาสการเดินทางของคนพิการ เมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย รวมถึงการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการเชื่อมต่อการเดินทาง เพราะคนพิการมักถูกบังคับให้ต้องนั่งแท็กซี่จากบ้านเพื่อมาขึ้นรถขนส่งมวลชนอื่น (เพราะทางเท้าเดินไม่ได้) หรือแม้แต่ต้องนั่งแท็กซี่ยาว ๆ ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดเกินบรรยาย ทำให้ต้นทุนแฝงการเดินทางต่อวันของคนพิการสูงกว่าคนปกติหลายเท่า พวกเขาจึงจำเป็นต้องอยู่แต่ในบ้าน เราเลยไม่ค่อยได้เห็นผู้พิการออกมาใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปในพื้นที่สาธารณะมากนัก จนสังคมค่อย ๆ มองข้ามพวกเขาไปราวกับไม่มีพวกเขาอยู่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น

  • รถเมล์จำนวนมากไม่รองรับวีลแชร์ แม้ว่าปัจจุบันจะมีรถเมล์ชานต่ำที่รองรับวีลแชร์สำหรับผู้พิการ แต่ก็ยังมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับรถเมล์ทั้งหมด การเดินทางคนเดียวของผู้พิการจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
  • รถไฟฟ้า (BTS/MRT) แม้ในกรุงเทพฯ จะมีรถไฟฟ้า แต่ระบบก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันแบบ 100% การเดินทางจากบ้านไปยังสถานีที่ใกล้ที่สุดเป็นเรื่องลำบาก บางสถานียังเข้าถึงยาก บางสถานีที่เป็นสถานีเปลี่ยนเส้นทาง คนทั่วไปเดินทางยังบ่นว่ายาก และบางสถานีไม่มีลิฟต์ด้วย ถึงจะมีลิฟต์ แต่หลายสถานีมีลิฟต์เพียงฝั่งเดียว หรือต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อนใช้งาน นี่ยังไม่นับเรื่องที่มันเสียบ่อยด้วย
  • รถตู้ รถสองแถว แทบไม่รองรับวีลแชร์เลย
  • แท็กซี่จำนวนมากปฏิเสธผู้ใช้วีลแชร์
  • เลขสายรถเมล์มองเห็นจากระยะไกลยาก คนทั่วไปยังขึ้นผิดสาย ลงผิดป้ายอยู่บ่อย ๆ
  • ตามต่างจังหวัด แทบไม่มีรถสาธารณะรองรับ ชาวบ้านปกติยังต้องใช้พาหนะส่วนตัวเพื่อเดินทาง ซึ่งคนพิการที่มีข้อจำกัดในการใช้พาหนะเหล่านี้ แทบไม่มีสิทธิ์ออกจากบ้านคนเดียว ทั้งที่อาจเป็นภาวะพิการที่พอจะพึ่งพาตัวเองได้

ทางเท้าและการเดินทาง

นี่อาจเป็นอุปสรรคด่านใหญ่ที่สุดในการออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน เพราะทางเท้าในไทยจำนวนมาก คนทั่วไปยัง “เดินลำบาก” และสำหรับคนพิการ บางจุดสำหรับพวกเขาคือ “ไปต่อไม่ได้” เนื่องจาก

  • เส้นทางขรุขระ
  • แคบ
  • เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟฟ้า ต้นไม้ ต้นไม้ใหญ่ที่รากดันพื้นขึ้นมาจนวีลแชร์เข็นผ่านไม่ได้ ร้านค้าแผงลอย ป้ายโฆษณา ถังขยะ มอเตอร์ไซค์ที่วิ่งบนทางเท้า หรือแม้แต่เสาเล็ก ๆ ที่นำมาติดตั้งเพื่อป้องกันมอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า หากมอเตอร์ไซค์ผ่านไม่ได้ วีลแชร์ก็ลอดช่องผ่านไม่ได้เช่นกัน
  • ทางเท้าไม่มีทางลาดสำหรับให้วีลแชร์ขึ้น ถ้ามี ส่วนใหญ่มันเป็นที่สำหรับให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นทางเท้าเสียมากกว่า บางบริเวณ ต่อให้มีก็ชันเกินกว่าจะใช้งานได้จริง แถมลื่นด้วย หลายแห่งถูกสร้างแบบไม่ได้มาตรฐาน บางจุดไม่ได้ลาดต่อเนื่องไปกับพื้น แต่มีขอบหรือสันยกสูงจนล้อวีลแชร์ขึ้นไม่ได้ ขนาดคนทั่วไปที่เดินตามปกติโดยไม่ได้ยกเท้าสูง ยังเดินสะดุดได้เลย
  • ระดับพื้นไม่เท่ากัน
  • เบรลล์บล็อก (Braille Block) สำหรับผู้พิการทางสายตาหลายแห่งถูกติดตั้งแบบไร้ประสิทธิภาพ บางจุดนำทางไปชนสิ่งกีดขวาง หรือสิ้นสุดตรงพื้นที่อันตรายอย่างท่อระบายน้ำ
  • ต่างจังหวัดไม่มีทางเท้าเป็นกิจจะลักษณะด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่ต้องเดินหรือเข็นรถไปบนไหล่ทางลูกรังร่วมกับรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วสูง การเดินทางไปไหนมาไหนจึงอันตรายมาก

อาคารและสถานที่สาธารณะ

แม้จะมีกฎหมายบังคับ แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหา เพราะหลายแห่งทำขึ้นมาแบบ “ให้มี” มากกว่า “ใช้งานได้จริง” อีกทั้งแนวคิดเรื่องอารยสถาปัตยกรรมในไทย ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่แค่ในตำราหรือพบได้เฉพาะในอาคารสร้างใหม่ในเมืองใหญ่เท่านั้น

  • ทางลาดชันเกินมาตรฐาน จนเป็นทางลื่นมากกว่าทางลาด
  • ห้องน้ำคนพิการ บางแห่งใช้ไม่ได้จริง จนกลายเป็นห้องเก็บของ
  • อาคารเก่า ๆ มักไม่มีลิฟต์
  • ป้ายบอกทางที่ไม่ชัดเจน รวมถึงการขาดระบบเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา
  • สื่อหรือประกาศสาธารณะจำนวนมากไม่มีซับไตเติลหรือภาษามือรองรับผู้พิการทางการได้ยิน
  • ต่างจังหวัด ตามพื้นที่ทำกิจกรรมของชุมชนเกือบทั้งหมดไม่มีโครงสร้างที่รองรับคนพิการ ทำให้พวกเขาไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมได้เลย

2. ระบบการศึกษาที่ไม่รองรับอย่างแท้จริง

แม้ว่าในเมืองไทยจะมีแนวคิด “การศึกษาแบบเรียนร่วม” แต่ความพร้อมจริง ๆ นั้นยังห่างไกลเกินกว่าที่เด็กพิการจะเรียนรวมกับเด็กปกติได้ ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งเรียนไม่ทัน ถูกแยกออกจากกลุ่มเพื่อน ไปจนถึงขั้นหลุดจากระบบการศึกษา และผลกระทบระยะยาวของการหลุดจากระบบศึกษา คือการทำให้พวกเขาไม่มีทักษะไปแข่งขันในตลาดงาน ปัญหาหลัก ๆ ที่อาจเห็นได้ก็คือ

  • อาคารเรียนไม่มีลิฟต์
  • ไม่มีครูเฉพาะทาง
  • ไม่มีสื่อการเรียนที่คนพิการเข้าถึงได้
  • ไม่มีงบประมาณจัดซื้อสื่อการสอนเฉพาะทาง
  • โรงเรียนรัฐบาล ห้องเรียนแออัดเกินไป เด็กปกติครูยังดูแลไม่ทั่วถึงด้วยซ้ำ
  • ครูจำนวนมากไม่ได้รับการฝึก/อบรมให้ดูแลคนพิการเป็น
  • โรงเรียนปฏิเสธการรับเด็กพิการเข้าเรียน เพราะดูแลไม่ไหว
  • เด็กพิการจำนวนมากยังคงต้องพบเจอกับปัญหาทางสังคมในโรงเรียน ทั้งการบูลลี่ การตีตรา การถูกมองว่าเป็นภาระ หรือการถูกลดความคาดหวัง ซึ่งขนาดเด็กปกติยังหลีกเลี่ยงยาก เพราะฉะนั้น กับเด็กพิการไม่ต้องพูดถึง ซึ่งมันกระทบทั้งความมั่นใจและโอกาสในอนาคต
  • ต่างจังหวัด เด็กพิการยิ่งเข้าถึงการศึกษาได้ยาก เพราะโรงเรียนเฉพาะทางกระจุกอยู่ในเมืองและขาดผู้เชี่ยวชาญ เด็กหลายคนจึงต้องเดินทางไกลทั้งที่พิการ บางคนอาจจำเป็นต้องแยกกับครอบครัวเพื่อไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เด็ก หรือบางครอบครัวผู้ปกครองก็ไม่พร้อมส่งเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ หลายครอบครัวจึงเลือกที่จะไม่ส่งเรียน หรือไม่ก็ให้เรียนแค่ขั้นพื้นฐาน จากนั้นก็ให้ออกจากโรงเรียนเร็ว กลายเป็นผู้พิการที่ขาดการศึกษาไปโดยปริยาย

3. โอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ยังคงมีกำแพง

แม้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยจะมีกฎหมายส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 33 จะกำหนดให้บริษัทจ้างงานคนพิการในสัดส่วน 100:1 แต่ในความเป็นจริง หลายบริษัทกลับเลือกที่จะใช้มาตรา 34 คือการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน หรือมาตรา 35 คือการให้ทุนประกอบอาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ แทนการจ้างเข้าทำงานประจำ หรือใช้วิธีเหมาบริการแทนการจ้างเข้ามาทำงานในออฟฟิศจริง ๆ ทำให้ผู้พิการจำนวนมากไม่มีรายได้ที่มั่นคงและไม่มีสวัสดิการการทำงาน และต้องพึ่งพาเพียง “เบี้ยคนพิการ” เดือนละ 800-1,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าครองชีพจริง

ระบบการจ้างงานของไทยหลายแห่งมองคนพิการเป็น “ภาระที่ต้องช่วยเหลือ” มากกว่า “ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ” ซึ่งไม่ต้องพูดถึงตลาดงานในต่างจังหวัดเลย เพราะคนทั่วไปยังต้องดิ้นรนเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง และตลาดงานในต่างจังหวัดมักจะเน้นการใช้แรงงาน ภาคเกษตรกรรม หรือโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เอื้อต่อสภาพร่างกายของผู้พิการ

หลายคนถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม หรือต่อให้มีความสามารถก็เข้าไม่ถึงงาน เนื่องจากนายจ้างจำนวนมากยังมีอคติ มองว่าคนพิการทำงานไม่ได้ ไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ ทั้งที่คนพิการหลายคนมีวุฒิการศึกษาสูงและความรู้ค่อนข้างเฉพาะทางด้วยซ้ำ คนพิการจำนวนมากมักถูกมองว่าเป็นภาระมากกว่าเป็นแรงงานคนหนึ่งที่สามารถทำงานได้ หรืออคติที่มาในคราบของความหวังดี เช่น กลัวเขาเดินทางลำบาก กลัวเขาเหนื่อย ซึ่งกลายเป็นการตัดโอกาสโดยไม่เปิดพื้นที่ให้เขาพิสูจน์ศักยภาพ นายจ้างบางแห่งกังวลเรื่องการลงทุนปรับสถานที่ ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการทำงานของคนพิการ เพราะออฟฟิศส่วนใหญ่ไม่รองรับ เช่น ไม่มีลิฟต์ ไม่มีห้องน้ำสำหรับคนพิการ โต๊ะทำงานไม่เหมาะสม หรือระบบสื่อสารในองค์กรไม่รองรับ

หรือผู้พิการบางคนมีโอกาสได้ทำงาน แต่ก็มักจะเจอข้อจำกัดของตำแหน่งงาน งานที่เปิดรับผู้พิการมักจะจำกัดอยู่ในกลุ่มงานเอกสาร งานคอลเซ็นเตอร์ หรือโรงงานผลิต ซึ่งบางครั้งไม่ได้ตรงกับศักยภาพหรือวุฒิการศึกษาที่พวกเขามี ทำให้คนพิการจำนวนมากถูกจำกัดให้ทำงานที่รายได้น้อย งานชั่วคราว งานที่ไม่มีเส้นทางเติบโต ทำให้โอกาสเติบโตในสายอาชีพค่อนข้างน้อยและแคบ ส่วนใหญ่จึงมักถูกแช่แข็งไว้ที่ระดับปฏิบัติการเสมอ แทบไม่มีเส้นทางขึ้นสู่ระดับผู้บริหารเลย

4. ระบบบริการสาธารณสุขและการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เข้าถึงยาก

ขนาดกับคนทั่วไปที่เจ็บป่วย การเข้าถึงโรงพยาบาลของรัฐบาลยังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และตามต่างจังหวัดในพื้นที่ห่างไกล โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ที่เครื่องมือพร้อมนั้นเข้าถึงยากมาก ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนนั้นทำได้แค่รักษาโรคทั่วไป ในขณะที่คนพิการหลายคนไม่ได้ต้องการแค่รักษา แต่ยังต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าหากคนพิการต้องการฟื้นฟูร่างกาย รับอุปกรณ์ช่วยเหลือ หรือพบแพทย์เฉพาะทาง ต้องเดินทางเข้าโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือโรงพยาบาลศูนย์ในภูมิภาค ซึ่งมันไม่เอื้อต่อการเดินทางของคนพิการเลยสักนิด หลายคนต้องเดินทางหลายชั่วโมง เสียค่าเดินทางจำนวนมาก บางคนจำเป็นต้องลางานทั้งวัน และญาติเองก็ต้องลางานด้วย เพราะการเดินทางที่ยากลำบาก ทำให้ต้องพึ่งพาญาติในการพาไป

จะเห็นว่าปัญหาสำคัญคือ ระบบสาธารณสุขในไทยนั้นกระจุกตัวในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองหลวง ความยากลำบากในการเดินทางไปพบแพทย์เฉพาะทาง กายภาพบำบัด รับอุปกรณ์ช่วยเหลือ รับยา หรือแม้กระทั่งการติดตามอาการ จึงแปรผันตามระยะทางจากตัวเมือง การเดินทางจากหมู่บ้านห่างไกลเข้าเมือง ต้องเหมารถยนต์ไป-กลับรอบละหลายพันบาท ความไม่เอื้อของระยะทางและค่าใช้จ่ายนี้ ทำให้คนพิการในต่างจังหวัดหลายคนเลือกที่จะไม่ไปรักษา และปล่อยให้ร่างกายเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่า “อุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับผู้พิการ” เช่น วีลแชร์คุณภาพดี ขาเทียม เครื่องช่วยฟัง หรือเทคโนโลยีช่วยสื่อสารอื่น ๆ ก็ยังมีราคาแพงด้วย แม้ว่าค่ายาและค่าหมออาจจะฟรีตามสิทธิ์ แต่อุปกรณ์บางอย่างรัฐช่วยได้เพียงบางส่วน ในขณะที่คุณภาพและการเข้าถึงก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มากพอสมควร นี่ยังไม่นับกระบวนการที่ยุ่งยากในการ “ต่ออายุบัตรคนพิการ” หรือการประเมินเพื่อรับอุปกรณ์ช่วยเหลือ ที่บางครั้งต้องไปโรงพยาบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเอกสารใบเดียว!

5. ระบบข้อมูลและการสื่อสารที่ไม่ครอบคลุม

ผู้พิการบางกลุ่ม ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานได้ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน (ซึ่งมักพ่วงมากับความพิการทางการพูด) คนกลุ่มนี้จะดูปกติมากในกลุ่มคนทั่วไป ถ้าพวกเขาไม่แสดงตัว พวกเขาก็จะถูกมองข้าม เวลาที่มีเหตุฉุกเฉิน พวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงประกาศ ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือน ต่อให้พวกเขาจะรู้ตัวจากการสังเกตสถานการณ์รอบข้าง แต่พวกเขาก็ไม่อาจพูดขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ และเมื่อต้องติดต่อกับผู้อื่นหรือรับข่าวสารสำคัญ สิ่งเหล่านี้คือปัญหาของพวกเขา

  • เว็บไซต์ราชการจำนวนมากไม่รองรับ screen reader (โปรแกรมอ่านหน้าจอ)
  • ข่าวในโทรทัศน์จำนวนมากไม่มีซับไตเติล ไม่มีล่ามภาษามือ
  • เข้าไม่ถึงเอกสารและหนังสือราชการทั่วไป เนื่องจากขาดรูปแบบทางเลือก เช่น อักษรเบรลล์ หรือไฟล์เสียง
  • ระบบแจ้งเตือนไม่รองรับทุกคน

6. ทัศนคติของสังคมก็ยังเป็นปัญหา

บ่อยครั้งที่คนด้วยกัน ก็เป็นอุปสรรคมากกว่าสถานที่ สิ่งที่คนพิการจำนวนมากในประเทศไทยต้องพบเจอเมื่อพวกเขาออกนอกบ้านก็คือ การมองด้วยสายตาหรือการตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่อยู่บ้าน” หรือ “ลำบากขนาดนี้จะออกมาทำไม” ทั้งที่ในความเป็นจริงก็คือ “ไม่มีใครอยากเป็นคนพิการ” โดยเฉพาะคนพิการที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในเมืองนี้ หรือถ้ามองในอีกมุม พวกเขาก็เหมือนกับคนทั่วไปหลาย ๆ คนที่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะออกจากบ้านมาเจอความลำบาก ซึ่งเพราะมันจำเป็นพวกเขาถึงต้องออกมา ที่สำคัญก็คือ พวกเขาเองก็มีสิทธิที่จะมีชีวิต มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตนอกบ้าน แต่โครงสร้างหลาย ๆ อย่างในเมืองไทยมันไม่เอื้อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างปกติตามอัตภาพของพวกเขาด้วยซ้ำ สิ่งที่พวกเขามักจะเจอก็คือ

  • การมองด้วยความสงสารหรือเวทนา แทนที่จะมองในฐานะมนุษย์ที่ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ด้วยสังคมไทยมักมองคนพิการผ่านเลนส์ของความสงสาร การทำบุญ หรือเรื่องเวรกรรม มากกว่าการมองในมุม “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” จนมองข้ามสิ่งที่พวกเขาต้องการไป
  • การถูกมองว่าเป็นภาระ คนพิการจำนวนไม่น้อยพึ่งพาและช่วยเหลือตัวเองได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทางด้วยซ้ำ
  • การดูถูกความสามารถ
  • การเลือกปฏิบัติ
  • การถูกทำเหมือนเด็ก

สิ่งที่คนพิการต้องการไม่ใช่ความเห็นใจ แต่คือเมืองที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนใช้งานร่วมกันได้ เมืองที่ช่วยให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ออกไปเรียน ไปทำงาน และใช้ชีวิตในที่สาธารณะได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนทั่วไป คนทั่วไปไม่ต้องเสียสิทธิอะไรเลย เพียงแค่เพิ่มอะไรบางอย่างให้พวกเขามีสิทธิใช้ชีวิตพื้นฐานในสังคมได้ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ก็พอ

7. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่

ในประเทศที่ระบบรัฐยังช่วยสนับสนุนคนพิการได้ไม่เต็มที่ สวัสดิการรัฐที่ให้กับคนพิการยังไม่สะท้อนกับค่าครองชีพจริง ๆ “เงิน” กลายเป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตทันที ซึ่งเบี้ยผู้พิการปัจจุบันอยู่ที่ 800-1,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับอายุ) ซึ่งเมื่อเทียบกับดัชนีค่าครองชีพในปัจจุบัน เงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำไป ยิ่งหากต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์หรือการเดินทางด้วยรถสาธารณะพิเศษ (เช่น แท็กซี่) ก็ยิ่งทำให้ภาระตกอยู่กับครอบครัว ในขณะเดียวกัน คนพิการจำนวนไม่น้อยไม่เคยนั่งงอมือขอเท้ารอเงินอุดหนุนจากรัฐ แต่บ่อยครั้งที่พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติให้ไม่สามารถทำมาหากินได้ พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ทั้งที่หลายคนมีศักยภาพที่ทำได้! ทว่าถูกจำกัดเพียงเพราะเป็นคนพิการ

บางที เราอาจพูดได้ว่า “ความพิการ” ของคนในประเทศนี้ มักเชื่อมโยงกับ “วงจรความจน” ด้วย ที่ทำให้พวกเขายิ่งใช้ชีวิตลำบาก กล่าวคือ คนพิการที่มีฐานะ ยังสามารถซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือดี ๆ ได้ มีรถส่วนตัวในการเดินทาง จ้างผู้ช่วยทำนั่นทำนี่ได้ หรือแม้แต่การได้อยู่ในสถานที่ที่เข้าถึงความสะดวกได้ง่าย แต่คนพิการที่จนนั้น พวกเขายังคงเดินทางอย่างยากลำบาก บางคนเข้าไม่ถึงการรักษา ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือที่เหมาะสม และอาจจำเป็นต้องพึ่งครอบครัวทั้งหมด ทั้งที่โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่าง รัฐสามารถออกแบบให้พวกเขาใช้ชีวิตได้ง่ายกว่านี้มาก

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้คนพิการจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในไทย บ่อยครั้งมันไม่ใช่ “ความพิการ” เพียงอย่างเดียว แต่คือการที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่อะไรหลาย ๆ อย่างไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตร่วมกันได้จริง ๆ มากกว่า ราวกับว่ายังมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนที่ “ถูกทำให้ล่องหน” หรือ “ไม่มีตัวตน” เพราะโครงสร้างพื้นฐานและระบบคิดของสังคมไทย ยังถูกออกแบบโดยตั้งต้นจากคนที่มีร่างกายสมบูรณ์พร้อมเป็นหลัก และยิ่งถ้าผู้พิการออกห่างเมืองใหญ่ ชีวิตของพวกเขาก็ยิ่งยากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ในหลาย ๆ พื้นที่ คนพิการไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตลำบาก แต่แทบจะถูกตัดออกจากการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น จึงอาจพูดได้ว่าการเป็นคนพิการในเมืองไทย ไม่ได้แปลว่าพวกเขาสูญเสียความสามารถเสมอไป ทว่าพวกเขาถูกทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้น จากการที่เมืองไม่รองรับ ระบบไม่ต่อเนื่อง คนไม่เข้าใจและเต็มไปด้วยอคติ อีกทั้งความช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้แม้แต่ผู้พิการที่พึ่งพาตัวเองได้ ยังใช้ชีวิตในสังคมไทยอย่างยากลำบาก